Thursday, 4 June 2026
Gripen

'ทัพฟ้าไทย' เลือก ‘กริพเพน’ บรรจุฝูงบินรบใหม่เหนือ F-16 เผย!! ข้อเสนอผู้ผลิตจากสวีเดนตอบโจทย์ไทยมากกว่าของสหรัฐฯ

(28 ส.ค. 67) สื่อต่างประเทศรายงานข่าวกองทัพอากาศไทยตัดสินใจเลือกเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) บรรจุเข้าฝูงบินขับไล่โจมตีฝูงใหม่ โดยมองว่าข้อเสนอซึ่งผู้ผลิตสัญชาติสวีเดนให้มานั้นตอบโจทย์ความต้องการของไทยมากกว่า F-16 จากอเมริกา

กองทัพอากาศไทยระบุในคำแถลงที่เผยแพร่วานนี้ (27ส.ค.) ว่า "คณะกรรมการพิจารณาเลือกแบบ ได้กำหนดขั้นตอนและเกณฑ์การพิจารณาที่ละเอียดรอบคอบ โดยใช้ระยะเวลากว่า 10 เดือนในการดำเนินการ จึงสามารถสรุปได้ว่าเครื่องบินขับไล่โจมตีแบบ JAS 39 Gripen E/F มีขีดความสามารถที่ตอบสนองความต้องการทางยุทธการตามหลักนิยมและยุทธศาสตร์ของกองทัพอากาศ ทั้งยังมีอิสระในการใช้งาน และสามารถพัฒนาต่อยอดนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการร่วมหลายมิติ (Multi-Domain Operations) ระหว่างกองทัพอากาศร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ ภายใต้แนวความคิดการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต"

ทอ.ยังระบุด้วยว่า “การพิจารณาดำเนินโครงการดังกล่าวจะต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีในการปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศไปอีกอย่างน้อย 30 ปี”

สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-16 รุ่นใหม่ล่าสุดจากบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน ก็ยังอยู่ในการพิจารณา โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทย

ทั้งนี้ โครงการจัดซื้อฝูงบินกริพเพนมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาทดแทนฝูงบินขับไล่ F-16 A/B ซึ่งใช้งานมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1980

กองทัพอากาศไทยยังไม่ได้เผยรายละเอียดว่าจะมีการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพนทั้งหมดกี่ลำ แต่มีรายงานจากสื่อที่เชี่ยวชาญด้านการทหารออกมาให้ข้อมูลเมื่อช่วงต้นปีนี้ว่า ไทยน่าจะมีแผนจัดซื้อประมาณ 12 ลำ

ปัจจุบันไทยมีฝูงบินขับไล่กริพเพนรุ่นเก่าใช้งานอยู่ 11 ลำ และมีฝูงบิน F-16 อยู่อีกหลายสิบลำ

ด้านบริษัท ซาบ (Saab) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินกริพเพนได้ออกมาแสดงความยินดีต่อการตัดสินใจของกองทัพอากาศไทย

“เราสามารถยืนยันได้ว่า กองทัพอากาศไทยได้แถลงต่อสาธารณชนแล้วว่ามีความสนใจที่จะสั่งซื้อฝูงบินขับไล่กริพเพน ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากสำหรับซาบและสวีเดน” แมทเทียส รัดสตรอม ผู้จัดการฝ่ายสื่อของซาบ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี

“ณ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการทำสัญญาหรือมีคำสั่งซื้อเข้ามา แต่เราก็รอคอยที่จะได้หารือเพิ่มเติมกับกองทัพอากาศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย”

กองทัพอากาศ เล็งซื้อฝูงบิน Gripen รุ่นใหม่ ล็อตแรก 4 ลำ มูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท

กองทัพอากาศ เปิดแผนจัดซื้อ 'Gripen E/F' ระยะที่ 1 ทดแทน F-16 ล็อตแรก 4 ลำ มูลค่ารวม 19,500 ล้านบาท ย้ำโปร่งใส คุ้มค่า รอบคอบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด

พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เปิดเผยว่า กองทัพอากาศ มีแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีรุ่นใหม่ 'Gripen E/F' ระยะที่ 1 เพื่อทดแทนฝูงบิน F-16 ที่ประจำการมายาวนานกว่า 37 ปี โดย มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสมรรถนะด้านการป้องกันประเทศ ด้วยคุณลักษณะที่เหนือกว่ารุ่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านเทคโนโลยี ความเหมาะสมในการบูรณาการระบบ (Commonality & Continuity) และความสามารถในการตอบสนองภัยคุกคามยุคใหม่

สำหรับเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen E/F ที่ถูกคัดเลือกเป็นแบบที่ตรงตามเกณฑ์ความต้องการของกองทัพอากาศมากที่สุด พร้อมติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกล “METEOR” และการปรับปรุงระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้า SAAB AEW&C โดยจัดอยู่ในแนวทางสำคัญของโครงการภายใต้ชื่อ MIDSR ประกอบด้วย Main Package: เครื่องบิน Gripen E/F จำนวน 12 ลำ โดยล็อตแรกจะมีจำนวน 4 ลำ มูลค่า 19,500 ล้านบาท พร้อมอาวุธและระบบสนับสนุน // Indirect Offset: โครงการชดเชยทางอ้อม 7 รายการ //Direct Offset: โครงการชดเชยทางตรง 7 รายการ // Synchronization: ความสอดคล้องประสานกันของโครงการในทั้ง 3 ระยะ // Risk: การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับนโยบาย Defence Offset ของรัฐบาล ที่มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กองทัพอากาศยืนยันว่าการจัดซื้อ Gripen E/F จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้การใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนเกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางอากาศ ปกป้องอธิปไตย และรักษาความสงบสุขของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กองทัพอากาศไทย ปัดข่าว ‘สวีเดน’ ระงับขาย ‘กริพเพน’ ย้ำสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น ซัดสื่อกัมพูชาปล่อยข่าวบิดเบือน!!

(1 ส.ค. 68) ‘บิ๊กเล็ก’ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันความสัมพันธ์ไทย–สวีเดนยังแน่นแฟ้น หลังมีกระแสข่าวว่าสวีเดนอาจระงับการขายเครื่องบินรบ Saab JAS-39 Gripen ล็อตใหม่ให้ไทย จากกรณีที่กองทัพอากาศไทยใช้เครื่องบินดังกล่าวโจมตีตอบโต้ในเขตชายแดนกัมพูชา ย้ำยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ และเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาในความร่วมมือระหว่างกัน

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า รัฐบาลสวีเดนยังไม่อนุมัติแผนจัดซื้อกริพเพนล็อตใหม่ให้ไทย โดยอ้างเหตุผลด้านความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎหมายการส่งออกอาวุธของสวีเดน หลังเครื่องบินกริพเพนถูกใช้ในการรบจริงเป็นครั้งแรกกับกัมพูชา สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบการอนุญาตส่งออกยุทโธปกรณ์

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊ก 'Royal Thai Air Force' ของกองทัพอากาศไทย ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเช้านี้ว่า ข่าวที่อ้างว่าสวีเดนระงับการขายกริพเพนให้ไทย เป็น “ข่าวบิดเบือนความจริง” พร้อมยืนยันว่าโครงการจัดซื้อยังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน และไม่ได้รับการแจ้งยกเลิกหรือระงับแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ไทยมีแผนจัดซื้อ Gripen ล็อตที่ 2 เพื่อเสริมฝูงบิน JAS-39C/D ที่มีอยู่แล้ว โดยมีการเสนอซื้อเครื่องรุ่นใหม่ JAS-39E/F จำนวน 4 ลำ วงเงินรวมประมาณ 19,500 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐบาลสวีเดน

ท่ามกลางกระแสข่าวดังกล่าว นักวิเคราะห์เตือนว่า หากข้อตกลงสะดุด ไทยอาจต้องพิจารณาทางเลือกใหม่ เช่น เครื่องบินรบจากเกาหลีใต้ จีน หรือสหรัฐฯ แต่ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อขายเครื่องบิน แต่รวมถึงความเชื่อมั่นและความร่วมมือในระยะยาวระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศด้วย

ครม.เห็นชอบซื้อเครื่องบิน ‘กริพเพน’ 4 ลำ มูลค่า 19,500 ล้าน พร้อมแก้สัญญาเรือดำน้ำ Yuan Class ใส่เครื่องยนต์จีนแทนเยอรมัน

(5 ส.ค. 68) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Saab JAS 39 Gripen รุ่น E/F จำนวน 4 ลำ มูลค่า 19,500 ล้านบาท และรับทราบแผนจัดหาเรือดำน้ำลำใหม่ ตามข้อเสนอของกองทัพอากาศและกองทัพเรือ ขณะเดียวกัน ยังมีมติแก้ไขข้อตกลงโครงการเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ที่ลงนามแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับจีน โดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์เยอรมัน MTU396 เป็นเครื่องยนต์จีน CHD620 และขยายเวลาต่อเรือออกไปอีก 1,217 วัน

โครงการเรือดำน้ำดังกล่าว เริ่มลงนามตั้งแต่ปี 2560 แต่หยุดชะงักในปี 2564 เนื่องจากจีนไม่สามารถหาเครื่องยนต์เยอรมันตามสัญญาได้ ปัจจุบันต่อเรือเสร็จแล้ว 64% จ่ายเงินไปแล้ว 10 งวดจากทั้งหมด 18 งวด รวมวงเงินกว่า 7,700 ล้านบาท โดยยังค้างชำระอีก 5,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40% ของสัญญา

ด้าน พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ยืนยันว่า ครม.ได้เห็นชอบในหลักการแก้ไขสัญญาแล้ว ส่วนกรณีเรือฟริเกตเพิ่มเติมอีก 2 ลำนั้น เป็นข้อเสนอที่กองทัพเรือยื่นไป และจะมีการชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการจากกองทัพเรือในลำดับต่อไป

ขณะที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธให้รายละเอียดต่อคำถามเรื่องยุทโธปกรณ์ โดยกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไม่คุย กองทัพกำลังรบ เป็นความลับทางราชการ” พร้อมปฏิเสธตอบสื่อทุกคำถามที่เกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธ

ทหารสิงคโปร์เยี่ยม กองบิน 7 ยลโฉม Gripen และ SAAB 340 AEW ตามโครงการแลกเปลี่ยนการเยือน ทอ.ไทย-สิงคโปร์

(20 ส.ค. 68) ทหารสิงคโปร์เยี่ยมชมกองบิน 7 ของกองทัพอากาศไทย เพื่อศึกษาขีดความสามารถและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองประเทศ โดยมี Brigadier General Marcel Xu ผู้บัญชาการ Participation Command ของกองทัพสิงคโปร์ นำคณะเดินทางเยือน พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก ประเสริฐวิษณุ์ มหาขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมข่าวทหารอากาศ

การเยี่ยมชมครั้งนี้รวมถึงการรับฟังบรรยายสรุปภารกิจหลักของกองบิน 7 และการสาธิตกริพเพน (Gripen) และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศ Saab 340 AEW ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาระดับสูงระหว่างกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก ศุภวัจน์ จิตรมนตรี ผู้บังคับการกองบิน 7 พร้อมด้วยเสนาธิการและหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 7 ให้การต้อนรับคณะอย่างอบอุ่น ณ กองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหวังสร้างความร่วมมือและความเข้าใจด้านการบินและยุทธวิธีระหว่างสองกองทัพอย่างต่อเนื่อง

‘สวีเดน’ ชูสัมพันธ์ ‘ไทย’ แน่นแฟ้น พร้อมหนุนไทยมีสิทธิ์ใช้ ‘กริพเพน’ ป้องกันตนเอง

วานนี้ (26 ส.ค. 68) กรุงเทพฯ ดร.พอล ยอนสัน (Pål Jonson) รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดน ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับไทย ภายหลังการลงนามจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/F โดยชี้ว่าสัญญาฉบับล่าสุดเป็นการทำให้ความร่วมมือทวิภาคีลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่า 

“ผมภูมิใจมากที่มีคนไทยกว่า 80,000 คนอาศัยอยู่ในสวีเดน และมีชาวสวีเดนกว่า 200,000 คนเดินทางมาไทยทุกปี ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เราจะกระชับความร่วมมือด้านกลาโหมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ดร.ยอนสัน กล่าวอีกว่าความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านความมั่นคง แต่ยังจะสร้างประโยชน์ในวงกว้างต่อสังคมไทย ผ่านแพ็กเกจการลงทุนจากบริษัท Saab ผู้ผลิตกริพเพน ที่ครอบคลุมถึงการศึกษา การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนภาคเกษตรกรรมของไทย

เมื่อถูกถามถึงการใช้กริพเพนในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีกลาโหมสวีเดนย้ำชัดว่า ไทยมีสิทธิ์ใช้เพื่อการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ โดยการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นสิทธิอธิปไตยของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ดร.ยอนสันแสดงความยินดีที่ทั้งไทยและกัมพูชาพยายามลดความตึงเครียด ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมและมีผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนเข้ามามีบทบาท พร้อมย้ำว่า “ประเทศไทยก็เหมือนกับทุกประเทศที่มีสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง และเราสวีเดนก็เคารพในสิทธินั้น”

SAAB ประกาศรับออเดอร์ ‘กริพเพน’ ล็อตใหม่จากไทย ย้ำไทยคุ้นเคยดีกับประสิทธิภาพ เพราะผ่านการใช้งานจริงมาแล้ว

(27 ส.ค. 68) บริษัทซาบ (SAAB) ของสวีเดน ลงนามสัญญากับองค์การจัดหาเสบียงกลาโหมสวีเดน (FMV) เพื่อส่งมอบเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 4 ลำให้แก่ไทย มูลค่าสัญญาราว 5.3 พันล้านโครนสวีเดน โดยมีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2025–2030 แบ่งเป็น กริพเพน E จำนวน 3 ลำ และกริพเพน F แบบสองที่นั่ง 1 ลำ พร้อมอุปกรณ์สนับสนุนและการฝึกอบรม

SAAB ยังได้ทำสัญญาโดยตรงกับกองทัพอากาศไทยเพื่อดำเนินโครงการชดเชยระยะยาว (offset package) ซึ่งครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านกลาโหม ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม และการลงทุนใหม่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย ถือเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือด้านกริพเพนที่ไทยใช้งานอยู่แล้ว

มิคาเอล โยฮันส์สัน (Micael Johansson) ประธานและซีอีโอของซาบ ระบุว่าไทยเลือกใช้ “เครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในตลาด” เพื่อเสริมศักยภาพยุทธศาสตร์อย่างเป็นอิสระ พร้อมย้ำว่าไทยเป็นหนึ่งในลูกค้าที่คุ้นเคยกับประสิทธิภาพของกริพเพนและได้พิสูจน์แล้วในการปฏิบัติการจริงของกองทัพ

ปัจจุบัน กองทัพอากาศไทยประจำการ Gripen C/D อยู่แล้วหนึ่งฝูงบิน โดยเมื่อเครื่องกริพเพนรุ่นใหม่เข้าประจำการ จะทำงานเคียงข้างฝูงบินเดิม เสริมขีดความสามารถของไทยในการป้องกันน่านฟ้าและยกระดับความร่วมมือทางทหารไทย–สวีเดนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

กองทัพอากาศไทยภูมิใจใช้ ‘กริพเพน’ ปฏิบัติการจริงครั้งแรกของโลก ย้ำเป็นการเลือกที่ถูกต้อง

(27 ส.ค. 68) พลอากาศเอก พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. กล่าวบนเวทีลงนามสัญญาซื้อเครื่องบิน Gripen E/F ว่ากองทัพอากาศไทยภูมิใจเป็น ทอ. แรกที่ใช้ Gripen ปฏิบัติการในสถานการณ์จริง (Real World Operations) โดยสามารถปกป้องอธิปไตยและแสดงสมรรถนะของเครื่องบินได้อย่างเต็มที่

อีกทั้ง พลอากาศเอก พันธ์ภักดี ชมเชยการแสดงศักยภาพของ Gripen ที่ส่งมอบประสบการณ์นี้ ทำให้โลกได้เห็นสมรรถนะของเครื่องบิน และตอกย้ำว่าเป็นการตัดสินใจเลือกที่ถูกต้องของกองทัพอากาศไทย

นอกจากนี้ พลอากาศเอกพันธ์ภักดียังเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและสวีเดน พร้อมขอบคุณสำนักงานจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศสวีเดน (FMV) และ Saab ที่ร่วมมือในโครงการ Offset Policy ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยอย่างมาก

ผบ.ทอ. ปิดท้ายเล่าถึงการปฏิบัติการบิน Gripen C/D บนถนน Road Base ภาคใต้ และ Milestone highlight การใช้กำลังในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ซับซ้อน ซึ่งต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ ผลลัพธ์จากปฏิบัติการครั้งนี้ช่วยพิสูจน์สมรรถนะ Gripen และสร้างความภูมิใจให้กองทัพอากาศไทย

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือตรงถึง ‘สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน’ เบรกดีลขาย ‘กริพเพน’ ให้ไทย!! อ้างจะถูกนำมาใช้รุกรานเขมร

(28 ส.ค. 68) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ส่งหนังสือตรงถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน เรียกร้องให้ยุติข้อตกลงขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) ให้ไทย โดยให้เหตุผลว่าอาจบ่อนทำลายสันติภาพ และเสี่ยงถูกนำไปใช้รุกรานกัมพูชา ซ้ำรอยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

นายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุในจดหมายว่า แม้สวีเดนมีภาพลักษณ์เป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ แต่การขายเครื่องบินรบครั้งนี้กลับเป็นการขัดแย้งกับจุดยืนดังกล่าว เพราะนอกจากจะกระทบความมั่นคงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหากถูกใช้โจมตีพลเรือน

CHRC อ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา พร้อมเรียกร้องให้สวีเดนคำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ คัดค้านการขายกริพเพนให้ไทย ทบทวนและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใส และสนับสนุนการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธี

ท้ายจดหมาย CHRC ยังเรียกร้องให้สวีเดนช่วยกดดันรัฐบาลไทยให้ปล่อยทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดยย้ำว่าการละเว้นจากการติดอาวุธให้ประเทศที่อาจเป็นผู้รุกราน ไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นเรื่องของจิตสำนึกเพื่อสันติภาพโลก

เจาะค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ปัจจัยสำคัญในการจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่

ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนคนไทยที่กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก วงเงิน 19,500 ล้านบาท จากแผนจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ หรือ 1 ฝูงบิน ซึ่งเป็นการจัดซื้อทดแทน เครื่องบินขับไล่ F-16 เนื่องจากบรรจุประจำการมานานกว่า 37 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการลงนามในความตกลงนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset policy) ระหว่างกองทัพอากาศไทยกับบริษัท SAAB AB เพื่อเป็นการเสริมสร้าง 'เขี้ยวเล็บ' ให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งช่วยให้กองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินขับไล่แบบนั้น ๆ สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการจัดซื้อและบำรุงรักษาเครื่องบิน ต้นทุนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนภารกิจ การฝึกอบรมนักบิน และกลยุทธ์ระยะยาวในการบำรุงรักษาฝูงบินรบให้มีความพร้อมต่อการปฏิบัติการ ในบริบทที่งบประมาณทางทหารมักถูกกดดันอยู่เสมอ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่าย มาดูกันว่า ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่แบบต่าง ๆ เป็นอย่างไร

General Dynamics F -16 Fighting Falcon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อมอบทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับกองทัพอากาศ F-16 เป็นที่รู้จักในด้านความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการรบ ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และมีพิสัยการบิน 3,200 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอก ต้นทุนการดำเนินงานของ F-16 อยู่ที่ประมาณ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนและความต้องการในการบำรุงรักษาสมัยใหม่ แม้ว่าจะยังต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ เช่น F-35 ก็ตาม

Boeing F/A-18 Hornet เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1980 ออกแบบมาเพื่อโจมตีทางอากาศและป้องกันภัยทางอากาศ และสามารถปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ ด้วยความเร็วสูงสุด 1.8 มัค และความจุบรรทุกได้มากกว่า 7,000 กิโลกรัม Boeing F/A-18 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในภารกิจที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Boeing F/A-18 อยู่ที่ประมาณ 30,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อกำหนดการบำรุงรักษาเพื่อปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่รุนแรง

Sukhoi Su-27 ออกแบบโดยสหภาพโซเวียต เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ครองอากาศซึ่งเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยความเร็วสูงสุด 2.35 มัค และพิสัยการบิน 3,530 กิโลเมตร Su-27 ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับเครื่องบินขับไล่ของอเมริกา เช่น F-15 โดย Su-27 เป็นต้นแบบของเครื่องบินหลายรุ่น รวมถึง Su-30 และ Su-35 ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-27 อยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายปานกลางสำหรับเครื่องบินขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงและการบำรุงรักษาทางเทคนิค

Eurofighter Typhoon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยหลายประเทศในยุโรป เริ่มปฏิบัติการในปี 2003 ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินขั้นสูงและความสามารถในการพรางตัวบางส่วน Typhoon สามารถทำความเร็วได้ถึงมัค 2 และบินได้สูง 19,800 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน

Lockheed Martin F -22 Raptor เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าลำแรกที่สหรัฐอเมริกาเปิดตัว ซึ่งมีความสามารถในการพรางตัวขั้นสูง Raptor เริ่มเข้าประจำการในปี 2005 สามารถทำความเร็วได้ 2.25 มัค และบินได้สูง 20,000 เมตร ระบบที่ซับซ้อนและการบำรุงรักษาที่ซับซ้อนทำให้ F-22 เป็นหนึ่งในเครื่องบินที่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานสูงที่สุด โดยมีต้นทุนประมาณ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง

Dassault Rafale เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพอากาศและกองทัพเรือฝรั่งเศส สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในภารกิจอากาศสู่อากาศ อากาศสู่พื้น และภารกิจลาดตระเวน มีความเร็วสูงสุด 1.8 มัค Rafale ได้รับการยกย่องในด้านความยืดหยุ่นและต้นทุนปฏิบัติการที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับขีดความสามารถขั้นสูง

Chengdu J-10 เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทรุ่นที่สี่ที่ออกแบบโดยจีน เปิดตัวในช่วงปี ค.ศ. 2000 ได้รับการพัฒนาเพื่อพัฒนาฝูงบินของจีนให้ทันสมัยด้วยขีดความสามารถในการโจมตีและป้องกันภัยทางอากาศ J-10 มีความเร็วถึง 2.0 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับกองทัพอากาศหลายประเทศ

Lockheed Martin F -35 Lightning II เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนอเนกประสงค์รุ่นที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการระดับนานาชาติ F-35 ได้รับการออกแบบสำหรับกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธินโดยเฉพาะ มาพร้อมเซ็นเซอร์และเทคโนโลยีล่องหนที่ทันสมัย ​​ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ F-35 สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เนื่องจากความซับซ้อนของระบบและความท้าทายในการบำรุงรักษา

BAE Systems Hawk เป็นเครื่องบินฝึกของอังกฤษที่กองทัพอากาศหลายแห่งทั่วโลกใช้งาน พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการฝึกนักบินในเครื่องบินขั้นสูง เช่น Tornado และ Typhoon ด้วยความเร็วสูงสุด 1,028 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพิสัยการบิน 2,520 กิโลเมตร Hawk ได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องบินฝึกที่มีประสิทธิภาพและประหยัด ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Hawk อยู่ที่ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้กองทัพอากาศที่ต้องการฝึกนักบินโดยไม่สูญเสียทรัพยากรมีราคาไม่แพง

Aero L-39 Albatros เป็นเครื่องบินฝึกของเช็กที่พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อทดแทน L-29 Delfin L-39 ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและบำรุงรักษาง่าย จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องบินฝึกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศกลุ่มตะวันออก สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 750 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,100 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ L-39 ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้ L-39 เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับกองทัพอากาศที่มีงบประมาณจำกัด

Northrop T-38 Talon เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงลำแรกของโลก เปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อฝึกนักบินทหารสหรัฐฯ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.3 มัค จึงถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมนักบินสำหรับเครื่องบินขับไล่ขั้นสูง เช่น F-15 และ F-16 T-38 มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินประมาณ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งคุ้มค่ากับความเร็วและความสามารถเหนือเสียง ขณะเดียวกันก็ประหยัดกว่าเครื่องบินฝึกบางรุ่นในปัจจุบัน

Boeing-Saab T-7A Red Hawk เป็นเครื่องบินฝึกรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน ที-38 ทาลอน รุ่นเก่าของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ​​มอบการฝึกอบรมขั้นสูงสำหรับนักบินขับไล่ในอนาคต แม้ว่า T-7A จะยังเป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างใหม่ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการออกแบบที่ซับซ้อนและระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัย

Dassault/Dornier Alpha Jet เป็นเครื่องบินโจมตีและฝึกบินเบาของฝรั่งเศส-เยอรมนี พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 กองทัพอากาศหลายชาติใช้ Alpha Jet เพื่อการฝึกนักบิน ลาดตระเวน และภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน Alpha Jet สามารถทำความเร็วได้ถึง 0.86 มัค ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง จึงเหมาะกับภารกิจฝึกบินและปฏิบัติการเบาได้

KAI T-50 Golden Eagle เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงที่พัฒนาโดยเกาหลีใต้ร่วมกับ Lockheed Martin T-50 ออกแบบมาเพื่อฝึกนักบินบนเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.5 มัค นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติภารกิจรบเบาได้อีกด้วย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ T-50 อยู่ที่ประมาณ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงสถานะของเครื่องบินฝึกขั้นสูงที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่ปฏิบัติการ

Mikoyan-Gurevich MiG-29 เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่สี่ที่พัฒนาขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 โดดเด่นด้วยความสามารถในการควบคุมทิศทางได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถทำความเร็วได้ถึง 2.25 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร MiG-29 ถูกส่งออกอย่างกว้างขวางและยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่มีความสามารถในการควบคุมทิศทางและความสามารถในการรบระดับนี้

Saab JAS 39 Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาโดยสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1990 Gripen ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัว ราคาไม่แพง และบำรุงรักษาง่าย ถูกใช้โดยหลายประเทศในยุโรปและที่อื่น ๆ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และบินได้สูง 15,240 เมตร Gripen มีชื่อเสียงในด้านค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการที่ต่ำเพียงประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่คุ้มค่าที่สุดในกองทัพอากาศโลกเสรี

Sukhoi Su-35 เป็นรุ่นปรับปรุงของ Su-27 ซึ่งเปิดตัวในช่วงปี 2000 เครื่องบินขับไล่ที่ทรงประสิทธิภาพทางอากาศรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์แบบเวกเตอร์ ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวสูง Su-35 มีความเร็วถึง 2.25 มัค และมีพิสัยการบิน 3,600 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-35 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถขั้นสูงและระบบที่ซับซ้อน

Aermacchi MB-339 เป็นเครื่องบินฝึกของอิตาลีที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ถูกใช้โดยกองทัพอากาศหลายแห่ง และยังมีชื่อเสียงในฐานะเครื่องบินของ Frecce Tricolori ซึ่งเป็นฝูงบินผาดแผลงของกองทัพอากาศอิตาลีอีกด้วย MB-339 มีความเร็วสูงสุด 898 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,690 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสำหรับภารกิจฝึกซ้อมและการสาธิตทางอากาศ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ซึ่งขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและบทบาทภารกิจของอากาศยานแต่ละแบบ ซึ่งกองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินแบบนั้น ๆ จำเป็นต้องทำการประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฝูงบินให้มีประสิทธิภาพให้พร้อมต่อการรบ ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ

สำหรับกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินรบประการอยู่หลายแบบได้แก่ (1)F -16 Fighting Falcon มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2)JAS 39 Gripen ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (3)Alpha Jet ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ (4)T-50 Golden Eagle ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ (5)F-5TH ซึ่งพัฒนามาจาก T-38 Talon ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินจึงน่าจะมีความใกล้เคียงกันที่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ และ (6) L-39 ซึ่งปลดประจำการแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของนักบินในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญ เช่น ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์ ขณะที่ JAS 39 Gripen อยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่า ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 มากกว่า JAS 39 Gripen 19,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 เท่าตัว และหากกองทัพอากาศไทยเลือก F -35 Lightning II ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง มากกว่า JAS 39 Gripen 34,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4 เกือบ 5 เท่าตัว ย่อมหมายถึงกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณมากขึ้นอย่างมหาศาลในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญของนักบิน ยังไม่รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเลือกจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ของกองทัพอากาศไทย จึงมีความเหมาะสมที่สุดตามบริบทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่เป็นอยู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top