Thursday, 4 June 2026
ETDA

‘ดีอีเอส - ETDA’ เตรียมลุย 10 จังหวัดทั่วไทย เร่งสร้างภูมิคนไทยรู้ทันปัญหาออนไลน์

วันนี้ (23 ธ.ค. 65) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) จัดงานแถลงข่าว Kick off เปิดตัวโปรเจค ‘1212 ETDA Workshop : สร้างภูมิคนไทยรู้ทัน ปัญหาออนไลน์’ จับมือพาร์ตเนอร์ลุยพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันโลกออนไลน์และกระบวนการช่วยเหลือหากต้องตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์ แก่เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มจังหวัดแรก 25 มกราคมนี้

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทุกกิจกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการทำธุรกรรมออนไลน์กันแทบทั้งสิ้น แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวก ให้เราสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ติดต่อสื่อสาร ทำงาน ตลอดจนทำธุรกิจได้รวดเร็ว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่ตามมา คือ ภัยหรือปัญหาที่แฝงมากับโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การฉ้อโกงและอาชญากรรมออนไลน์, แก๊ง Call Center, บัญชีม้า, การหลอกลวงลงทุน-ระดมทุนออนไลน์และหลอกลวงทางการเงิน, การพนันออนไลน์, การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เป็นต้น 

ปัญหาเหล่านี้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเงาตามตัว โดยจากการให้บริการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ ของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212ETDA พบว่า ปี 2565 (มกราคม - พฤศจิกายน 65) ได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์สูงถึง 59,794 ครั้ง สูงกว่าปี 2564 ที่มีจำนวนติดต่อ 54,348 ครั้ง 

โดยปัญหาซื้อขายออนไลน์ยังคงครองแชมป์ สูงเป็นอันดับ 1 รองลงมา คือ ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย, สอบถามข้อสงสัย และแจ้งเบาะแส แก๊ง Call Center SMS หลอกลวง ฯลฯ แม้จากการให้บริการช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ของ 1212ETDA พร้อมกับพาร์ตเนอร์ที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั่วประเทศในระดับชุมชน สามารถผลักดันให้ประชาชนผู้ประสบปัญหาเข้าถึงการช่วยเหลือดูแลแล้วกว่า 95% จากจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมด แต่การทำให้ผู้ใช้งาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ ผู้นำในชุมชน เกิดความรู้ความเข้าใจและรู้เท่าทันภัยออนไลน์ ตลอดจนรู้วิธีการรับมือ การเข้าถึงกระบวนการการช่วยเหลือผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อนั้น จึงเป็นอีกประเด็นที่ทุกภาคส่วนต่างให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำ

ดังนั้น กระทรวงดิจิทัลฯ โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งยกระดับและส่งเสริมให้คนไทยเกิดการทำธุรกรรมออนไลน์ที่มั่นคงปลอดภัยน่าเชื่อถือ จึงร่วมกับพาร์ตเนอร์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.), สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, กรมการค้าภายใน, ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ฯลฯ จึงจัดกิจกรรม ‘1212 ETDA Workshop : สร้างภูมิคนไทย รู้ทันปัญหาออนไลน์’ เพื่อนำผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้และจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อภัยออนไลน์ ตลอดจนรู้วิธีป้องกัน การช่วยเหลือ และการจัดการปัญหาออนไลน์แก่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานระดับภูมิภาค ผู้นำชุมชน และประชาชนที่สนใจ ตามพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ รวมกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 2,000 คน ภายใต้เนื้อหาที่น่าสนใจและเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น การอัปเดตเทรนด์ภัยออนไลน์ รูปแบบกลลวงในรูปแบบต่าง ๆ วิธีการรับมือ ตลอดจนแนวทางการให้คำแนะนำ การให้ความช่วยเหลือ การประสานติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นและส่วนกลางที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น และการสร้างความตระหนักรู้และการรู้เท่าทันออนไลน์ในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ ไปกับหลักสูตร EDC หรือ  ETDA Digital Citizen เป็นต้น

DES เตือนสายช็อปซื้อของออนไลน์ช่วงปีใหม่ หากพบปัญหา แจ้งสายด่วน 1212 ได้ตลอด 24 ชม.

(29 ธ.ค. 65) นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า ในเทศกาลปีใหม่ จะเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากจะซื้อสินค้าในราคาพิเศษและโปรโมชันต่าง ๆ มากมาย อีกช่องทางในการซื้อสินค้าคือการสั่งซื้อทางออนไลน์ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขอฝากเตือนประชาชนในการซื้อสินค้าให้สามารถซื้อสินค้าได้อย่างคุ้มค่า และปลอดภัย ดังนี้

1. เลือกดูสินค้าและสังเกตราคาก่อนเข้าร่วมโปรโมชั่นให้ดี ควรสำรวจราคาสินค้าที่ต้องการซื้อ เพื่อดูว่าสินค้าในราคาปกติก่อนเข้าร่วมโปรโมชันลดราคานั้นมีราคาเท่าไร เพราะบ่อยครั้งที่บางร้านใช้โอกาสติดป้าย ลดราคาเพื่อร่วมแคมเปญ แต่ถือโอกาสขึ้นราคาสินค้าให้แพงกว่าปกติ รวมทั้งเปรียบเทียบราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากหลายร้านค้าเพื่อให้ได้สินค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด

2. ศึกษาร้านค้าก่อนเลือกซื้อ ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้าออนไลน์เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ควรทำไม่ว่าจะเป็นการตรวจดูว่าร้านค้านั้น ๆ ได้รับการรับรองจากแพลตฟอร์มหรือไม่ อ่านรีวิวสินค้าจากผู้ซื้อคนอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจ หรืออ่านนโยบายดูแลหลังการขาย / การเคลมสินค้าของร้าน

3. ศึกษาโปรโมชั่นพิเศษ / โค้ดส่วนลด เนื่องจากบ่อยครั้งสิทธิพิเศษต่าง ๆ จะมีจำนวนจำกัด หากอยากได้สินค้าในราคาที่สุดคุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม ก็ควรทำการศึกษาเงื่อนไขโปรโมชัน ระยะเวลาที่เข้าร่วมโปรโมชัน และเตรียมตัวเก็บโค้ดส่วนลดในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่ร้านค้าได้จัดเตรียมไว้ให้ผู้ซื้อ

ดีอีเอส-ETDA เปิด Public Hearing ‘คู่มือการลงทะเบียนผู้ใช้งาน’ ภายใต้กฎหมาย DPS

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ต่อ “(ร่าง) คู่มือการพิสูจน์และยืนยัน ตัวตนเพื่อลงทะเบียนผู้ใช้บริการ” พร้อมเปิดเวทีระดมความเห็นต่อแนวทางการออกเครื่องหมาย แสดงการรับรอง ภายใต้กฎหมาย Digital Platform Services เพื่อเป็นกลไกเสริมในการลด ความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ดูแลผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า หลังจากที่ พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ

พ.ศ. 2565 หรือ กฎหมาย DPS (Digital Platform Services) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2565 ก่อนที่กฎหมายฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 นี้ ดีอีเอส ผ่านการดำเนินงานของ ETDA ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกฎหมายฉบับดังกล่าว จึงได้เดินหน้าศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายลำดับรอง ภายใต้กฎหมาย DPS หลังจากนั้นจึงได้มี กระบวนการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการจัด Focus Group สำหรับร่างกฎหมายลำดับรอง จากหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ทั้งจากภาครัฐ เอกชน regulator ตลอดจน ผู้ประกอบการ ผู้ใช้บริการ และประชาชนทั่วไปมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนนำข้อเสนอแนะ ความคิดเห็น ที่ได้มาจัดทำและปรับปรุงร่างกฎหมายลำดับรองให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาได้มี การนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ และคณะอนุกรรมการกฎหมาย ภายใต้คณะกรรมการ ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) ในการพิจารณาไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้หลักเกณฑ์ และข้อปฏิบัติ ภายใต้กฎหมาย DPS มีความชัดเจน โปร่งใส สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ที่ผ่านมา ETDA จึงได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือ Public Hearing ต่อร่างกฎหมายลำดับรองไปแล้ว 3 ครั้ง จำนวน 9 ฉบับ ผ่านระบบการประชุมทางออนไลน์ และผ่านระบบกลางทางกฎหมาย โดยวันนี้ (26 มิถุนายน 2566) จะเป็นกิจกรรม Public Hearing ครั้งที่ 4 เพื่อรับฟัง

ความคิดเห็นต่อ “(ร่าง) คู่มือการพิสูจน์และยืนยันตัวตนเพื่อลงทะเบียนผู้ใช้บริการ เพื่อเป็น แนวทางในการปฏิบัติ แก่ผู้ให้บริการ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ในการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการ ผ่านการลงทะเบียนการเข้าใช้งาน เพื่อให้ได้บัญชีผู้ใช้งานที่มีความน่าเชื่อถือ ระบุตัวตนได้ เพื่อเป็นประโยชย์ในการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ลดความเสี่ยงจาก การฉ้อโกงออนไลน์ โดยเนื้อหาของ (ร่าง) คู่มือฉบับนี้จะครอบคลุมทั้งการจัดประเภทผู้ใช้บริการที่ควร พิสูจน์และยืนยันตัวตน การกำหนดระดับความน่าเชื่อถือของการพิสูจน์และยืนยันตัวตน รายการของ ข้อมูลที่จะต้องเก็บรวบรวม แนวทางการตรวจสอบข้อมูล และการแสดงสัญลักษณ์หรือข้อความว่า ผู้ใช้บริการรายนั้นได้ดำเนินการพิสูจน์และยืนยันตัวตนแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ เรายังมีกิจกรรมการ ระดมความเห็นต่อ “แนวทางในการออกเครื่องหมายแสดงการรับรอง” เพื่อนำไปเสริมเป็นแนวคิด ในการจัดทำประกาศ คธอ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการออกเครื่องหมายแสดงการรับรอง พ.ศ. .... ภายใต้มาตรา 27 ของ กฎหมาย DPS เพื่อเป็นกลไกช่วยผู้ใช้บริการประกอบการตัดสินใจ เลือกใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้รับเครื่องหมายรับรองนี้ ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ ประกอบธุรกิจ DPS เกิดการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึงการได้รับความเชื่อมั่นจาก ผู้ใช้บริการมากขึ้น ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นและการระดมความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูก นำไปเป็นข้อเสนอแนะและข้อมูลสำคัญในการนำไปปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาของเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ให้มีความครบถ้วน ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถปฏิบัติตามได้จริง

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้ประกอบการ คนทำงานบน แพลตฟอร์ม ผู้บริโภค ผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไป ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการ พัฒนาคู่มือและแนวทางทั้งสองเรื่องให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สามารถร่วมแสดงความ คิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อร่างคู่มือการพิสูจน์และยืนยันตัวตนเพื่อลงทะเบียนผู้ใช้บริการ และ แนวทางในการออกเครื่องหมายแสดงการรับรองได้ที่ระบบกลางทางกฎหมาย หรือ ที่ลิงก์ https://www.etda.or.th/th/regulator/Digitalplatform/Public-Hearing-DP.aspx ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2566

‘คธอ.-ETDA’ เสนอเพิ่มมาตรการดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมช่องทางในการให้ข้อมูล รองรับผู้ประกอบการออนไลน์

(5 ก.ค. 66) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้หารือกับผู้ประกอบการธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล E-Marketplace ได้แก่ Lazada, AirAsia Super App, Noc Noc, และ Shopee เข้าร่วมการประชุมทำความเข้าใจ สร้างการรับรู้ ถึงความสำคัญของ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565

โดย นายชัยวุฒิ กล่าวว่า จากที่ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2565 และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) และ ETDA ได้เสนอให้มีการควบคุมดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ภายใต้มาตรา 32 พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้กลไกการกำกับดูแลในระดับการแจ้งให้ทราบ กฎหมายนี้เป็นกฎเกณฑ์กลางในการควบคุมดูแลบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล มีหน้าที่แจ้งให้ ETDA ทราบก่อน การประกอบธุรกิจ และหากเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งประกอบธุรกิจอยู่นอกราชอาณาจักร แต่ให้บริการแก่ผู้ใช้บริการในราชอาณาจักร จะต้องแต่งตั้งผู้ประสานงานในราชอาณาจักรด้วย โดยมีการกำหนดหน้าที่ให้เหมาะสมกับลักษณะการให้บริการ และผลกระทบที่อาจเกิดจากการให้บริการ

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ ETDA จัดให้มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนกลางที่เกิดจากการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจมีการจัดทำแนวปฏิบัติที่ดี (Best-practice) หรือมีกลไกการกำกับดูแลตนเอง (Self-regulation) ที่เหมาะสม อีกทั้งเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ กฎหมายนี้ยังกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อเป็นกลไกการทำงานร่วมกัน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายด้วย สำหรับแผนการรองรับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล อยู่ก่อนแล้ว ให้แจ้งการประกอบธุรกิจต่อ ETDA ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่กฎหมายนี้บังคับใช้ หรือภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2566

โดยทาง ETDA อยู่ในระหว่างการจัดทำร่างคู่มือการพิสูจน์และยืนยันตัวตน เพื่อลงทะเบียนเป็นผู้ใช้บริการ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดกลไก self-regulate ของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะเน้นสำหรับบริการ Social Media และ e-Commerce ก่อน เพื่อประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค (ลดการฉ้อโกงออนไลน์) และการดำเนินคดี (ระบุตัวผู้กระทำความผิด) และอยู่ในระหว่างการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ETDA ได้จัดงานรับฟังความคิดเห็นต่อร่างคู่มือการพิสูจน์และยืนยันตัวตนเพื่อลงทะเบียนเป็นผู้ใช้บริการ และเปิดรับฟังความคิดเห็นในระบบกลางทางกฎหมายจนถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา

ETDA ในฐานะ Co-Creation Regulator ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะต่อ กฎหมายลําดับรอง ภายใต้ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ มาอย่างต่อเนื่อง การรับความความคิดเห็นครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้น ETDA จะเปิดเวทีชี้แจ้งและสรุปภาพรวมของกฎหมายลําดับรองทั้ง 9 ฉบับ ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นในระยะแรกนี้ต่อสาธารณะอีกครั้ง ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2566 ผ่านทางระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและผู้ที่สนใจได้ทําความเข้าใจภาพรวมของกฎหมายร่วมกันอีกครั้ง

และก่อนที่ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ จะมีผลใช้บังคับในเดือนหน้านี้ เพื่อเป็นการปิดข้อสงสัยและให้เกิดความชัดเจนในข้อปฏิบัติภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าว ETDA จึงเปิดระบบ Digital Platform Assessment Tool เพื่อช่วยประเมินเบื้องต้นว่า เป็นบริการที่เข้าข่ายบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือไม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมก่อนดําเนินการแจ้งให้ ETDA ทราบ ผ่าน Checklist ออนไลน์ ที่ลิงก์ https://eservice.etda.or.th/dps-assessment

ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายใหญ่ และรายเล็กเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และ ในเร็วๆ นี้เตรียมขยายผลสู่การจัดกิจกรรม Pre-Consultation Checklist ที่จะมีทีมงานคอยให้คําปรึกษา แก่ผู้ให้บริการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจด แจ้งข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎหมาย ผ่านทางระบบ e-Meeting โดยจะเริ่มเปิดระบบให้จองนัดประชุม ทางเว็บไซต์ของ ETDA ก่อนเปิดให้บริการให้คําปรึกษาอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2566

นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับบทบาทของศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ หรือ 1212 ETDA สู่การเป็นช่องทางกลางในการรับเรื่องร้องเรียนที่เกิดจากการใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยผู้ประกอบการ เพื่อเป็นช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนของผู้ใช้บริการ รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย DPS เพื่อให้ผู้ร้องเรียนเข้าถึงกระบวนการดูแลที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด

หมดเวลาวิ่งรถเถื่อน!! ETDA - ขนส่งฯ ขีดเส้น รถรับส่งผ่านแอปฯ ไม่จดป้ายเหลือง เสี่ยงถูกระงับบัญชี แพลตฟอร์มเสี่ยงถูกถอนใบอนุญาต หากไม่คัดกรองคนขับตามเส้นตาย 31 มี.ค. 69

ETDA ผนึก กรมขนส่งฯ ขีดเส้นตาย รถรับส่งผ่านแอปฯ รีบลงทะเบียนก่อนปิดระบบ 28 ก.พ. 69 พร้อมประกาศดีเดย์ 31 มี.ค. บังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกประกาศเตือนด่วนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ (Ride Sharing) และพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่รถทุกคน โดยเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการขยายเวลาบังคับใช้ประกาศ Ride Sharing Platform ว่า "ไม่ใช่การยกเว้นโทษทางกฎหมาย" ให้แก่ผู้ขับขี่ แต่เป็นการผ่อนปรนขั้นตอนทางธุรการสำหรับแพลตฟอร์มเท่านั้น พร้อมเปิดไทม์ไลน์สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการก่อนจะถูกตัดสิทธิ์และดำเนินคดี

โดยมีรายละเอียดไทม์ไลน์และข้อปฏิบัติสำคัญ 3 ระยะ ดังนี้:
1. ระยะเร่งด่วน: รีบลงทะเบียนก่อนระบบปิด (วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการขนส่งทางบกแจ้งเตือนผู้ขับรถให้รีบเข้าลงทะเบียนในระบบ Driver Verify ของ ETDA ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น เพื่อนำใบรับรองไปใช้ประกอบการจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.17 หรือ รย.18) ให้รวดเร็วขึ้น
• คำเตือนสำคัญ: การมี "ใบรับรองจาก Driver Verify" ไม่ถือว่าเป็นการยกเว้นโทษ หากนำรถไปวิ่งรับผู้โดยสารโดยที่ยังจดทะเบียนไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
• สิ่งที่ต้องทำ: ผู้ขับขี่ต้องเผื่อเวลาในการดำเนินการ เพราะขั้นตอนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อทำใบขับขี่สาธารณะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ (ระหว่างรอผลสอบประวัติ สามารถใช้หนังสือรับรองการผ่านอบรมมายื่นจดทะเบียน รย.18 ก่อนได้)
• หากพ้นกำหนด 28 ก.พ.: ระบบ Driver Verify จะปิดลง ผู้ที่ยังไม่จดทะเบียนรถสาธารณะจะไม่สามารถให้บริการได้ และถือว่ามีความผิดทันทีหากฝ่าฝืน

2. ระยะกวาดล้าง: แพลตฟอร์มต้องคัดกรอง (1 – 30 มีนาคม 2569)
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเตรียมความพร้อมก่อนประกาศใหญ่มีผลบังคับใช้
• หน้าที่แพลตฟอร์ม: ต้องนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง และคนขับที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ "ออกจากระบบ" ทันที
• มาตรการจับกุม: หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ขับขี่ที่ใช้รถผิดประเภทหรือไม่มีใบขับขี่สาธารณะ กรมการขนส่งทางบกจะแจ้งไปยังแพลตฟอร์มต้นสังกัดเพื่อ "ระงับการให้บริการทันที" รวมถึงแจ้งแพลตฟอร์มอื่น ๆ ให้ระงับสิทธิ์ผู้ขับรายนั้นด้วย จนกว่าจะดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้อง

3. ระยะบังคับใช้จริง: ดีเดย์จับ-ปรับ-ปิดแพลตฟอร์ม (31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป)
เมื่อประกาศ คธอ. เรื่อง Ride Sharing Platform มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับทั้งสองฝ่าย:
• สำหรับแพลตฟอร์ม: หากปล่อยให้มีรถผิดประเภท รถป้ายต่างจังหวัดมาวิ่งข้ามเขต หรือคนขับไม่มีใบขับขี่สาธารณะให้บริการในระบบ จะถูก "สั่งห้ามประกอบธุรกิจ" หากไม่แก้ไขใน 90 วัน จะถูกถอนการรับแจ้งและดำเนินคดี
• สำหรับผู้ขับรถ: หากทำผิดกฎหมายจะโดนโทษหนัก
o ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 21 ประกอบมาตรา 60)
o ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 23/1 ประกอบมาตรา 62/1)
o ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ: จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ETDA และ กรมการขนส่งทางบก จึงขอให้ผู้ขับขี่วางแผนดำเนินการจดทะเบียน รย.17 หรือ รย.18 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อความถูกต้องตามกฎหมายและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

 

ช้อปออนไลน์ยังทำพิษ!! ETDA เผย Gen Y-X โดนหลอกเยอะสุด ยอดร้องเรียนปี 68 เพิ่ม 10% พุ่งทะลุ 3.9 หมื่นเรื่อง เล็งงัดกฎหมาย DPS คุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมจัดระเบียบแอปรถรับจ้างคิดราคาไม่เป็นธรรม

ETDA เผยปี 68 ร้องเรียนออนไลน์ทะลุ 3.9 หมื่นเรื่อง โต 10.62% ซื้อขายออนไลน์นำโด่ง Gen Y-X เหยื่อหลักแซงสูงวัย งัดกฎหมาย DPS อุดรูรั่วแพลตฟอร์ม สกัดสแกมเมอร์ 

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า จากสถิติรับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ของ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ หรือ 1212 ETDA รอบปี 2568 (เดือน ม.ค.-ธ.ค.) พบ ปัญหาเรื่องร้องเรียนออนไลน์ ทั้งหมด 39,112 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 3,754 เรื่อง (ปี 2567 มี 35,358 เรื่อง) เพิ่มขึ้นกว่า 10.62% และลดลงจากปี 2566 ที่พบสูงถึง 45,181 เรื่อง แม้ตัวเลขในแต่ละปีจะมีการปรับลดหรือเพิ่มแตกต่างกัน แต่ปัญหาการซื้อขายออนไลน์ยังคงเป็นปัญหาที่มีการร้องเรียนสูงสุด ครองแชมป์ 3 ปีซ้อน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงตาม ได้รับสินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายและร้องเรียนในประเด็นนี้เป็นจำนวนมาก

โดยปี 2568 ปัญหาร้องเรียนที่พบมากสุด 5 อันดับแรก คือ ปัญหาซื้อขายออนไลน์ พบ 14,238 เรื่อง หรือราว 36.40% ของปัญหาทั้งหมด รองลงมาคือ ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 12,793 เรื่อง 32.71%, ปัญหาอื่นๆ หรือสอบถามข้อสงสัย 3,506 เรื่อง 8.96%, ปัญหาด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2,407 เรื่อง 6.15% และ ปัญหาด้านการประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม 2,203 เรื่อง 5.63% เป็นต้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกระหว่างปี 2567-2568 จากการให้บริการรับเรื่องปัญหาการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พบว่า มีเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นทั้งหมด 2,827 เรื่อง โดยปัญหาจากบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พบมากสุด ได้แก่ 1.การประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์ม เช่น การกำหนดเงื่อนไขทางการค้า ค่าธรรมเนียม นโยบาย ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจมากกว่าผู้ใช้บริการ หรือปิดบัญชีผู้ใช้งานโดยไม่แจ้งเหตุผล การไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย 2.ปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม การสร้างบัญชีปลอม และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และ 3.ปัญหาการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งกรณีเรียกเก็บค่าบริการไม่เป็นธรรม ราคาที่แสดงไม่ตรงกับยอดที่จ่ายจริง การยกเลิกรถโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ร้องเรียนตามช่วงวัยในช่วงปี 2566-2568 พบว่า กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่ถูกหลอก ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยกลุ่ม Gen Y (อายุ 29-44 ปี) มีสัดส่วนถูกหลอกสูงสุด 41.91% รองลงมาคือ Gen X (อายุ 45-60 ปี) 29.94% รวมกันคิดเป็น 71.85% ของจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ (Baby Boomer) มีสัดส่วน 10.64% Gen Z (16-28 ปี) คิดเป็น 17.28% และ Gen Alpha (12-15 ปี) คิดเป็น 0.23% โดยพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ กลุ่มวัยทำงานตกเป็นเหยื่อถูกหลอกมากที่สุด คือ 1.พฤติกรรมชอปออนไลน์ ทำธุรกรรมออนไลน์เป็นประจำ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้มีจุดเสี่ยง และโอกาสเกิดปัญหาจากการซื้อขายออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่น 2.มักเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว แชร์ภาพ ไลฟ์สไตล์ กิจกรรมของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลถูกเก็บ นำไปใช้ต่อ หรือถูกแอบอ้างได้ง่าย เพิ่มความเสี่ยงทั้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการหลอกลวง 3.มั่นใจในเทคโนโลยีสูงจนชะล่าใจ แม้ทักษะดิจิทัลดี แต่ความคุ้นชินและความมั่นใจทำให้ไม่ตรวจสอบให้รอบ เช่น เงื่อนไขความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของบัญชี หรือความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล จึงตกเป็นเป้าหมายของภัยออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ และมีแนวโน้มครองแชมป์ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

ทั้งนี้ ปัญหาภัยออนไลน์ กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ เนียนขึ้น เร็วขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเสียหายได้ทันที โดยรูปแบบการหลอกที่ต้องจับตาและเฝ้าระวังในปีนี้ คือ 1) หลอกให้จ่ายเงินก่อนรู้ความจริง และทำให้การขอคืนเงินเป็นเรื่องยาก เช่น พัสดุแบบ COD ที่ไม่ได้สั่งแต่เก็บเงินปลายทาง พอจ่ายกลับได้ของไม่ตรงปก, การหลอกให้ โอนเงินเข้าเว็บพนัน หรือ ลงทุน หรือ การโอนจองสินค้า-ที่พักล่วงหน้า ที่มักเร่งให้จ่าย ก่อนตรวจสอบ และเมื่อเกิดปัญหาติดต่อไม่ได้ ถอนเงินไม่ได้ และขอคืนยาก ทำให้ความเสียหายเกิดเร็วและติดตามยาก 2) สร้างความน่าเชื่อถือปลอม ด้วยคอนเทนต์ ตัวตน หรือ รีวิวที่ดูเหมือนจริง เช่น ภาพ วิดีโอ รีวิวปลอม รวมถึงการแอบอ้างคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ โรงแรมที่พัก เพื่อทำให้ผู้บริโภคเชื่อใจเร็วขึ้น และดูเหมือนของจริงมาก จนผู้ใช้แยกแยะยาก โดยเฉพาะเมื่อเสนอราคาถูกผิดปกติ มีคำยืนยันหรือรีวิวจำนวนมาก 3) ความไม่เป็นธรรมของบริการบนแพลตฟอร์มที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง ที่เป็นปัญหาเชิงระบบบริการ เช่น การเรียกรถผ่านแอปที่ราคาไม่ตรงตามแจ้ง ไม่เป็นธรรม ผู้ใช้จ่ายสูงกว่าที่แสดงและเกิดความสับสนในการตรวจสอบค่าใช้จ่าย เป็นต้น

"จากสถานการณ์ปัญหาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ETDA ภายใต้การดำเนินงานของ ศูนย์ 1212 ETDA สามารถแก้ไขเรื่องร้องเรียนได้แล้วเสร็จถึง 99.78% สะท้อนประสิทธิภาพในการประสานงานและติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยปี 2569 ETDA ไม่เพียงเร่งขับเคลื่อนสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ให้คนไทยครอบคลุมทุกภูมิภาครู้เท่าทันอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมุ่งยกระดับกลไกร่วมกำกับ ดูแลเชิงระบบภายใต้กฎหมาย DPS (Digital Platform Services) ด้วยแนวทาง Risk-based Approach ให้แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นหน้าด่าน จัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในมิติมาตรฐานสินค้าและบริการ ผ่านประกาศ Online Marketplace ที่กำหนดให้มีระบบ Notice & Take Down คัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

พร้อมขยายแนวทางสู่ Social Commerce รวมถึงแพลตฟอร์ม Ride Sharing มุ่งให้แพลตฟอร์มตรวจสอบสถานะรถและผู้ขับให้ถูกต้องก่อนให้บริการ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร ควบคู่กับการศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม e-Commerce เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมขับเคลื่อนแคมเปญ DPS Trust Every Click ปีที่ 2 เปิดพื้นที่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับ แพลตฟอร์ม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมออกแบบกลไกกำกับดูแลไปพร้อมกัน สู่การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่โปร่งใส ปลอดภัย และเติบโตอย่างยั่งยืน" ดร.ชัยชนะ กล่าว

ที่มา : https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9690000018912?fbclid=IwdGRjcAQLZy1leHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEeCH1uW-QNVXEf64FRCOsiG8dOV1yXi68zaJaPvIz873Od_T4BCHocpoRyWek_aem_BXxHAKoD_njxnvVC4cMwUw


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top