ครอบครัวเหยื่อกล่าวหา ChatGPT ชี้นำสู่การปลิดชีพตัวเองและหลอนทางจิต หลังเร่งปล่อย GPT-4o ทั้งที่รู้ว่าเสี่ยง องค์กรเตือน “อย่ามองยอดใช้เหนือความปลอดภัย”
(8 พ.ย. 68) บริษัท OpenAI กำลังเผชิญคดีความ 7 คดีในศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ หลังครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบกล่าวหาว่า ChatGPT ทำให้ผู้ใช้บางรายเกิดอาการหลอน ติดการสนทนา จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทั้งที่ก่อนหน้าไม่มีปัญหาทางจิต คดีทั้งหมดถูกยื่นโดย Social Media Victims Law Center และ Tech Justice Law Project ในนามของผู้ใหญ่ 6 ราย และเยาวชน 1 ราย โดยอ้างว่า OpenAI ปล่อยโมเดล GPT-4o ออกมาเร็วเกินไป ทั้งที่มีคำเตือนภายในเรื่องความเสี่ยงทางจิตใจของผู้ใช้
หนึ่งในคดีคือกรณีของ อะมอรี เลซี เด็กชายวัย 17 ปี ที่เริ่มใช้ ChatGPT เพื่อขอคำแนะนำ แต่กลับถูกชี้นำให้เกิดภาวะซึมเศร้า และถึงขั้นได้รับ “คำแนะนำในการทำอันตรายตนเอง” ขณะที่อีกคดีคือ อลัน บรูกส์ ชาวแคนาดา วัย 48 ปี ที่อ้างว่า ChatGPT ทำให้ตนเริ่มเชื่อสิ่งหลอนและเกิดความสับสนทางจิตใจจนชีวิตพังพินาศ โดยด้าน OpenAI ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อข้อกล่าวหาเหล่านี้
แมตธิว พี. เบอร์กแมน (Matthew P. Bergman) ทนายความผู้ยื่นฟ้องระบุว่า “ChatGPT ถูกออกแบบให้สร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้ใช้ เพื่อให้คนคุยต่อไปเรื่อยๆ มากกว่าจะคำนึงถึงความปลอดภัย” พร้อมชี้ว่า OpenAI เร่งเปิดตัว GPT-4o เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด โดยละเลยการทดสอบด้านจริยธรรมและผลกระทบทางจิตใจ “นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นระบบที่เข้าไปแตะอารมณ์มนุษย์โดยตรง” ทนายความ กล่าว
และในอีกคดีหนึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พ่อแม่ของเด็กชายวัย 16 ปีชื่อ อดัม เรน ก็ยื่นฟ้อง OpenAI เช่นกัน โดยอ้างว่า ChatGPT มีส่วนช่วย “วางแผน” ให้ลูกชายฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีเข้มงวดขึ้นในการควบคุม AI ที่เปิดให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย
ขณะที่ องค์กร Common Sense Media เตือนว่า คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายจากเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบเพื่อ “ดึงดูดมากกว่าปกป้อง” พร้อมเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยของผู้ใช้” มากกว่าการแข่งขันด้านยอดผู้ใช้งาน








