Thursday, 4 June 2026
Hyundai

ยานแม่ 'ฮุนได' ลุยเอง!! ปักหมุดไทยไลน์ประกอบรถยนต์ EV พร้อมเปิดตัว บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) 1 เม.ย.นี้

หลังจากแหล่งข่าวของบริษัท ฮุนไดมอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัท ฮุนได มอเตอร์ ประเทศเกาหลี เพื่อเข้ามาดูแลและทำตลาดรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทยเองทั้งหมด ซึ่งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 ผู้บริหาร ฮุนได มอเตอร์ แสดงความพร้อมดำเนินธุรกิจในประเทศไทย 100% โดยมีแผนจะรุกทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างจริงจังนั้น

ล่าสุด บริษัทแม่ Hyundai เตรียมลงมือมาบริหารตลาดในประเทศไทยเอง หลังยอดขายรถ EV มาแรง โดยจ่อที่จะขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทยในวันที่ 1 เมษายนนี้ ภายใต้ทุนจดทะเบียนกว่า 70 ล้านบาท ภายใต้ชื่อบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย)

‘ฮุนได มอเตอร์’ ขึ้นแท่น!! พันธมิตรหลักศึกฟุตบอลอาเซียน ประเดิมทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ‘ASEAN Hyundai Cup™’

(31 พ.ค. 68) สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน (ASEAN Football Federation หรือ AFF) เคาะชื่อใหม่ศึกลูกหนังทีมชาติสุดยิ่งใหญ่ของภูมิภาค เปลี่ยนเป็น 'ASEAN Hyundai Cup™' อย่างเป็นทางการ หลังจับมือ ฮุนไดมอเตอร์ (Hyundai Motor) ขึ้นแท่นพันธมิตรหลัก ผู้นำระดับโลกด้านสมาร์ทโมบิลิตี้

ข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นโดยการดำเนินงานของ SPORTFIVE พันธมิตรเชิงพาณิชย์รายเดียวของ AFF โดย ฮุนไดไม่ได้หยุดแค่การเป็นสปอนเซอร์หลักของ ASEAN Hyundai Cup™ เท่านั้น แต่ยังขยายบทบาทควบอีก 3 รายการสำคัญ ได้แก่ ASEAN Club Championship Shopee Cup™, ASEAN Women’s MSIG Cup™ และ ASEAN U-23 Championship™ โดยทั้งหมดถูกรวมภายใต้แบรนด์ ASEAN United FC เพื่อขับเคลื่อนวงการลูกหนังภูมิภาคร่วมกัน

ฮุนได มอเตอร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 1967 และปัจจุบันดำเนินธุรกิจในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจสู่สมาร์ทโมบิลิตี้โซลูชัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหุ่นยนต์ การเคลื่อนที่ทางอากาศ และยานยนต์ปลอดมลพิษ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การสนับสนุนวงการฟุตบอลเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของแบรนด์มายาวนานตั้งแต่ปี 1999 ผ่านการเป็นพันธมิตรกับ FIFA ก่อนจะขยายบทบาทสู่ระดับทวีปผ่านการสนับสนุนศึก CONMEBOL Libertadores ในลาตินอเมริกา

Hyundai Cup™ ถือเป็นการจับมือครั้งแรกของฮุนได มอเตอร์ กับเวทีฟุตบอลอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งสร้างการเติบโตในตลาดหลัก เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และกระชับสายสัมพันธ์กับกลุ่มแฟนบอลอาเซียนที่ความหลงใหลในเกมลูกหนัง ศึกชิงแชมป์อาเซียนในปี 2024 พิสูจน์ความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยสถิติผู้ชมถล่มทลายกว่า 541.5 ล้านคนทั่วโลก และยอดชมรวมทางโซเชียลมีเดียกว่า 12.66 พันล้านครั้ง ตอกย้ำสถานะของรายการนี้ในฐานะเวทีลูกหนังอันดับ 1 แห่งภูมิภาคอย่างแท้จริง

มร.ซันนี่ คิม ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก สำนักงานใหญ่ กล่าวว่า “ฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือพลังแห่งการรวมใจและขับเคลื่อนชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน กว่า 26 ปีในฐานะพันธมิตรระดับโลก เราเห็นศักยภาพของภูมิภาคอาเซียน ดินแดนที่ฟุตบอลไม่เคยหลับใหล และแฟนบอลยังเปี่ยมไปด้วยแพสชัน การเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของ ASEAN Hyundai Cup™ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์หรือธุรกิจ แต่คือการเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “Progress for Humanity” ที่มุ่งผลักดันด้านการศึกษา ความเท่าเทียม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านพลังของกีฬาฟุตบอล”

ในฐานะศูนย์กลางสำคัญของฮุนไดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก เดินหน้าใช้เวที ASEAN Hyundai Cup™ เปิดตัวแนวคิด ‘Move the Game’ สื่อสารจุดยืนชัดเจนของแบรนด์ในการสนับสนุนผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งผลักดันอนาคตของการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน เพราะสำหรับฮุนได นวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์ แต่คือการสร้างผลกระทบเชิงบวกในสังคมผ่านโครงการต่าง ๆ อย่าง 'Hyundai Kids Mobile Library' รถบัสพลังงานไฟฟ้าที่ดัดแปลงเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ และเติมเต็มโอกาสในพื้นที่ห่างไกล ฮุนไดจึงไม่ได้เพียงแค่ 'ขับเคลื่อนอนาคต' บนท้องถนน แต่ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นจริงทั้งในและนอกสนาม

พล.ต. เคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน กล่าวเสริมว่า “ในนามของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน (AFF) และสมาคมสมาชิก เราขอต้อนรับฮุนไดผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการเคลื่อนที่และนวัตกรรมอย่างเป็นทางการ ที่ยืนหยัดเคียงข้างวงการฟุตบอลมาโดยตลอด สู่บทบาท พันธมิตรหลักของการแข่งขัน ASEAN Hyundai Cup™ อย่างเป็นทางการ

ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของฮุนไดที่มีต่อวงการฟุตบอลทั่วโลก สอดคล้องอย่างสมบูรณ์แบบกับพันธกิจของ AFF ในการผลักดันการเติบโตและพัฒนาฟุตบอลในอาเซียน ASEAN Hyundai Cup™ จึงไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความฝันของนักเตะ แฟนบอล และทุกชาติในภูมิภาคนี้ วันนี้ AFF และฮุนได พร้อมร่วมกันเปิดฉากบทใหม่สุดเร้าใจ—บทที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นต่อไป เสริมสร้างพลังให้ชุมชน และส่งเสียงของอาเซียนให้กึกก้องบนเวทีโลก”

มร. ซีมัส โอไบรอัน ประธานและประธานกรรมการ SPORTFIVE ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “พันธมิตรของฮุนได ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของฟุตบอลอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ศึก ASEAN Championship กำลังเปลี่ยนผ่านจากรายการระดับภูมิภาค สู่เวทีระดับนานาชาติอย่างเต็มตัว ด้วยฐานแฟนบอลเหนียวแน่น และกระแสตอบรับที่เหนือความคาดหมาย ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ที่สายตาทั่วโลกเริ่มจับจ้องมาที่อาเซียน ภูมิภาคที่กำลังกลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ของโลก”

“การเติบโตของทีมชาติอาเซียน เดินหน้าเคียงข้างกับบทบาทใหม่ของภูมิภาคในฐานะศูนย์กลางยานยนต์และการผลิตระดับโลก และ Hyundai Cup™ ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลยุทธ์ของฮุนได ที่ต้องการปักหมุดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นหัวใจของยอดขายทั่วโลก พร้อมไปกับการยกระดับแบรนด์ในเวทีฟุตบอลระดับสากล เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับฮุนไดและ AFF เพื่อยกระดับศึก Hyundai Cup™ ให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น ครองแชมป์ด้านเรตติ้ง และในขณะเดียวกัน ก็สนับสนุนวิสัยทัศน์ของฮุนไดในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง”

การประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้มีขึ้นในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า ได้แก่ ได้แก่ พล.ต. เคียฟ ซาเมธ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน, มร. วินสตัน ลี เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน, มร.ซันนี่ คิม ประธานบริษัท ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก สำนักงานใหญ่ และ มร. ซีมัส โอไบรอัน ประธานและประธานกรรมการ SPORTFIVE เอเชีย

ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดของการแข่งขันในเครือ ASEAN United FC ได้ที่ https://aseanutdfc.com และทุกช่องทางโซเชียล @aseanutdfc บน Instagram, Facebook, TikTok, YouTube, X และ LinkedIn

เปิดตำนาน 25 ปี Hyundai SANTA FE เตรียมเผยโฉม 5th Gen ‘Born in BOXY’

(28 มิ.ย. 68) ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) พร้อมสร้างแรงสั่นสะเทือนตลาด SUV ครั้งใหญ่ในไทย เตรียมเผยโฉม 5th Generation Hyundai SANTA FE พลิกภาพจำเดิม ๆ ด้วยดีไซน์ใหม่หมดจด ตั้งแต่ภายนอกจรดภายใน สะท้อนแนวคิดดีไซน์ใหม่ 'Born in BOXY' ที่กล้าแตกต่าง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องดีไซน์อย่างลงตัว

SANTA FE คือหนึ่งใน SUV แถวหน้าของ Hyundai ที่ครองใจผู้ใช้ทั่วโลกมานานกว่า 25 ปี โดดเด่นทั้งดีไซน์ การใช้งานแบบอเนกประสงค์ ความทนทาน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย โดยในปี 2025 นี้ ฮุนไดเตรียมเปิดตัว SANTA FE 5th Generation รถยนต์ SUV ที่จัดเต็มทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะการขับขี่เหนือชั้น พร้อมฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตขั้นสุดในทุกด้าน

เจาะลึกวิวัฒนาการ SANTA FE สุดยอด SUV ที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ตามยุคสมัย
Gen 1 (2001–2006): จุดเริ่มต้นแห่งความเชื่อมั่น Hyundai SANTA FE รุ่นแรก เปิดตัวในนิวซีแลนด์ช่วงปลายปี 2000 ตัวรถโดดเด่นด้วยดีไซน์โค้งมน พร้อมความแข็งแกร่ง และมีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน หลังจากได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จึงเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2001 ต่อมาในปี 2003 มีการปรับเครื่องยนต์ให้ทรงพลังขึ้น พร้อมเสริมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งถือเป็นการสร้างรากฐานความเชื่อมั่นที่ทำให้ SANTA FE ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของรถ SUV ในยุคนั้น

Gen 2 (2007–2012): ก้าวสู่ความพรีเมียม
SANTA FE Gen 2 เปิดตัวครั้งแรกในงาน North American International Motor Show ปี 2006 พร้อมการปรับปรุงใหม่ทั้งดีไซน์ และสมรรถนะที่คล่องตัวและเหมาะกับทุกสภาพอากาศ ยกเครื่องรูปลักษณ์ภายนอกใหม่หมดโดยปรับดีไซน์สู่ความสุขุม เรียบหรู พร้อมเพิ่มเบาะแถวสาม รองรับผู้โดยสารสูงสุดถึง 7 คน โดยยกระดับความไฮเอนด์ด้วยห้องโดยสารด้วยลายไม้ เบาะหนัง และวัสดุสัมผัสแบบ soft-touch ตอบสนองรสนิยมคนเมือง และนำนวัตกรรมระบบนำทางมาใช้ในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก 

Gen 3 (2012–2018): ยกระดับทุกด้าน สู่ SUV ยุคใหม่
การมาถึงของ Gen 3 ถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญ ด้วยการยกระดับทั้งคุณภาพ ความสบาย สมรรถนะ และเทคโนโลยี โดยใช้แนวทางการออกแบบ “Storm Edge” ที่เน้นเส้นสายเฉียบคมและรูปลักษณ์ที่หรูหราแต่แข็งแกร่ง แพลตฟอร์มใหม่ของเจเนอเรชันนี้แสดงตัวตนของความเป็น “รถครอบครัวครบเครื่อง” อย่างชัดเจนนำเสนอทั้งรุ่น 5 ที่นั่ง (Sport) และ 7 ที่นั่ง (LWB) เพื่อให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

Gen 4 (2019–2023): ผสานความหรู ความแกร่ง และเทคโนโลยี
Gen 4 เปิดตัวในปี 2018 ต่อยอดความสำเร็จด้วยการอัปเกรดดีไซน์ และนวัตกรรมความปลอดภัยแบบก้าวกระโดด ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Cascading Grille อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในมอบห้องโดยสารที่กว้างที่สุดในประวัติศาสตร์ของ SANTA FE แนะนำพร้อม Hyundai SmartSense ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ และรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากทั้ง Euro NCAP และ ANCAP ทำให้ SANTA FE เจนเนอเรชั่นนี้เป็นหนึ่งใน SUV ที่ปลอดภัยที่สุดในคลาส เป็นอีกบทพิสูจน์ของพัฒนาการที่ไม่หยุดนิ่งของฮุนได

ในปี 2025 เตรียมพบกับ SANTA FE Generation ที่ 5 โดดเด่นด้วยทรงเหลี่ยม กล้าแตกต่างด้วยแนวคิด 'Born in BOXY'

ฮุนไดพลิกแนวทางดีไซน์ ด้วยคอนเซ็ปต์ 'Born in BOXY' รูปทรงเหลี่ยมที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสานการออกแบบแห่งอนาคต เตรียมตื่นตากับงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม Hyundai SANTA FE Gen 5 ของฮุนไดจะมาพลิกโฉมตลาดรถ SUV ในประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิง

‘อี แจมยอง’ ปธน.เกาหลีใต้ ให้คำมั่น!! ช่วยแรงงานโสมขาว 300 ชีวิต ถูกจับในโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ

(7 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง สั่งรัฐบาลเร่งช่วยเหลือพลเมืองกว่า 300 คนที่ถูกจับกุมในปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ที่โรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ของฮุนได ในรัฐจอร์เจีย ซึ่งนับเป็นการกวาดล้างแรงงานต่างชาติครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ

นายโช ฮยอน (Cho Hyun) รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์ และพร้อมเดินทางไปวอชิงตันหากจำเป็น พร้อมย้ำมีความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยเกาหลีใต้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว ไม่ให้กระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของพลเมืองที่ทำงานอย่างถูกต้องในโรงงาน

รายงานระบุว่า มีแรงงานรวมกว่า 475 คนถูกจับกุม โดยในจำนวนนี้เป็นชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งอาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่กำลังถกเถียงกันเรื่องข้อตกลงการค้าและการลงทุนกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านฮุนได (Hyundai Motor Group) และแอลจี (LG Group) ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานดังกล่าว ระบุว่าจะตรวจสอบผู้รับเหมาและเร่งหาทางช่วยเหลือพนักงานที่ถูกควบคุมตัว ขณะที่นักการเมืองสหรัฐฯ หลายฝ่ายวิจารณ์การบุกจับครั้งนี้ว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาอาชญากรรม แต่กลับบ่อนทำลายความเชื่อมั่นระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นแทน

‘ทรัมป์’ สั่ง ICE กวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย บีบบริษัทต่างชาติ!! ต้องเคารพกฎหมายสหรัฐฯ

(9 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสารถึงบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในสหรัฐฯ เรียกร้องให้ 'เคารพกฎหมายการย้ายถิ่นฐาน' หลังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บุกจับแรงงานอพยพผิดกฎหมายกว่า 450 คนในโรงงานของ Hyundai รัฐจอร์เจีย พร้อมประกาศปฏิบัติการกวาดล้าง 'Operation Midway Blitz' ในรัฐอิลลินอยส์ มุ่งเป้าไปที่ผู้มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง

รัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็น เพราะกฎหมายคุ้มครองผู้อพยพ (sanctuary laws) ของบางเมืองและรัฐ ทำให้ผู้ต้องหาคดีร้ายแรง เช่น สมาชิกแก๊ง ผู้ค้ายา และอาชญากรทางเพศ ถูกปล่อยตัวแทนที่จะถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง โดยทรัมป์ยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะส่งกองกำลังพิทักษ์ชาติเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เจบี พริตซ์เกอร์ (Jay Robert "JB" Pritzker) ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ และแบรนดอน จอห์นสัน (Brennan Johnson) นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโก วิจารณ์การเคลื่อนไหวของรัฐบาลกลางว่าเป็น “การแสดงทางการเมือง” ไม่ใช่การแก้ปัญหาอาชญากรรมจริง หลายชุมชนฮิสแปนิกในชิคาโกก็ออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่าการบุกจับกุมกระทบประชาชนทั่วไป ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้กระทำผิดร้ายแรง

ในมุมมองของไทย Jaroensook Limbanchongkit Pone โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อสหรัฐฯ ระบุว่าบริษัทต่างชาติคงต้องคิดให้หนักว่าจะลงทุนใน “ประเทศโง่เง่าเต่าตุ่นสุดบัดซบ” หรือไม่ หลังเห็นท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ต่อผู้อพยพ และการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมายครั้งใหญ่

ปธน.เกาหลีใต้ รับบริษัทเอกชนเริ่มลังเล!! ลงทุนในสหรัฐฯ หลังบุกจับแรงงานโสมขาวครั้งใหญ่ ที่โรงงานผลิตแบตฯ รัฐจอร์เจีย

(11 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยอง แถลงว่า การบุกตรวจคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนในรัฐจอร์เจียของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ในอนาคต พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับบริษัทเกาหลีใต้ที่ไปตั้งโรงงานในสหรัฐ

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) ในรอบหลายปี โดยมีการควบคุมตัวแรงงานจำนวนมากจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเอลลาบ รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนของฮุนได (Hyundai) และแอลจี เอนเนอร์จี โซลูชัน (LG) ทำให้สังคมเกาหลีใต้ไม่พอใจ และมองว่าเป็นการบั่นทอนมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่สืบเนื่องยาวนานตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงให้แรงงานทั้งหมดกลับประเทศก่อน แล้วจึงพิจารณากระบวนการกลับเข้าสหรัฐเพื่อทำงานใหม่ ขณะที่สหรัฐยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ในการส่งแรงงานกลับโดยไม่ใส่กุญแจมือ

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวมีกำหนดเดินทางกลับจากแอตแลนตาในวันพฤหัสบดีและถึงกรุงโซลในวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในเกาหลีใต้ที่มองว่าภาพแรงงานถูกใส่โซ่ตรวนและพาขึ้นรถบัสเป็น “การตบหน้ามิตรภาพ” และอาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ทบทวนการลงทุนในสหรัฐ

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่าผู้ถูกควบคุมตัวบางส่วนเข้าประเทศผิดกฎหมายหรืออยู่เกินวีซ่า แต่ฝ่ายกฎหมายเกาหลีใต้ยืนยันว่ามีแรงงานจำนวนหนึ่งทำงานอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันนักการเมืองสหรัฐเองก็เริ่มผลักดันร่างกฎหมาย Partner with Korea Act เพื่อแก้ปัญหาวีซ่าธุรกิจและแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจนมากขึ้น

สหรัฐฯ ขอโทษเหตุบุกจับ ‘แรงงานเกาหลีใต้’ 300 ชีวิต ย้ำแรงงาน-นักลงทุนกิมจิมีคุณค่า พร้อมปรับระบบวีซ่าเอื้อ

(15 ก.ย. 68) คริสโตเฟอร์ แลนโด (Christopher Landau) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความเสียใจเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ต่อกรณีการจับกุมแรงงานชาวเกาหลีใต้จำนวนมากในสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าผู้ที่เดินทางกลับประเทศจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติหากต้องการกลับเข้าสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาแถลงขอโทษต่อสาธารณะ

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ‘แลนโด’ เดินทางเยือนกรุงโซลและหารือกับนางพัค ยุนจู (Park Yoon-joo) รัฐมนตรีช่วยการต่างประเทศเกาหลีใต้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และพิจารณาการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองประเทศ เพื่อแก้ปัญหาด้านระบบ รวมถึงการหารือการออกวีซ่าเฉพาะสำหรับแรงงานเกาหลีใต้

ฝ่ายเกาหลีใต้ย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจอย่างมากในสังคม พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่เพียงเพื่อป้องกันปัญหา แต่ยังต้องปรับปรุงระบบวีซ่าให้เอื้อต่อแรงงานและนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคการผลิตของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การเยือนของแลนโดนับเป็นการเยือนระดับสูงครั้งที่สองของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง ต่อจากการเดินทางของประธานเสนาธิการร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ย้ำว่าต้องการให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

จับเป็นร้อย บอกยินดีต้อนรับ? ‘ทรัมป์’ ยันเวลคัมแรงงานและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพราะยังมีความจำเป็นต่อสหรัฐฯ

(15 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า สหรัฐอเมริกายังคง ‘ยินดีต้อนรับ’ แรงงานต่างชาติ แม้มีการบุกจับแรงงานชาวเกาหลีใต้เกือบ 500 คนที่ไซต์ก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในรัฐจอร์เจีย เมื่อ 4 กันยายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและเสียงวิจารณ์อย่างหนักในเกาหลีใต้

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการทำให้นักลงทุนต่างชาติหวาดกลัวหรือเสียกำลังใจ พร้อมย้ำว่าการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้ถือเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอเมริกัน โดยเฉพาะในสินค้าที่ซับซ้อนอย่างชิป เซมิคอนดักเตอร์ และระบบรถไฟ

สำหรับการบุกจับครั้งนี้เป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) นับตั้งแต่เริ่มมาตรการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ระบุว่าคนงานเกาหลีใต้จำนวนมากอยู่เกินวีซ่า หรือทำงานผิดประเภท แม้ภายหลังสหรัฐฯ จะไม่ส่งตัวขึ้นศาลฯ ดำเนินคดี แต่ภาพแรงงานถูกใส่กุญแจมือและล่ามโซ่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวเกาหลีใต้

ด้าน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมาเตือน สหรัฐฯ ว่าอาจเกิดการลังเลลงทุนในอเมริกาจากภาคเอกชน ขณะที่สหภาพแรงงานเกาหลีใต้ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษอย่างเป็นทางการเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของแรงงานและนักลงทุนเกาหลีใต้ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top