INTERLINK จากผู้นำเข้าสายสัญญาณรายใหญ่ สู่ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย แตกกิ่งก้าน 3 ธุรกิจบนแกนเดียวกัน เกาะเมกะเทรนด์ Cloud-Data พลังงานสะอาดเต็มตัว
ถ้าย้อนกลับไปเกือบ 40 ปีก่อน “อินเตอร์เน็ต” ยังไม่ใช่คำที่คนไทยคุ้นเคย แต่มีบริษัทหนึ่งเริ่มนำ สาย LAN เข้ามาขายให้ตลาดไอทีไทยแบบจริงจังในฐานะ “ผู้นำเทคโนโลยีสายสัญญาณ” รายแรก ๆ
วันนี้บริษัทนั้นคือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) - ILINK ที่ไม่ใช่แค่ “เจ้าใหญ่ขายสายแลน-ไฟเบอร์” อีกต่อไป แต่ขยายตัวเองกลายเป็น กลุ่มธุรกิจดิจิทัลอินฟราฯ ของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว
Interlink จึงไม่ใช่แค่ case study เรื่อง “ขายสินค้าไอที” แต่เป็นตัวอย่างของการยืดแกนเดิมให้ยาวขึ้น จาก Cabling → Engineering → Telecom & Data Center ซึ่งเป็นโครงที่น่าสนใจมากสำหรับทั้ง SME และนักลงทุนไทย
จุดตั้งต้น: จากผู้นำเข้า “สาย LAN” สู่ผู้นำตลาดสายสัญญาณในอาเซียน
ILINK เริ่มธุรกิจจากการนำเข้าและจัดจำหน่าย สายสัญญาณคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที โดยเป็นรายแรก ๆ ที่นำเทคโนโลยีสาย LAN / UTP เข้ามาเผยแพร่ในไทยเมื่อกว่า 38 ปีก่อน
โมเดลยุคแรกคือ:
- เน้นขายส่ง (Wholesale) ให้ Dealer, System Integrator (SI), ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า-สื่อสาร, ร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อสารทั่วประเทศ
- ขยายสาขาและศูนย์กระจายสินค้าไปภาคเหนือ ใต้ อีสาน ตะวันออก
- Develop แบรนด์สินค้าในเครือ เช่น LINK (สายแลน-ไฟเบอร์), ตู้แร็ก GERMAN/GERMANY EXPORT ฯลฯ
จาก “แค่ขายสาย” ILINK กลายเป็น ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทั้งสาย LAN, Fiber, สายโซลาร์, สายกล้องวงจรปิด และอุปกรณ์ประกอบตู้แร็กต่าง ๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่า “ยอดขาย” คือการวางโครงธุรกิจต่อจากนั้น
วันนี้ ILINK ยืนบน 3 ขาธุรกิจหลัก
ทั้งใน Factsheet ของตลาดหลักทรัพย์ และเอกสารนักลงทุนของบริษัท ระบุเหมือนกันว่า กลุ่ม ILINK ปัจจุบันยืนบน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่
1. Cabling Distribution Business - ธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ
2. Turnkey Engineering Business - ธุรกิจวิศวกรรมโครงการครบวงจร
3. Telecom & Data Center Business - ธุรกิจโทรคมนาคมและดาต้าเซ็นเตอร์
ทั้ง 3 ขาอยู่บนแกนเดียวกันคือ “โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร-ดิจิทัลของประเทศ” แต่สร้างรายได้และ Margin คนละแบบ
เราลองค่อย ๆ แกะทีละขา
1) Cabling Distribution: หัวใจดั้งเดิมที่ยังทำเงินต่อเนื่อง
นี่คือธุรกิจดั้งเดิมที่ ILINK ทำมา มากกว่า 38 ปี และยังเป็น “หัวใจหลัก” ของรายได้จนถึงทุกวันนี้
สิ่งที่ขายมีตั้งแต่:
- สาย LAN / UTP (Copper)
- สาย Fiber Optic
- สายโซลาร์ (Solar Cable)
- สาย Control / สายกล้องวงจรปิด
- ตู้แร็ก, อุปกรณ์ประกอบระบบเครือข่าย
พร้อมแบรนด์หลักอย่าง LINK AMERICAN และ 19" GERMANY EXPORT RACK ที่ตลาดรู้จักดี โดยเฉพาะในกลุ่ม SI, ผู้รับเหมาระบบ, โรงงาน และ Data Center
จุดน่าสนใจในมุม TST BIZ
•ธุรกิจนี้ “โตไปกับเทรนด์” ไม่ใช่แค่ขยายตามจำนวนลูกค้า
- Data Center / Cloud / AI ยิ่งโต → ความต้องการสายคุณภาพสูงยิ่งเพิ่ม
- Solar / พลังงานสะอาดโต → สายโซลาร์กลายเป็น product line ใหม่ที่มีอนาคต
•ILINK ใช้ความเป็น “เจ้าใหญ่” ด้านสายสัญญาณ สร้าง เครือข่ายดีลเลอร์-สาขา-คลังสินค้า ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งกลายเป็น Infrastructure ให้ขาธุรกิจอื่นต่อยอดได้ง่ายขึ้น
2) Turnkey Engineering: จากขายของ → รับเหมาวางระบบครบวงจร
เมื่อถือจุดแข็งเรื่อง “สาย-อุปกรณ์-ทีมเทคนิค” อยู่แล้ว ขั้นต่อมาของ ILINK คือการย้ายจากแค่ขายของไปสู่การเป็น ผู้รับเหมางานวิศวกรรมแบบ Turnkey งานในกลุ่มนี้ เช่น
- วางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง (ทั้งใต้ดิน-ใต้น้ำ)
- ติดตั้งระบบโครงข่ายสื่อสารให้หน่วยงานรัฐ-รัฐวิสาหกิจ-เอกชนรายใหญ่
- งานสถานีไฟฟ้าย่อย / Smart Grid / ระบบสื่อสารของการไฟฟ้า/การรถไฟ ฯลฯ
มุมธุรกิจที่สำคัญ
- รายได้ต่อโปรเจกต์สูงกว่าการขายสายอย่างเดียว
- ใช้สินค้าในเครือ ILINK + KNOW-HOW ของทีมวิศวกร → ทำให้บริษัท “กิน Value Chain ยาวขึ้น”
- แต่ธุรกิจนี้ลักษณะเป็น Project-based มีฤดูกาล-มี Backlog-ต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องดีเลย์และต้นทุน
3) Telecom & Data Center: เมื่อโครงข่ายกลายเป็นบริการ
อีกขาหนึ่งคือ Telecom Business & Data Center ซึ่ง ILINK ใช้บริษัทในกลุ่มคือ Interlink Telecom Public Company Limited - ITEL เป็นหัวหอกหลัก โดยเริ่มจากการ restructure ธุรกิจแยกออกมาจาก ILINK ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อโฟกัสงานโครงข่ายโดยเฉพาะ
วันนี้ ITEL ทำอะไรบ้าง?
- ให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออปติก ครอบคลุม 70-77 จังหวัดทั่วประเทศ
- วางโครงข่ายหลายเส้นทาง (redundant routes) เพื่อความเสถียร
- ให้บริการเชื่อมต่อแบบ End-to-End Fiber, IP-VPN, Dark Fiber
- บริการ Data Center และ Co-location มาตรฐานสากล
พูดง่าย ๆ จากที่ครั้งหนึ่ง ILINK ขายสายให้คนอื่นเอาไปสร้างเครือข่าย วันนี้ในกลุ่มเดียวกัน มีบริษัทที่ “สร้าง-ถือครอง-ให้บริการบนเครือข่ายนั้นเอง” ด้วย
ในมุมรายได้ ธุรกิจบริการโครงข่าย-ดาต้าเซ็นเตอร์ให้ รายได้แบบ Recurring มองเห็นยาวกว่าขายสายหรือโปรเจกต์ก้อนเดียว และไปผูกกับเมกะเทรนด์อย่าง Cloud, Data, AI, Video Streaming ฯลฯ เต็ม ๆ
ภาพรวม: จาก “ผู้ขายสาย” สู่ “กลุ่มดิจิทัลอินฟราฯ” ของไทย
ถ้ามองทั้ง 3 ขาธุรกิจเรียงกัน จะเห็นลำดับการเติบโตของ ILINK ชัดมาก
1. เริ่มจาก Product (Cabling)
- เป็นผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่สุดในอาเซียน
- สร้างแบรนด์สายของตัวเอง + ช่องทางจัดจำหน่ายทั่วประเทศ
2. ต่อยอดสู่ Project (Turnkey Engineering)
- ใช้สินค้า +ทีมเทคนิค ทำงานวิศวกรรมโครงข่ายขนาดใหญ่
- เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า-สื่อสารของประเทศ
3. ขยายสู่ Service (Telecom & Data Center)
- จากขายโครงข่าย → กลายเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายเองผ่าน ITEL
- ได้รายได้แบบสัญญาระยะยาว ขยายพร้อมกับการเติบโตของดิจิทัลอีโคซิสเต็มไทย
ทั้งหมดนี้วางอยู่บน “เส้นเรื่องเดียวกัน” คือ ทำทุกอย่างที่ทำให้ข้อมูล-ไฟ-สัญญาณ วิ่งได้อย่างเสถียรทั่วประเทศ
บทเรียนสำหรับเจ้าของธุรกิจและนักลงทุน: Framework ILINK
สำหรับผู้อ่าน TST BIZ เคสของ ILINK ให้บทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ
1) เริ่มจาก Niche ให้แน่น แล้วค่อยขยาย Value Chain
ILINK ไม่ได้เริ่มจากทุกอย่างพร้อมกัน แต่เริ่มจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (สายสัญญาณ) ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยังงานที่ใช้ฐานเดิมต่อยอดได้
- Product → Project → Service
- Margin และมูลค่าธุรกิจดีขึ้นทุกขั้น
สำหรับ SME ไทย โมเดลนี้สอนว่า “ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แต่อย่าหยุดอยู่แค่จุดเดิม ถ้าฐานแข็งแล้วให้คิดต่อว่าจะขยับไปกิน Value Chain ส่วนไหนต่อ”
2) กลุ่มธุรกิจที่ดี มักผูกตัวเองกับ “เมกะเทรนด์”
ทั้ง 3 ขาของ ILINK ถูกผูกเข้ากับเทรนด์ระยะยาว
- ดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม / Data Center / Cloud / AI
- พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้ารุ่นใหม่
- การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรทั่วประเทศ
ธุรกิจที่เติบโตได้ต่อเนื่อง มักอยู่บน “ทางด่วน” ที่เทรนด์กำลังวิ่งผ่าน ไม่ใช่แค่ขายของที่กระแสมาแล้วไป
3) Spin-off & Group Structure: แยกบริษัทเพื่อโตคนละทาง
การที่ ILINK แยก Interlink Telecom (ITEL) ออกมาเป็นบริษัทมหาชนอีกตัวหนึ่ง ทำให้
- นักลงทุนเลือกลงทุนตามความเชื่อของตัวเองได้ (สายสินค้า-เอนจิเนียริง vs สายเทเลคอม-ดาต้าเซ็นเตอร์)
- แต่ทั้งคู่ยังได้อานิสงส์จากกันและกันในฐานะ “กลุ่ม Interlink” ที่เชื่อมกันด้วยโครงข่ายธุรกิจ
นี่คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เจ้าของกิจการไทยหลายรายเริ่มหันมามองมากขึ้น เมื่อธุรกิจเติบโตจนมีหลายแกนที่ nature ต่างกัน








