Thursday, 4 June 2026
FinancialTimes

‘บิ๊กตู่’ ปลื้ม!! Financial Times ชื่นชมไทย ยกเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อน้อยที่สุด

(13 ก.พ. 66) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า…

พี่น้องประชาชนที่รักทุกท่าน 

วันนี้ มีบทความเกี่ยวกับประเทศไทย ใน Financial Times ซึ่งเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลทั่วโลก นำเสนอเนื้อหาชื่นชมประเทศไทยว่ามีการบริหารเศรษฐกิจด้วยความเชี่ยวชาญ และมีความรับผิดชอบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในหลาย ๆ เรื่อง ส่งผลให้สามารถพูดได้ว่าเงินบาทเป็นสกุลเงินที่มีความมั่นคงที่สุดเป็นอันดับแรกของโลก และทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อน้อยที่สุดด้วยครับ

สื่อนอกยก ‘เงินบาท’ เป็นสกุลเงินที่มีความยืดหยุ่นที่สุดในโลก ‘บิ๊กตู่’ สั่งเร่งเดินหน้าพัฒนา ศก. ให้สมดุล-ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

(4 มี.ค. 66) นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีที่ Financial Times สื่อดังจากอังกฤษที่นำเสนอข่าวสารด้านธุรกิจและการเงิน ลงบทความวิเคราะห์ โดย รูชีร์ ชาร์มา (Ruchir Sharma) เรื่อง The untold story of the world’s most resilient currency ซึ่งได้กล่าวถึง เงินบาทด้วยความชื่นชมในความมีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นที่สุดในโลก ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมมุ่งมั่นเดินหน้าฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง อย่างสมดุล

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีสื่ออังกฤษด้านธุรกิจและการเงิน Financial Times ลงบทความยกให้ ‘เงินบาท’ ของไทย เป็นสกุลเงินที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุดในโลก (World’s most resilient currency) รวมทั้งยังมีเสถียรภาพ โดยชี้ให้เห็นว่านับตั้งแต่ที่ไทยเผชิญกับวิกฤตการเงินช่วงปี พ.ศ. 2541 เงินบาทได้กลายเป็นสกุลเงินที่มีเสถียรภาพในระยะยาว และทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อน้อยที่สุดอีกด้วย และแม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่ไทยก็สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ จากศูนย์กลางของวิกฤตกลายเป็นจุดยึดของความมั่นคง (An anchor of stability) และถือว่าเป็นหนึ่งในบทเรียนแก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น ๆ

‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ เตือน!! เทคโนโลยีจะนำไปสู่การว่างงานครั้งใหญ่ หากไม่มีการควบคุม คนรวยจะรวยขึ้นไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่จะจนลง

(20 ก.ย. 68) เจฟฟรีย์ ฮินตัน อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Google ซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานที่ปูทางให้กับระบบ AI อันทรงพลังในปัจจุบัน ได้กล่าวว่า ซีอีโอที่โปรโมต AI ว่าเป็นทางออกของปัญหาความหิวโหย ความยากจน และโรคภัยต่าง ๆ นั้น “โกหกทั้งเพ”

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ ก็คือ คนรวยจะใช้ AI มาแทนที่แรงงาน” ฮินตันให้สัมภาษณ์กับ Financial Times

“มันจะก่อให้เกิดการว่างงานครั้งใหญ่ และทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้คนไม่กี่คนรวยขึ้นมาก และคนส่วนใหญ่จนลง นั่นไม่ใช่ความผิดของ AI แต่เป็นเพราะระบบทุนนิยมต่างหาก”

ฮินตันซึ่งเป็นนักสังคมนิยม ประกาศจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ลาออกจากทีม Google Brain ในปี 2023 โดยก่อนหน้านั้นเขาเคยขายบริษัทของตนให้ Google ด้วยมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์ และร่วมงานกับบริษัทเป็นเวลาสิบปี

ฮินตัน ซึ่งเคยสอนที่มหาวิทยาลัยโตรอนโตนานกว่า 20 ปี กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า AI จะสามารถกลายเป็น ‘ซูเปอร์อัจฉริยะ’ หรือมีความสามารถเหนือมนุษย์ ได้ภายในระยะเวลา 5 ถึง 20 ปีข้างหน้า

เขาเคยออกมาเตือนถึงอันตรายจากศักยภาพอันทรงพลังของ AI หลายครั้ง และเคยเรียกร้องให้หยุดการพัฒนา AI ชั่วคราว

ฮินตันกล่าวว่า “วิธีเดียวที่มนุษยชาติจะรอด คือ การออกแบบ AI ให้เหมือนแม่ เพราะแม่มีความห่วงใยลูก และต้องการปกป้องชีวิตของลูก”

ถึงกระนั้น นักวิชาการชาวอังกฤษวัย 77 ปีก็ยอมรับว่า เขาใช้ AI ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการซ่อมเครื่องอบผ้า

“ผมอายุ 77 แล้ว และจุดจบของผมก็คงใกล้เข้ามาเร็ว ๆ นี้แหละ” เขากล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้นำเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ และ แซม อัลต์แมน ก็ยังเดินหน้าพัฒนา AI อย่างเต็มสูบ

เมื่อถูกถามว่าเขาไว้ใจใครมากกว่าระหว่างมัสก์กับอัลต์แมน ฮินตันตอบโดยอ้างถึงคำพูดของ ลินด์ซีย์ เกรแฮม ในปี 2016 เมื่อถูกถามว่าเขาจะเลือกใครระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ เท็ด ครูซ เป็นประธานาธิบดี

“เหมือนต้องเลือกระหว่างถูกยิงหรือถูกวางยา”

เขายังเสริมอีกว่า เขาไม่ค่อยมีความหวังกับการแทรกแซงจากภาครัฐ เพราะรัฐบาลสหรัฐมีท่าทีผ่อนคลายต่อการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว

เมื่อถูกถามถึงภาพอนาคตที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ AI และค่อย ๆ กลายร่างเป็นไซบอร์ก มีชิ้นส่วนเทียมหรือสารเคมีเติมเข้าไปในร่างกาย

ฮินตันตอบเพียงว่า “แล้วมันผิดตรงไหนล่ะ?”

และเมื่อถูกถามว่านั่นถือเป็นการสูญพันธุ์ของมนุษย์หรือไม่ ฮินตันตอบว่า:

“ใช่ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่บางสิ่งกำลังเกิดขึ้น อาจจะดีอย่างมหาศาล หรือแย่อย่างมหาศาล เราทำได้แค่เดา แต่โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top