Thursday, 3 September 2026
EnergyTransition

เชียงใหม่-สัมมนา สร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ขานรับการเปลี่ยนแปลงของโลก จัดโครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition กระตุ้นทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม  มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


 

นายจักริน วังวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ประเทศไทยพบกับความท้าทายรอบด้านโดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งแหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีจำกัดทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานด้วยราคาที่ผันผวนตามตลาดโลกนอกจากนี้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลกที่ผลักดันให้ไทยต้องปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด จึงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยสู่นโยบาย Net Zero ในปี 2050 ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันที่จะขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และนำพาอุตสาหกรรมไทย เปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานสะอาด ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition ในวันนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่เห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม ให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยความร่วมมือของสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดขึ้น 

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้ในวันนี้คือเรื่อง โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย เทคโนโลยีและแผนงานในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ ที่จะทำหน้าที่รองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงเรื่องการซื้อขายพลังงาน การให้บริการด้านพลังงาน ผ่านระบบโครงการขายไฟฟ้าที่เปิดกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนที่เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไปยังความสามารถการแข่งขัน และค่าครองชีพในอนาคต


 

“เมื่อทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันในการลดภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนเกิดการปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ดังนั้นหากทุกคนหันมาให้ความสนใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะมีส่วนช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานได้ดีขึ้น และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอนอย่างยั่งยืนต่อไป” ประธานสภาอุตสาหกรรมฯกล่าวในที่สุด
 

วิกฤตพลังงานโลก!! เขย่าพฤติกรรมผู้บริโภคไทย ปรับตัวสู่ยุคประหยัดพลังงาน เร่งคนไทยหันหา EV สถาบันการเงินส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว

วิกฤตพลังงานโลก กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “พลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ผู้บริโภครู้สึกได้ชัดที่สุดคือ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพที่ผูกโยงกับต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจ สถานการณ์นี้ทำให้คำว่า “Energy Transition” หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคต้องปรับตัวไปพร้อมกัน

ราคาน้ำมัน: ตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
แม้โลกจะพูดถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง น้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม ประเทศไทยเองยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงสะท้อนมายังต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากช่วงที่ผ่านมา ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงคราม ความตึงเครียดด้านพลังงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานของหลายประเทศ ทำให้ราคาพลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจ แต่กำลังสะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้พลังงานของผู้บริโภค เมื่อพลังงานแพงขึ้น ผู้บริโภคก็เริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเริ่มตระหนักถึงต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น รวมถึงมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในหลายมิติ ตัวอย่างเช่น การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถ Hybrid มากขึ้น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมัน และการมองหาเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานในครัวเรือน แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กำลังเร่งตัวในไทย
ข้อมูลจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยยอดการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle-BEV) ป้ายแดงสูงถึง 147,522 คัน มีการเติบโต 74.70% ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังวางเป้าหมายสำคัญ คือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งสะท้อนว่าการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่งจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

บัตรเครดิตกับเศรษฐกิจสีเขียว
ในอดีตบัตรเครดิตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการใช้จ่าย แต่ปัจจุบันบัตรเครดิตกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน หลายสถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มพัฒนา Green Finance ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับประเทศไทย แนวคิดนี้กำลังเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เคทีซีได้พัฒนาและต่อยอดแนวทางในการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนผ่านสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่ตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม

สิ่งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของสถาบันการเงิน ที่มิใช่เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจสีเขียว ด้วยเหตุว่าในอนาคต การใช้จ่ายของผู้บริโภคอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่เป็นการเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อโลกใบนี้ด้วย
ออกข่าวในนาม: ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

ส.อ.ท. เสริมแกร่งอุตฯ พลังงาน!! จับมือ JBIC ญี่ปุ่น เสริมความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งกรอบสนับสนุนพลังงานสะอาด เสริมเทคโนโลยี-เงินทุน สู่การแข่งขัน ร่วมผลักดันอุตฯ ลดก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change พร้อมด้วยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. และคณะกรรมการ ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Japan Bank for International Cooperation (JBIC) นำโดย Mr. SHIRAISHI Takanori, Chief Representative และ Mr. SHIMATANI Tokuro, Representative สำนักงานผู้แทน JBIC กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม 801 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานและการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานไทย-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะโอกาสในการใช้ประโยชน์จากกลไกการสนับสนุนทางการเงิน “POWERR Asia FAST Window” (Partnership on Wide Energy and Resources Resilience Asia Finance for Agile and Secure Trade Window) ซึ่ง JBIC จัดตั้งขึ้นภายใต้ Japan Strategic Investment Facility เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

กรอบการสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ การช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น รวมถึงการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานผ่านโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ ตลอดจนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทย

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า "จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลก ส.อ.ท. เล็งเห็นว่าการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ การร่วมมือกับ JBIC ในวันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยกับแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของทั้งไทยและญี่ปุ่น”

ในโอกาสนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอทิศทางและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด "Thailand Pragmatic Energy Transition" ที่มุ่งเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนของ JBIC ที่มุ่งส่งเสริม Energy Efficiency, Renewable Energyการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการลงทุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้ AZEC-SAVE ในประเทศไทย

ด้าน นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. กล่าวว่า “การเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดของไทย โดยเฉพาะการยกระดับพลังงานชีวภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยทั้งลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการใน Supply Chain ของญี่ปุ่นในประเทศไทยสามารถปรับตัวและเดินหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่า POWERR Asia FAST Window เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย โดย ส.อ.ท. เตรียมนำข้อมูลจากการหารือไปประเมินร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสมาชิก เพื่อสำรวจความต้องการและโครงการที่มีศักยภาพ และพัฒนาแนวทางการเข้าถึงช่องทางการขอรับการสนับสนุนจาก JBIC ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top