Thursday, 4 June 2026
Intel

‘Intel’ เตรียมตั้งโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ในเยอรมนี ผลิตชิปขนาด 1.5 nm แม่นยำ-ก้าวหน้าที่สุดในโลก

(23 ม.ค. 67) Pat Gelsinger CEO ของ Intel ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่าโรงงานที่ Intel กำลังสร้างในเมือง Madeburg ประเทศเยอรมนี จะเป็นโรงงานที่มีกระบวนการผลิตชิปก้าวหน้าที่สุดในโลกเมื่อสร้างเสร็จ ผลิตชิปที่ความแม่นยำระดับ 1.5 นาโนเมตร ซึ่งไปไกลกว่ากระบวนการผลิตชิป 18A (sub-2nm) ของ Intel ที่เคยประกาศเอาไว้

Gelsinger ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของกระบวนการผลิตชิปยุคถัดจาก 18A ในตอนนี้ (เคยมีข่าวลือว่ามันจะเรียก 16A หรือ 14A) แต่ถ้าแผนการของอินเทลเป็นไปตามที่คิด โรงงานแห่งนี้จะทำให้ยุโรปกลายเป็นจุดผลิตชิปที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

สิ่งสำคัญคือ Intel มุ่งมั่นที่จะนำการผลิตระดับแนวหน้ามาสู่ยุโรป ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจุบัน Fab 34 ของ Intel ใกล้กับเมือง Leixlip ประเทศไอร์แลนด์ กำลังผลิตชิปบนเทคโนโลยีการประมวลผลระดับ 4 นาโนเมตรของ Intel และคาดว่าจะเริ่มสร้างโปรเซสเซอร์ระดับ 3 นาโนเมตรของ Intel ในไตรมาสต่อ ๆ ไป

แม้ว่าตอนนี้ Intel 4 และ Intel 3 จะเป็นโหนดที่ทันสมัยที่สุดของบริษัท แต่ก็ยังตามหลัง N3 (ระดับ 3 นาโนเมตร) ของ TSMC ในทางตรงกันข้าม Intel คาดหวังว่า 18A และผู้สืบทอดจะเป็นผู้นำอุตสาหกรรมต่อไป

จับตากฎใหม่ของจีน คาด!! สะเทือนวงการชิปโลก หลังแบน ‘Intel’ และ ‘AMD’ หนุนชิปเมดอินไชน่า

ทางการจีนออกแนวทาง โดยมีเป้าหมายลดการพึ่งพาซีพียูจากสหรัฐอเมริกามีผลให้ทั้ง Intel และ AMD ตลอดจนครอบคลุมถึงระบบปฏิบัติการ Windows และโปรแกรมฐานข้อมูลที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติด้วย

ไม่นานมานี้ รัฐบาลจีนประกาศแนวทางการปฏิบัติงานที่มีจุดประสงค์เพื่อหยุดการใช้ชิปประมวลผลความจำซึ่งผลิตโดยบริษัทอินเทล (Intel) และบริษัท AMD ของสหรัฐฯ ในคอมพิวเตอร์และระบบเซิร์ฟเวอร์ของรัฐ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ ไฟแนนเชียล ไทมส์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยรัฐบาลจีน เผยว่า หน่วยงานรัฐบาลที่สูงกว่าระดับเมือง จะต้องระบุเงื่อนไขการจัดซื้อชิปประมวลผล รวมถึงระบบปฏิบัติการที่ 'ปลอดภัยและไว้วางใจได้' ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่นี้ไปด้วย

ทั้งนี้ หากย้อนเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2023 กระทรวงอุตสาหกรรมจีนได้ออกแถลงการณ์พร้อมรายชื่อของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ระบบประมวลผลและระบบฐานข้อมูลส่วนกลาง ที่ถูกระบุว่า 'ปลอดภัยและไว้วางใจได้' เป็นระยะเวลานาน 3 ปีนับตั้งแต่วันที่มีการเผยแพร่ออกมา โดยทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์จากบริษัทจีนทั้งหมด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รอยเตอร์ได้ส่งแฟกซ์ไปยังสำนักงานสารสนเทศสภาแห่งรัฐ (State Council Information Office) ซึ่งรับผิดชอบการติดต่อของสื่อกับคณะรัฐมนตรีจีน เพื่อขอความเห็น แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ ขณะเดียวกัน ก็จัดทำรายงานข่าวนี้ ไปยัง Intel และ AMD ซึ่งก็ไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นของผู้สื่อข่าวเช่นกัน

สำหรับพัฒนาการที่ทำให้จีนออกประกาศดังกล่าวขึ้นมานั้น เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ เดินหน้าความพยายามยกระดับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศและลดการพึ่งพาฐานการผลิตในจีนและไต้หวัน ภายใต้กฎหมาย CHIPS and Science Act ปี 2022 ที่รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผ่านออกมาบังคับใช้

อีกทั้งยัง สกัดกั้นการพัฒนาชิปเอไอของฝั่งจีน ด้วยการห้ามส่งออกชิปไฮเทคไปยังจีน ภายใต้เหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ

ขณะเดียวกัน ผลพวงแห่งความตึงเครียดในศึกเทคโนโลยีระหว่าง 'สหรัฐฯ' กับ 'จีน' ที่เข้มข้นขึ้น โดยก่อนหน้านี้ไม่นานก็เพิ่งมีรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ มีแผนจะขึ้นบัญชีดำบริษัทในเครือข่ายของ 'หัวเว่ย เทคโนโลยีส์' นั้น

ก็ถือเป็นปมสำคัญที่เร่งให้เกิดการตอบโต้จากจีน ด้วยการแบนชิป Intel และ AMD เร็วขึ้นด้วย

สำหรับความเคลื่อนไหวดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทชิปอเมริกันอย่างหนัก โดยเฉพาะ Intel เนื่องจากจีนถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของอินเทลด้วยสัดส่วนถึง 27% ของยอดขายทั้งหมด 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่ AMD มียอดขายในจีน 15% ของยอดขายทั้งหมด 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์  

ขณะเดียวกัน กรุงปักกิ่ง ก็หวังกำจัดระบบปฏิบัติการวินโดว์ส (Windows) ของบริษัทไมโครซอฟท์ รวมทั้งซอฟต์แวร์ที่ผลิตโดยประเทศอื่น ๆ ออกไป เพื่อจะเปิดทางให้กับผลิตภัณฑ์ในประเทศมาเป็นตัวเลือกหลักแทนอีกด้วย

สำรวจข้อมูล 'Qualcomm' และ 'Intel' 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกก่อนจะควบรวมกัน

(23 ก.ย. 67) ข่าวที่หลายคนจับตามองมากที่สุดในช่วงนี้ และจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อโลกของเซมิคอนดักเตอร์ นั่นคือ ข่าวที่บริษัท Qualcomm ต้องการจะเข้าซื้อกิจการของบริษัทอย่าง Intel ซึ่งถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้บริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia เจอคู่ต่อสู้ที่สามารถแข่งขันได้อย่างน่ากลัว แถมดีลนี้จะยิ่งทำให้ตลาดผลิตชิปของสหรัฐฯ แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมและจะสร้างการเปลี่ยนแปลงของทิศทางของเทคโนโลยีทั่วโลกได้ 

Qualcomm เองเป็นบริษัทผลิตชิปสำหรับอุปกรณ์พกพาและการสื่อสาร ในขณะที่ Intel เป็นผู้นำด้านชิปสำหรับพีซีและเซิร์ฟเวอร์ แถมยังมีโรงานผลิตชิปเป็นของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมชิปเลยก็ว่าได้ และการรวมตัวนี้จะทำให้ Qualcomm เข้าไปสู่ตลาดที่กว้างมากขึ้น และได้ใช้ประโยชน์จากความสามารถของ Intel ในการพัฒนาชิปสำหรับ AI และ Data Center 

แม้ในช่วงปี 2007 Qualcomm จะเป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับ Intel แต่ในปี 2024 นี้เอง  Qualcomm กลายมาเป็นบริษัทที่ใหญ่กว่า Intel จากการขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี 5G และตลาดมือถือ ขณะที่ Intel ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในตลาดพีซีและ Data Center จากคู่แข่งอย่าง AMD และ Nvidia 

และประเด็นที่น่าจับตามองต่อไปคือ ความท้าทายเรื่องการผูกขาด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปเองให้ความสำคัญอย่างมาก และถ้าดีลนี้เกิดขึ้นได้จริงจะเป็นดีลที่ใหญ่มากของปีนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 122 พันล้านเหรียญ และ Qualcomm เองอาจจะต้องใช้วิธีการแลกหุ้นหรือระดมทุนเพื่อใช้ในการเข้าซื้อกิจการ Intel ครั้งนี้

>> บริษัท / ปีที่ก่อตั้ง 
Qualcomm = 1985
Intel = 1968

>> ประเภทอุตสาหกรรม
Qualcomm = โทรคมนาคม, เซมิคอนดักเตอร์ 
Intel = เซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยี

>> ผลิตภัณฑ์หลัก 
Qualcomm = ชิปประมวลผลมือถือ, 5G, เซมิคอนดักเตอร์ 
Intel = โปรเซสเซอร์พีซี, Data Center, AI, การขับขี่อัตโนมัติ 

>> จุดแข็ง
Qualcomm = Snapdragon, โปรเซสเซอร์, ผู้นำด้าน 5G
Intel = โปรเซสเซอร์ x86 สำหรับพีซีและ Data Center 

>> ตลาดสำคัญ 
Qualcomm = อุปกรณ์มือถือ, ยานยนต์, IoT เครือข่าย
Intel = คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล, Data Center, Cloud, การขับขี่อัตโนมัติ 

>> มูลค่าตลาด 
Qualcomm = 188.17 พันล้านเหรียญ 
Intel = 93.288 พันล้านเหรียญ 

>> รายได้ Q2/2024 
9.4 พันล้านเหรียญ 
12.8 พันล้านเหรียญ 

✨ชวนรู้จัก Qualcomm และ Intel 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีข่าวควบรวมกิจการ

นับเป็นข่าวที่หลายคนจับตามองมากที่สุดในช่วงนี้ และจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อโลกของ ‘เซมิคอนดักเตอร์’ นั่นคือ ข่าวที่บริษัท ‘Qualcomm’ ต้องการจะเข้าซื้อกิจการของบริษัทอย่าง ‘Intel’ ซึ่งถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริงจะทำให้บริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Nvidia’ เจอคู่ต่อสู้ที่สามารถแข่งขันได้อย่างน่ากลัว แถมดีลนี้จะยิ่งทำให้ตลาดผลิตชิปของสหรัฐฯ แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงของทิศทางของเทคโนโลยีทั่วโลกได้

วันนี้ THE SATES TIMES อาสาพาทุกคนมาทำความรู้จัก Qualcomm และ Intel จะเป็นอย่างไร ไปดูกัน!!

‘ลิพ บู ตัน’ ซีอีโอ Intel รับไม่ติดท็อป 10 บริษัทชิปโลก ชี้ต้อง 'ถ่อมตัว' ปรับวัฒนธรรมองค์กร ยอมรับแพ้ Nvidia

(12 ก.ค. 68) ลิพ บู ตัน (Lip Bu Tan) ซีอีโอคนใหม่ของ Intel ยอมรับกับพนักงานว่า บริษัทไม่ติดอันดับท็อป 10 บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของโลกอีกต่อไป โดยระบุว่าโลกเปลี่ยนไปมาก และ Intel ต้องปรับตัวใหม่เพื่อกลับสู่จุดแข็งในอดีต

คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นหลัง Intel ปลดพนักงานในรัฐออริกอนกว่า 500 คน โดยคาดว่าจะปลดรวมกว่า 20% ของพนักงานทั้งหมดทั่วโลก พร้อมยอมรับว่า บริษัทกำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งอย่าง Nvidia, AMD และ TSMC ที่พัฒนาเทคโนโลยีเร็วกว่าและตอบสนองตลาด AI ได้ดีกว่า

ลิพ บู ตัน กล่าวว่า จุดเปลี่ยนของ Intel จะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ซึ่งต้องใช้เวลา “เหมือนการวิ่งมาราธอน” พร้อมเน้นว่า การปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้บริษัทปรับตัวคล่องขึ้น คล้ายกับวิธีดำเนินธุรกิจของ Nvidia หรือ Broadcom โดยเขาย้ำว่า “เราต้องถ่อมตัว” และ “ฟังเสียงลูกค้าให้มากขึ้น”

โฆษก Intel พยายามชี้แจงว่าคำพูดของตันหมายถึงมูลค่าตลาด (market value) ไม่ใช่ด้านเทคโนโลยีโดยตรง แต่รายงานจาก OregonLive ระบุว่า ตันไม่ได้กล่าวถึงมูลค่าในบทสนทนา 20 นาทีครั้งนั้น แต่พูดถึงประเด็นวัฒนธรรมองค์กรเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตันยังแสดงความกังวลว่า Intel อาจเข้าตลาดชิป AI สำหรับองค์กรไม่ทันการณ์เพราะ Nvidia ครองตลาดนี้อยู่ และมีออเดอร์จำนวนมากจากบริษัทใหญ่เช่น Meta, OpenAI และ xAI ขณะเดียวกัน ชิปใหม่ Intel 18A ก็อาจได้รับการตอบรับช้ากว่าที่คาด แม้จะตั้งใจออกแบบมาแข่งกับเทคโนโลยีของ TSMC โดยตรงก็ตาม

‘ทรัมป์’ จี้ ‘ลิป บู ตัน’ ซีอีโอ Intel ต้องลาออก อ้างมีความเกี่ยวพันกับจีน!! หวั่นกระทบความมั่นคงอเมริกา

(8 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ นายลิป บู ตัน (Lip Bu Tan) ซีอีโอของบริษัท Intel ลาออกจากตำแหน่งทันที โดยอ้างว่าเขามี “ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ร้ายแรง” และมีความเกี่ยวพันกับจีน ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ชาติ

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น ซีอีโอของ Intel ต้องลาออกเดี๋ยวนี้” พร้อมโยงถึงการที่นายตันเคยบริหาร Cadence Design Systems ซึ่งถูกปรับ 140 ล้านดอลลาร์ จากการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามทำธุรกิจกับสถาบันวิจัยทหารของจีน แม้ตัวนายตันจะไม่ได้ถูกฟ้องร้องโดยตรงก็ตาม

Intel ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า บริษัทและคณะกรรมการ รวมถึงซีอีโอ “ยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและเศรษฐกิจอเมริกัน” และกำลังลงทุนครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ตามนโยบาย America First ของรัฐบาลทรัมป์ โดยยืนยันว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับกฎระเบียบด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ทรัมป์อาจใช้กรณีนี้เพื่อกดดัน Intel ในเรื่องอื่น เช่น การร่วมมือกับ TSMC ของไต้หวัน หรือความล่าช้าในการขยายกำลังการผลิตในสหรัฐฯ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐหลายพันล้านดอลลาร์

กรณีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ พยายามตัดสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีกับจีนมากขึ้น ทั้งจากฝั่งเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิปที่ถือเป็นหัวใจของการแข่งขันระดับโลก ท่ามกลางความกังวลว่า “ผู้นำทางธุรกิจ” ต้องโปร่งใสและเชื่อถือได้ในยุคสงครามเทคโนโลยีนี้

Nvidia ควัก 1.5 แสนล้าน เข้าลงทุนคู่แข่งเก่า Intel เติมพลังตำนานชิป!! เพื่อต่อกร AMD ที่กำลังรุกหนักตลาดโลก

(19 ก.ย. 68) สะเทือนวงการชิปโลกอีกครั้งเมื่อ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ประกาศลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ใน Intel ผู้ผลิตชิปชื่อดังที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ Nvidia กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Intel ซึ่งถือหุ้นราว 4% ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 26% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดทันที

ข้อตกลงกำหนดให้ Nvidia ซื้อหุ้นสามัญ Intel ที่ราคา 23.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น และจะร่วมมือกันพัฒนาชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) รุ่นใหม่ รวมถึงชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยชิปของ Intel จะถูกรวมเข้ากับเทคโนโลยี GPU ประสิทธิภาพสูงจาก Nvidia เพื่อแข่งกับ AMD ที่กำลังรุกตลาดเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กอย่างหนัก

เจนเซ่น ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia ระบุว่า ความร่วมมือนี้ถือเป็น “การเชื่อมโยงระบบ AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ Nvidia เข้ากับ CPU และแพลตฟอร์ม x86 ของ Intel” ซึ่งจะวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการประมวลผลและการเติบโตในตลาดโลก ขณะเดียวกัน Intel ยังต้องจัดหาชิปโปรเซสเซอร์ให้ Nvidia สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เน้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia เป็นหลัก

การลงทุนของ Nvidia เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเข้าถือหุ้นเกือบ 10% ของ Intel เมื่อเดือนสิงหาคม รวมถึงการอัดเงินทุนจาก SoftBank มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Intel ที่ยังขาดทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง มีโอกาสกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top