Monday, 19 October 2026
GC

ไทยขึ้นแท่นฐานผลิตไบโอพลาสติก!! GC–Cargill เปิดโรงงาน NatureWorks ใช้อ้อยไทยผลิต PLA ครบวงจร ชูไบโอพลาสติกหนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดันไทยสู่ฮับไบโอพลาสติกมูลค่าสูงของภูมิภาค

GC ต่อยอดไทยสู่ฐานการผลิตไบโอพลาสติก
เพิ่มทางเลือกเม็ดพลาสติกที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล
เปิดโรงงาน NatureWorks แห่งใหม่ ผลิต PLA ครบวงจร ในเอเซีย
 
กรุงเทพฯ – 5 พฤษภาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต เดินหน้าขยายธุรกิจคาร์บอนต่ำภายใต้กลยุทธ์การสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจและความยั่งยืน (Sustainable Portfolio) ผ่านการร่วมทุนใน NatureWorks ผู้ผลิตไบโอพลาสติก ประเภทโพลีแลคติกแอซิด (Polylactic Acid : PLA) ใหญ่ที่สุดในโลก โดยวันนี้โรงงานแห่งที่ 2 ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการแล้ว ณ โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกของไทย สามารถตอบสนองทิศทางของโลกเรื่องความยั่งยืน
 
การเปิดดำเนินการโรงงานแห่งใหม่นี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของ GC ในการมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพการใช้งาน และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย NatureWorks ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง GC และ Cargill นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ตอบรับความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับวัสดุทางเลือก และเพิ่มความยืดหยุ่นของซัพพลายเชนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านความหลากหลายของวัตถุดิบ ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตไบโอพลาสติก ประเภท PLA แห่งที่ 2 ของ NatureWorks ภายใต้ชื่อทางการค้า Ingeo™ โดยใช้เทคโนโลยีไบโอพลาสติกระดับโลก และใช้น้ำตาลจากอ้อยที่ปลูกในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ 100% จนได้ไบโอพลาสติก PLA ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี สะท้อนศักยภาพของการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในประเทศ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรกรรมไทย และเชื่อมโยงสู่การใช้งานในอุตสาหกรรมอื่น ๆ Ingeo™ PLA ของ NatureWorks เป็นไบโอพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม มีคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่ำ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น นำไปผลิตเป็นถุงชา แคปซูลกาแฟ บรรจุภัณฑ์อาหาร อุปกรณ์และของใช้ภายในบ้าน เช่น ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์สำนักงาน เคสโทรศัพท์ เคสเครื่องสำอาง ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด หน้ากากอนามัย  รวมถึงเส้นพลาสติกที่ใช้ในงานพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ (3D Printing) ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ Ingeo™ PLA ของ NatureWorks ได้รับการรับรองจากมาตรฐานสากลในหลายมิติ ทั้งด้านวัตถุดิบชีวภาพและคาร์บอนหมุนเวียน เช่น USDA BioPreferred รวมถึงด้านวัตถุดิบยั่งยืนผ่าน ISCC PLUS เป็นต้น
 
นายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม GC กล่าวว่า “โรงงานแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ NatureWorks ที่สะท้อนทิศทางการเติบโตของวัสดุคาร์บอนต่ำในระดับโลก ท่ามกลางโลกที่มีความผันผวนสูง วัสดุชีวภาพเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะอีกหนึ่งโซลูชั่นที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคอุตสาหกรรม GC เชื่อมั่นว่า NatureWorks จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Sustainable Portfolio พร้อมยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกของไทยสู่ระดับภูมิภาคเอเซีย”
 
ด้าน ดร. ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “โรงงานผลิตไบโอพลาสติกแห่งนี้ถือเป็นการลงทุนที่มีความหมายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมความมั่นคงให้กับภาคการผลิตในระยะยาว ควบคู่กับการสร้างงาน กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านไบโอเทคโนโลยีในอนาคต อีกทั้งยังสอดคล้องกับการขับเคลื่อน Bioeconomy และโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ของประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตไบโอพลาสติกที่สำคัญของโลก”
 
ขณะที่ นายอิริค ริพเพิล (Mr. Erik Ripple) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ NatureWorks กล่าวว่า “การเปิดโรงงานที่นครสวรรค์ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายกำลังการผลิตไบโอพลาสติกประเภท PLA เพิ่มเติมจากฐานการผลิตแห่งแรกของเรา ตั้งอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา การมีฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศไทยจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองความต้องการใช้ไบโอพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคเอเซีย พร้อมสามารถสนับสนุนลูกค้าในการใช้วัสดุที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ควบคู่กับการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่วัสดุหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานของวัสดุยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย”
 
โรงงานผลิตไบโอพลาสติกแห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ Ingeo™ ได้หลากหลายเกรด เพื่อตอบสนองการใช้งานในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การเปิดดำเนินการของโรงงานดังกล่าว ยังตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงในภูมิภาค และสะท้อนศักยภาพของความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาครัฐ ในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

GC-SCGC แจ้งความคืบหน้าร่วมทุน!! เร่งศึกษาจัดตั้งร่วมทุนในปิโตรเคมี ตั้งเป้าสรุปภายในตุลาคม 2569 ยกระดับตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมไทย เสริมความแกร่งตลาดภูมิภาคและโลก

GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน
เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
คาดสรุปสาระสำคัญภายในเดือนตุลาคม 2569

กรุงเทพฯ – 30 กันยายน 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

ขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.) และธุรกิจ โอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC
ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569

การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัท และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top