Friday, 5 June 2026
HIV

“วันเอดส์โลก” ยุติความเหลื่อมล้ำ ยุติเอดส์!!  

วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็น “วันเอดส์โลก” (World AIDS Day) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลก จะร่วมกันรณรงค์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเอดส์!! 

วันนี้ THE STATES TIMES เลยอยากเชิญชวนทุกคนร่วมสร้างการป้องกัน!! และช่วยกันปฏิบัติกันอย่างถูกต้อง เพื่อลดการผู้ติดเชื้อรายใหม่, ไม่มีการเสียชีวิตเนื่องจากเอดส์ และไม่มีการเลือกปฏิบัติ ตามที่ UNAIDS ได้กำหนดธีมรณรงค์ ในปี 2564 นี้... "End inequalities. End AIDS. End pandemics. ยุติความเหลื่อมล้ำ ยุติเอดส์” เพื่อเป็นแรงช่วยให้สู่ความสำเร็จในการ ยุติปัญหาเอดส์ไปพร้อมกัน

แนวโน้มของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน
>> ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อที่มีชีวิตอยู่ 470,000 ราย 
>> ในประเทศไทยคาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อมากถึง 1,000,000 ราย 
>> ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อมากถึง 38,000,000 ราย

'สาว' โพสต์สำนึกบาป หลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ซ้ำหน้าตลอด 7 เดือน เฉลย!! ติดเชื้อ HIV แต่กำเนิด วอน!! ผู้ชายที่นอนด้วยรีบไปตรวจกัน

(5 พ.ย.66) โรคเอดส์ หรือ การติดเชื้อ HIV เป็นโรคที่ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์ การสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง การใช้ของมีคม เข็ม ร่วมกับผู้อื่น แม้ว่าปัจจุบันจะมียาต้านไวรัส แต่ก็ยังถือว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และต้องกินยาไปตลอด

ล่าสุด มีโพสต์ในโลกออนไลน์ที่น่าตกใจ เมื่อมีสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ออกมาโพสต์ว่า เธอนั้นติดเชื้อ HIV มาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเธอทราบดีอยู่แล้ว แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เกิดอกหัก ออกเที่ยวกลางคืนก็จะมีพฤติกรรมมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เพิ่งรู้จักกัน พร้อมบอกพิกัดที่เธอไปเที่ยวบ่อยๆ และระบุว่าตนเองสำนึกผิด และรู้สึกบาปกับสิ่งที่ทำ อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าว ยังไม่สามารถระบุที่มาได้ว่า เป็น

โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “คิดอยู่นานว่าจะโพสต์ดีมั้ย คือเราเรียนอยู่ปี 2 จะขึ้นปี 3 ค่ะ เริ่มเที่ยวครั้งแรกช่วงเดือนเมษายน เพราะอกหัก ไปเที่ยวที่ไรก็จะได้ One Night Stand ตลอดค่ะ และที่รู้สึกผิดที่สุดเลยคือเราเป็น HIV ตั้งแต่กำเนิด สงสารคนที่เคยมีอะไรกับเรา ขออโหสิกรรมให้เราด้วยนะ ตอนนี้เราอยากหนีไปบวชชีที่ไหนไกลๆ ไม่อยากเจอใครเลย

มีภาพเข้ามาในหัวว่าผู้ชายเขาก็จะต้องมีครอบครัวในอนาคต เรากังวลว่าเขาจะติดเชื้อ เราไม่อยากให้แฟนและลูกในอนาคตเขาต้องมาเจออะไรแบบเราค่ะ ที่ผ่านมา 7 เดือน เราเที่ยวแทบทุกวัน แต่ที่ไปบ่อยก็คือผับข้างปั๊มน้ำมัน คือเราทานยาทุกวัน แต่ก็ดื่มเหล้าทำให้เชื้อดื้อยาค่ะ เลยขอสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว จะรักษาตัวเองจะตั้งใจเรียนให้จบ คนที่เรานัดกันในผับถ้ามาเจอข้อความนี้ เราอยากให้ทุกคนไปตรวจด้วย เพราะตอนนี้เราก็มีภาวะแทรกซ้อนเลยทำให้ดื่มไม่ได้อีก เป็นห่วงนะคะ”

ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุด กรมควบคุมโรค เปิดเผยสถานการณ์ว่า โดยในปี 2565 คาดประมาณผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 9,230 คน ซึ่งเกือบครึ่งเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 15-24 ปี และมีสัดส่วนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีในระบบการรักษาถึงร้อยละ 22.4 ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี 2551 ที่ร้อยละ 9.5 และยังพบผู้ติดเชื้อซิฟิลิสและหนองใน สูงถึง 14,534 คน

เด็ก 11 ติด HIV บอกหมอไม่ต้องตรวจ เพราะเต็มใจติดเป็นเพื่อนแฟนอายุ 18 ปี

(1 เม.ย. 67) เพจไม่ใช่หมอบ่น-aggressivenotdoctor ได้แชร์เรื่องราวของคนไข้ซึ่งมาพบแพทย์ในแผนกผู้ป่วยนอก คนไข้นี้เป็นน้องผู้ชายอายุ 11 ขวบ มาพบแพทย์ด้วยอาการมีหนองที่อวัยวะเพศ หมอจะขอตรวจ HIV ด้วย แต่น้อง 11 ขวบ ตอบอย่างมั่นใจว่า ไม่ต้องตรวจ แฟนผมเป็น ผมติดเป็นเพื่อนแฟน เคสนี้แฟนอายุ 18 ปี มาล่อน้องอายุ 11 ขวบ

โพสต์นี้ พล.อ.ท. นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา เข้ามาขอแชร์พร้อมคอมเมนต์ว่า เด็กปัจจุบันโตไวกว่าที่คิด บางโรงพยาบาล เด็กอายุ 12 ปี มาฝากท้องแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องตามให้ทัน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามาแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง พร้อมแสดงความเป็นห่วงในอนาคตของน้อง 11 ขวบ พร้อมแนะนำให้แจ้งความดำเนินคดีกับแฟนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า โดยระบุว่า น้องอาจเข้าใจว่ามันติดต่อเหมือนโควิดหรือเปล่า เช่น ทางน้ำลาย กินน้ำต่อ ๆ กัน น้องคงไม่รู้ว่าการต้องกินยาไปตลอดชีวิตไม่ใช่เรื่องสนุก โรคนี้ไม่ใช่หวัดที่กินยาแล้วจะหาย ยาเสพติดก็รับมือยากแล้ว ที่น่าตกใจเป็นเด็ก ม.ต้น

ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางคน บอกว่า เคยเจอเด็ก 18 เป็น DCM (กล้ามเนื้อหัวใจบาง) มีประวัติใช้ยาเสพติดตั้งแต่ 11 ขวบ กัญชาและน้ำกระท่อม น่าห่วงว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร

รวมถึงคอมเมนต์แสดงความเป็นห่วงน้อง ๆ เยาวชน ด้วยความไม่รู้ว่าอันตรายถึงชีวิต ในช่วงเยาว์วัยขาดความยั้งคิด อาจจะมีเพศสัมพันธ์และแพร่เชื้อกว้างขวางออกไปอีก โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์บางท่าน บอกว่า สมัย 10 ปีที่แล้ว เคยตรวจเด็ก ม.ต้น ผลบวก แจ้งน้องว่าเป็น HIV น้องตอบอย่างมั่นใจ “ถ้าผมเป็น ก็เป็นกันทั้งห้อง”

‘นักวิจัยจีน’ แยกแอนติบอดีต้านเชื้อ HIV จาก 'อัลปากา' พบแนวโน้มดี สำหรับการพัฒนายาต้านเอดส์ชนิดใหม่

(27 ก.ย. 67) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า คณะนักวิจัยจีนแยกแอนติบอดีจาก ‘อัลปากา’ ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีแนวโน้มดีสำหรับการพัฒนายาต้านเอดส์ชนิดใหม่

อู๋จื้อเหว่ย ศาสตราจารย์จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวว่า ปัจจุบันการบำบัดด้วยยาต้านไวรัสถือเป็นแนวทางหลักในการยับยั้งการจำลองแบบของเอชไอวี ซึ่งแม้ว่าแนวทางนี้จะช่วยยืดอายุขัยของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อาจทำให้เกิดการดื้อยาได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องศึกษาวิธีการบำบัดใหม่ ๆ

สำหรับแนวทางหลักในการพัฒนายาต้านเอดส์ชนิดใหม่ ทางคลินิกจะมุ่งเป้าไปที่กระบวนการที่ไวรัสเข้าสู่เซลล์โฮสต์ โดยในกระบวนการนี้ ตัวรับที่เรียกว่า ‘ซีดี4’ (CD4) จะทำหน้าที่เสมือน ‘ลูกบิดประตู’ ซึ่งไวรัสใช้เพื่อเปิด ‘ประตู’ ของเซลล์

ทีมนักวิจัยได้แยกนาโนบอดี ‘ซีดี4’ จำนวนหลายพันตัวจากอัลปากา ซึ่งในจำนวนนี้มี ‘เอ็นบี457’ (Nb457) ที่แสดงศักยภาพยับยั้งเอชไอวี โดยนาโนบอดีคือ แอนติบอดีชนิดหนึ่งที่เล็กและเสถียรกว่าแอนติบอดีทั่วไป

รายงานระบุว่าทีมนักวิจัยสร้างอนุภาคเหมือนไวรัส (Pseudovirus) จำนวนหนึ่งขึ้นมาเพื่อจำลองสายพันธุ์เอชไอวี 117 สายพันธุ์ และทำให้อนุภาคเหมือนไวรัสเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับเอ็นบี457 โดยผลการทดลองเผยว่าเอ็นบี457 สามารถยับยั้งไวรัส 116 สายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และออกฤทธิ์ต้านไวรัสอย่างครอบคลุม

อู๋สี่หลิน นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยหนานจิง กล่าวว่า ในการทดสอบไวรัสจริง นาโนบอดีสามหน่วยย่อยที่ดัดแปลงมาจากเอ็นบี457 แสดงศักยภาพการยับยั้งเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพ ส่วนผลการทดลองกับหนูเผยว่าแทบจะไม่สามารถตรวจพบไวรัสดังกล่าวได้ในหนูที่ได้รับการบำบัด และไม่พบการกลายพันธุ์ที่ดื้อยา

อู๋จื้อเหว่ย กล่าวว่า เชื้อไวรัสเอชไอวีกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มที่จะดื้อยา ส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลง ทว่าแอนติบอดีที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ไวรัสโดยตรง แต่มุ่งเป้าไปที่ซีดี4 ซึ่งเป็น ‘ลูกบิดประตู’ ทำให้มีโอกาสดื้อยาน้อยลงและมีนัยสำคัญต่อการพัฒนายาต้านเอดส์ชนิดใหม่และการรักษาทางคลินิก

อนึ่ง ผลการวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการนานาชาติเนเจอร์ คอมมิวนิเคชันส์ (Nature Communications) เมื่อไม่นานนี้

HIV ระบาดในกองทัพรัสเซีย ยอดติดเชื้อพุ่ง 2,000% สะท้อนระบบบริหารจัดการของรัฐบาล - กองทัพล้มเหลว

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมานานกว่าสองปี ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของกองทัพรัสเซียเอง หนึ่งในปัญหาที่ถูกละเลยและไม่ถูกพูดถึงอย่างเป็นทางการ คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราการติดเชื้อ HIV ในหมู่กำลังพลทหาร โดยมีรายงานและข้อมูลจากแหล่งข่าวอิสระ รวมถึงนักวิชาการรัสเซียที่สะท้อนภาพการระบาดที่สูงผิดปกติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่น่าตกใจถึงการเพิ่มขึ้นกว่า 2,000% ของผู้ติดเชื้อในกองทัพ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางทางสุขภาวะและความไม่พร้อมของระบบสาธารณสุขทหารในช่วงสงคราม 

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนปัจจัยสังคมและวัฒนธรรม เช่น ความเครียดจากสภาพสงคราม พฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ความล้มเหลวของนโยบายรัฐในการป้องกันและรักษา และวาทกรรมความเข้มแข็งชายเป็นใหญ่ที่กดทับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ปัญหาการระบาดของ HIV ในกองทัพรัสเซียในมิติต่าง ๆ ทั้งจากมุมมองของสื่อ นักวิชาการรัสเซีย และบริบทเชิงนโยบายที่มีผลกระทบต่อการจัดการวิกฤตสุขภาพนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมของภัยความมั่นคงเชิงสุขภาวะที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐและแนวทางที่อาจเป็นไปได้ในการรับมือกับสถานการณ์นี้

แม้รัฐบาลรัสเซียจะพยายามควบคุมภาพลักษณ์ของกองทัพอย่างเข้มงวดโดยหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของกำลังพล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสงครามที่ภาพลักษณ์ความเข้มแข็งและความพร้อมของกองทัพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รัฐจึงพยายามหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของทหาร รวมถึงภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ต้องการแสดงความแข็งแกร่งต่อโลกภายนอก แต่สื่ออิสระและนักวิชาการรัสเซียหลายรายกลับสะท้อนภาพของวิกฤตการณ์สุขภาวะที่กำลังขยายตัวในแนวหลังของสมรภูมิยูเครน Carnegie Politics รายงานว่า หลังการรุกรานยูเครนในปี ค.ศ. 2022 อัตราการติดเชื้อ HIV ในหมู่ทหารรัสเซียพุ่งขึ้นกว่า 2,000% ในบางพื้นที่ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงในภาวะสงคราม เช่น การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และการถ่ายเลือดในพื้นที่แนวหน้าโดยปราศจากระบบคัดกรองที่ได้มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงสภาพระบบแพทย์ทหารที่ไม่สามารถรองรับภาระของสงครามได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชี้ไปยัง “รอยรั่วเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่ได้รับการเยียวยาในขณะที่หน่วยงานรัฐยังนิ่งเฉยต่อปัญหา สื่ออิสระอย่าง Echo of Moscow «Эхо Москвы» และ Verstka ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกว่าทหารบางนายมีการใช้เอกสารปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดสิทธิในการประจำการหรือเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้ติดเชื้อถูกส่งกลับไปยังแนวหน้าทั้งที่อยู่ในภาวะอ่อนแอจากโรค ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายของรัสเซียที่ไม่ได้กำหนดให้มีการตรวจหาเชื้อ HIV อย่างครอบคลุมก่อนหรือระหว่างการรับราชการทหาร โดยเฉพาะในกลุ่มทหารเกณฑ์ ส่งผลให้หลายรายเข้าสู่กองทัพโดยไม่มีการประเมินสุขภาพพื้นฐานที่จำเป็น

ในขณะที่ข้อมูลจาก Rospotrebnadzor «РОСПОТРЕБНАДЗОР» หรือหน่วยงานควบคุมโรคของรัฐ ยืนยันว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นมา มีอัตราการตรวจพบเชื้อ HIV ในหมู่ทหารเกณฑ์อยู่ที่ประมาณ 0.4 รายต่อประชากร 100,000 ราย และ 8.1 รายต่อ 100,000 รายในหมู่ทหารสัญญาจ้าง แม้จะดูต่ำในเชิงเปรียบเทียบแต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่อาจเป็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เนื่องจากการเก็บข้อมูลยังคงล้าหลังและมีแนวโน้มถูกปกปิดโดยหน่วยงานทหารเอง ด้านนักวิทยาศาสตร์และนักระบาดวิทยาชั้นนำอย่างศาสตราจารย์ ดร.วาดิม ปอครอฟสกี «Вадим Валентинович Покровский » แห่งสถาบันโรคติดเชื้อแห่งรัสเซีย ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการแพร่ระบาดในกลุ่มชายหนุ่มอายุ 18–35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการเกณฑ์ทหาร โดยระบุว่าการแพร่เชื้อในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ชนบท เช่น การใช้สารเสพติดโดยใช้เข็มร่วม การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย ทั้งในกลุ่ม heterosexual และ bisexual โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ความรู้เรื่องการป้องกัน HIV ยังถูกกดทับด้วยวาทกรรมทางศีลธรรมและความกลัวการตีตรา การวิเคราะห์ของ ศาสตราจารย์ ดร.วาดิม ปอครอฟสกี สะท้อนปัญหาเชิงนโยบาย กล่าวคือ ภายใต้รัฐบาลรัสเซียในปัจจุบัน องค์กรภาคประชาสังคมและ NGO ด้านสุขภาพที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ใช้ยาและกลุ่ม LGBTQ+ ถูกจำกัดบทบาทอย่างหนัก บางแห่งถูกจัดเป็น “องค์กรตัวแทนต่างชาติ” (foreign agents) ซึ่งทำให้การเข้าถึงความรู้ การแจกจ่ายถุงยางอนามัย และการให้คำปรึกษาแก่ทหารหรือประชาชนทั่วไปในพื้นที่ห่างไกลแทบเป็นไปไม่ได้ นโยบายรัฐจึงไม่เพียงละเลย แต่ยัง “ปิดประตู” ต่อกลไกที่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้อย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาร่วมกัน ข้อมูลจากสื่อและนักวิชาการรัสเซียเหล่านี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึง “ปัญหาสุขภาพ” ในหมู่ทหาร แต่ยังสะท้อนความล้มเหลวของระบบทหารแบบรวมศูนย์ การปกปิดข้อมูลเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และการใช้วาทกรรมรัฐชาติเหนือมนุษยธรรม

สถานการณ์การระบาดของเชื้อ HIV ในกองทัพรัสเซียในช่วงสงครามกับยูเครนถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนความเปราะบางทั้งในระดับบุคคลและโครงสร้างของรัฐทหาร แม้สงครามจะมุ่งเน้นไปที่การใช้กำลังทางทหารและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ “ภัยคุกคามเชิงสุขภาพ” เช่น HIV กลับสร้างแรงกดดันและผลกระทบที่ซ่อนเร้นต่อสมรรถนะการรบของกองทัพ โดยพื้นฐานแล้ว ทหารที่ติดเชื้อ HIV มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงและลดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจในระยะยาว ซึ่งส่งผลให้กองทัพต้องแบกรับภาระการรักษาและเสี่ยงต่อการสูญเสียกำลังพลที่มีประสบการณ์ รวมทั้งการลดทอนประสิทธิภาพทางยุทธวิธีในสนามรบ โดยเฉพาะในสงครามที่กินเวลานานและต้องการกำลังพลที่แข็งแรงและพร้อมรบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สภาพแวดล้อมสงครามที่มีความเครียดสูง ความโดดเดี่ยว และความไม่แน่นอน ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้สารเสพติดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของ HIV ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ยากต่อการควบคุมในบริบทของความขัดแย้ง

นักวิชาการและสำนักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตก เช่น International Crisis Group, RAND Corporation และ Foreign Policy ให้ความสนใจอย่างมากต่อปรากฏการณ์การระบาดของเชื้อ HIV ในกองทัพรัสเซีย โดยมองว่าเป็นปัญหาที่สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบของการบริหารจัดการกำลังพลและการดูแลสุขภาพภายในกองทัพท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ รายงานจาก International Crisis Group ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียมุ่งเน้นการรักษาภาพลักษณ์กองทัพที่เข้มแข็งและไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงลบ โดยเฉพาะในเรื่องโรคติดต่อที่สามารถบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสังคมและทหารในเวลาวิกฤต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมรัฐที่ใช้การปกปิดและการเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนและพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน RAND Corporation เน้นย้ำว่าความเครียดสะสมจากสภาพสงคราม ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหมู่ทหาร ทั้งการใช้สารเสพติดชนิดฉีดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของ HIV ในกองทัพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก เนื่องจากกองทัพรัสเซียยังขาดระบบสนับสนุนสุขภาพและมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตและเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ Foreign Policy ยังชี้ให้เห็นว่าในบริบทของ “สงครามข้อมูล” ฝ่ายตรงข้ามใช้ข้อมูลปัญหาการแพร่ระบาด HIV ในกองทัพรัสเซียเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองและยุทธศาสตร์ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือและขวัญกำลังใจของกองทัพและรัฐบาลรัสเซียในเวทีโลก ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นมากกว่าปัญหาสุขภาพ แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงครามความคิดและความชอบธรรมของรัฐ การวิเคราะห์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของกองทัพสหรัฐในสงครามเวียดนามและอัฟกานิสถาน ที่เคยประสบกับปัญหาการระบาดของโรคติดต่อและพฤติกรรมเสี่ยงของกำลังพล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการรบและการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ในระดับสูง ดังนั้น ปัญหา HIV ในกองทัพรัสเซียจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพของทหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ภัยคุกคามเชิงสุขภาวะ” ที่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐ ความพร้อมรบ และภาพลักษณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในสงครามที่ซับซ้อนนี้อย่างลึกซึ้ง

ในระดับยุทธศาสตร์ ปัญหานี้สะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบทหารรัสเซียที่มีโครงสร้างรวมศูนย์และขาดความโปร่งใส ในขณะที่รัฐพยายามแสดงภาพกองทัพที่เข้มแข็งและไม่มีจุดอ่อน แต่ความจริงภายในกลับเปิดเผยความเปราะบางที่อาจส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของกำลังพล ตลอดจนสร้างช่องทางให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์ในเชิงข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) เพื่อโจมตีภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลรัสเซีย ทั้งนี้การเพิกเฉยต่อปัญหาสุขภาพของทหารยังสะท้อนถึงความล้มเหลวในนโยบายรัฐที่จะจัดการกับวิกฤตสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับสงคราม ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเมืองและสังคมในระยะยาว เช่น การสูญเสียฐานกำลังพล การเพิ่มขึ้นของภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุข และความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการระบาด HIV ในกองทัพรัสเซียจึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพของทหารแต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการรักษาความมั่นคงของรัฐในช่วงสงคราม และเป็นโจทย์ที่รัฐรัสเซียต้องเผชิญอย่างเร่งด่วนหากหวังจะรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและทหารในระยะยาว

บทสรุป สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมายาวนานไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของกองทัพรัสเซียที่ถูกมองข้ามอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อ HIV ในหมู่กำลังพล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางสุขภาวะและความไม่พร้อมของระบบสาธารณสุขทหารในช่วงวิกฤต แม้ว่ารัฐรัสเซียจะพยายามควบคุมข้อมูลและสร้างวาทกรรมเน้นภาพลักษณ์ความเข้มแข็งของกองทัพเพื่อปกปิดปัญหาดังกล่าว แต่รายงานจากสื่ออิสระ นักวิชาการรัสเซีย และองค์กรระหว่างประเทศชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อที่สูงกว่า 2,000% ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมเสี่ยงที่ขยายตัวในบริบทสงคราม เช่น การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อขวัญและสมรรถนะของทหารเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของรัฐในวงกว้าง สะท้อนความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการและนโยบายที่ขาดความโปร่งใส รวมถึงเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ในสงครามข้อมูลเพื่อโจมตีภาพลักษณ์และความชอบธรรมของรัฐบาลรัสเซีย เหตุการณ์นี้จึงตั้งคำถามสำคัญว่า รัฐรัสเซียจะสามารถรับมือกับวิกฤตสุขภาพเชิงโครงสร้างนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความลับที่ถูกปกปิดนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงอนาคตของความมั่นคงชาติในระยะยาวต่อไป

พบความหวังใหม่!! งานวิจัยอิสราเอลชี้ “แบคทีเรียลำไส้” หนุนภูมิผู้ติดเชื้อ HIV เปิดทางเสริม CD4 เผยแนวทางป้องกันและรักษาใหม่ เน้นปรับจุลินทรีย์ผ่านอาหารและโปรไบโอติกส์

(17 ก.พ. 69) ทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ (WIS) ของอิสราเอลค้นพบว่าแบคทีเรียในลำไส้สามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ นำมาซึ่งความหวังใหม่ในการป้องกันและปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

การศึกษาซึ่งเผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ไมโครไบโอโลจี ระบุว่าเชื้อเอชไอวีโจมตีเซลล์ซีดี4 ที (CD4 T) ในลำไส้ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีความเสี่ยงติดเชื้อมากขึ้น แม้ยาต้านไวรัสสามารถกดไวรัสในเลือดไว้ได้ แต่ยังคงมีไวรัสแฝงในบริเวณลำไส้

ทีมวิจัยตรวจสอบจุลินทรีย์ในลำไส้ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในอิสราเอลและเอธิโอเปียเปรียบเทียบกับอาสาสมัครสุขภาพดี พบว่าเชื้อไวรัสเปลี่ยนสัดส่วนแบคทีเรีย ลำไส้จากผู้ติดเชื้อระยะแรกช่วยเพิ่มเซลล์ซีดี4 ที ในหนูทดลองและสู้กับเชื้อได้ ด้านผู้ป่วยระยะลุกลามไม่พบผลเช่นนี้

'นักวิจัย' กล่าวว่า "การค้นพบนี้เปิดทางใหม่ในการเสริมภูมิคุ้มกันผ่านการปรับเปลี่ยนแบคทีเรียในลำไส้ เช่น ผ่านอาหาร โปรไบโอติกส์ หรือการบำบัดเฉพาะตัว โดยเฉพาะในกรณียาต้านไวรัสขั้นสูงมีจำกัด"

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top