Thursday, 4 June 2026
EGAT

‘EleX by EGAT ทับสะแก’ ต้นแบบสถานีชาร์จสีเขียว ผสานพลังงานสะอาดกับนวัตกรรม ‘EGAT Ash Nova’ คอนกรีตรักษ์โลก

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ตอบรับกระแสนี้ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน EV อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างสถานีชาร์จ EleX by EGAT ที่ไม่เพียงรองรับการใช้งาน EV แต่ยังยกระดับสู่การเป็น “Green Charging Station” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สถานีต้นแบบ ‘EleX by EGAT’ ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบของการบูรณาการพลังงานสะอาดกับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างกลมกลืน

สถานีชาร์จแห่งนี้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Enlighted EcoCharge” ซึ่งหมายถึงการเป็นมากกว่าจุดเติมพลังงานให้กับรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นพื้นที่ที่จุดประกายความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล สะท้อนภาพรวมของระบบนิเวศพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

สถาปัตยกรรมของสถานีได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบบัว และดอกเห็ด ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเรียบง่าย เพื่อสื่อถึงพลังงานสะอาดและการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ EV ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ “เสาแห่งพลังงาน” ทั้งสามต้น ที่ใช้สีเรืองแสงเพื่อสื่อถึงการรวบรวมและส่งต่อพลังงานสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง เสาเหล่านี้จึงเป็นทั้งโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ที่ให้แสงและความหมายแก่ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

EGAT Ash Nova: คอนกรีตรักษ์โลกจากของเหลือทิ้งสู่วัสดุสร้างสรรค์

หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นของสถานี EleX by EGAT แห่งนี้คือการใช้ ‘EGAT Ash Nova’ ซึ่งเป็นคอนกรีตทางเลือกที่พัฒนาจาก “เถ้าลอย” วัตถุพลอยได้จากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งจะมีเถ้าลอยบางส่วนไม่สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้และต้องฝังกลบ แต่ กฟผ. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิจัยและพัฒนาให้สามารถใช้แทนปูนซีเมนต์ได้ถึง 100% และใช้งานได้หลากหลาย เช่น นำไปผสมทำคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง และคอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า เป็นต้น

ข้อดีของ EGAT Ash Nova ได้แก่:
- กำลังรับแรงอัดสูง ทนทานต่อกรดและด่าง
- ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 58% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์
- ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมวัสดุรักษ์โลก

ด้านวัสดุอื่น ๆ ที่ใช้ในสถานีนี้ยังคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมในทุกองค์ประกอบ โดยหลังคา Polycarbonate ผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และสีทับหน้าโพลียูรีเทน (สีที่ใช้เคลือบพื้นผิวภายนอกให้เงางามและทนทานต่อรอยขีดข่วน) ที่มีค่า VOC (Volatile Organic Compounds หรือ สารระเหยอินทรีย์) ต่ำ ปลอดภัยต่อทั้งผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบและการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สถานี EleX by EGAT ยังทำหน้าที่เป็น จุดเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning Node) เชื่อมโยงกับศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดทับสะแก เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ประชาชน เรียกได้ว่าสถานีชาร์จแห่งนี้สร้างประโยชน์ด้านพลังงานสะอาดได้อย่างครบวงจร

ปัจจุบัน กฟผ. ได้พัฒนาและขยายสถานีชาร์จ ทั่วประเทศแล้ว 303 แห่ง และมีแผนขยายให้ครบ 312 แห่งภายในปี 2568 เพื่อรองรับการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สถานีชาร์จ ‘EleX by EGAT ทับสะแก’ จึงไม่ใช่แค่จุดเติมพลังงาน แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ด้วยการผสานนวัตกรรม วัสดุรักษ์โลก และการออกแบบที่สะท้อนธรรมชาติ พร้อมตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘มะม่วงหิมพานต์ ควีน’ จากบ้านหาดไก่ต้อยสู่ความสำเร็จ ด้วยแรงหนุน ‘กฟผ.’ ต่อเนื่องกว่า 10 ปี ร่วมฟื้นผืนดินแห้งแล้งสร้างสินค้า OTOP 5 ดาว

ในโลกของธุรกิจ มักกล่าวกันว่า "วิกฤตคือโอกาส" แต่สำหรับชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาที่ฟังดูไพเราะ หากแต่เป็นความจริงที่ถูกหล่อหลอมด้วยเหงื่อ น้ำตา และความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อของคนในชุมชน จนกลายเป็นเรื่องราวแห่งความสำเร็จ

จากผืนดินแห้งแล้งสู่ความท้าทายครั้งใหญ่

เรื่องราวของ ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย’ เริ่มต้นด้วยความท้าทายที่หนักหน่วง ชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากผู้คนที่ต้องอพยพจากถิ่นเดิมหลังการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พวกเขามาตั้งถิ่นฐานบนผืนดินที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านจัดสรรให้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาหินลูกรัง ลอนลูกคลื่น และที่สำคัญคือความแห้งแล้งที่ทำให้พื้นที่นี้เกือบจะไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรใด ๆ เลย

ผู้คนในชุมชนต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ว่าผืนแผ่นดินที่พวกเขาได้รับนั้นแทบไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ บางคนเริ่มสิ้นหวัง บางคนคิดจะย้ายถิ่น แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะอดทนและหาทางออก

จุดเปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่น

ในปี พ.ศ. 2520 ความหวังริบหรี่เริ่มสว่างขึ้นเมื่อหน่วยงานราชการเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก "มะม่วงหิมพานต์" ซึ่งเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม ชาวบ้านจึงพากันปลูกด้วยความหวังว่าจะเป็นทางออกของปัญหา

แต่ความหวังนั้นกลับกลายเป็นความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มให้ผลผลิต ชาวบ้านกลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับเม็ดที่มีเปลือกแข็งและหนา ไม่มีใครรู้วิธีกะเทาะ ไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ควรจะเป็นทรัพย์สิน กลับกลายเป็นภาระ บางคนเริ่มโค่นต้นทิ้ง เหมือนกับโค่นความหวังลงไปพร้อมกัน

แล้ววันหนึ่ง ความหวังก็กลับมาอีกครั้งจากคู่สามีภรรยาผู้ไม่ยอมแพ้ นายบุญและนางบุญ ปิสา ชาวบ้านหมู่ที่ 3 สองตายายคู่นี้ได้อุทิศเวลาทดลองหาวิธีกะเทาะเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลองผิดลองถูกหลายครั้งหลายหน จนในที่สุดก็ค้นพบวิธีการที่ประสบความสำเร็จ โดยนำเม็ดดิบมาแช่น้ำ ต้ม แล้วใช้มีดแกะเอาเม็ดออกมา

สิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นมีค่าดั่งทองคำ เพราะเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอำเภอท่าปลามีรสชาติที่โดดเด่น คือ "หวาน มัน เนื้อแน่น อร่อย" เมื่อสองตายายนำเม็ดที่กะเทาะแล้วไปขาย ก็สามารถสร้างรายได้จริง เรื่องราวแห่งความสำเร็จนี้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านคนอื่น ๆ เข้ามาเรียนรู้วิธีการ และเมื่อทุกคนสามารถกะเทาะเม็ดได้ ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่เคยจะถูกโค่นทิ้ง กลับกลายเป็นต้นไม้แห่งความหวัง

ความสามัคคีของชุมชนสู่ความสำเร็จ

เมื่อผลผลิตเริ่มมีมากขึ้น ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น นั่นคือ การต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อเม็ดดิบไปแปรรูป ราคาไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับอำเภอใจของพ่อค้า ชาวบ้านตระหนักว่าหากต้องการสร้างความมั่นคงที่แท้จริง พวกเขาต้องรวมตัวกันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง

นางวันทรา ผ่านคำ หรือที่คนในชุมชนเรียกขานด้วยความเคารพว่า "พี่แอ๊ด" ได้นำพาชุมชนจัดตั้ง "วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย" ขึ้น เพื่อรวมพลังและสร้างอำนาจต่อรอง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตผ่านการแปรรูป

พันธมิตรแห่งความสำเร็จ: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือการได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มานานกว่า 10 ปี 

พี่แอ๊ดเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งว่า "กฟผ. ช่วยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับชาวบ้าน มีปัญหาอะไรก็ปรึกษา กฟผ. ได้ตลอด" การสนับสนุนจาก กฟผ. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเดียว แต่ครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพให้กับชาวบ้าน

ตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณในการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งพบว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอุตรดิตถ์มีสาร Beta Sitosterol มากที่สุดในประเทศไทย ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงมีสาร GABA ที่ช่วยระบบประสาทและสมอง และเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

ไม่เพียงเท่านั้น กฟผ. ยังช่วยพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและสวยงาม สนับสนุนงานวิจัยการทำน้ำมะม่วงหิมพานต์เข้มข้นร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ร่วมกับสถาบันอาหาร และที่สำคัญคือการนำกลุ่มไปจัดแสดงสินค้าในงานต่างๆ เพื่อขยายช่องทางการตลาดอีกด้วย

นวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง: จากผลิตภัณฑ์เดียวสู่ 14 รายการ

ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ กฟผ. และความมุ่งมั่นของคนในชุมชน วันนี้กลุ่มฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปแล้วกว่า 14 รายการ ตั้งแต่รสดั้งเดิม รสต้มยำ รสปาปริก้า รสโนริสาหร่าย รสบาร์บีคิว รสงาขี้ม่อน ไปจนถึงคุกกี้มะม่วงหิมพานต์ น้ำมะม่วงหิมพานต์ และน้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์

แต่ผลิตภัณฑ์ขายดีที่สุด ยังเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบน้ำเกลือ ที่ได้รสชาติธรรมชาติแท้ ๆ มีความอร่อยที่กินแล้วแทบหยุดไม่ได้ และที่สำคัญคือดีต่อสุขภาพ เพราะใช้การอบแทนการทอด ทำให้มียอดการซื้อซ้ำสูงมาก

ปรัชญา Zero Waste: เมื่อทุกส่วนมีคุณค่า

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของกลุ่มฯ คือการนำปรัชญาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างแท้จริง พวกเขาใช้ประโยชน์จากมะม่วงหิมพานต์ทุกส่วนโดยไม่มีสิ่งใดถูกทิ้ง เม็ดนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เนื้อผลทำน้ำ ส่วนจมูกและเม็ดป่นทำน้ำนม เมล็ดใช้เพาะพันธุ์ เยื่อทำปุ๋ยหมัก เปลือกขายให้โรงงานสกัดน้ำมัน และกิ่งไม้ที่ตัดแต่งก็นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเม็ด

นี่ไม่ใช่เพียงการประหยัดต้นทุน แต่คือการแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ไร้ค่า ถ้าเรารู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เทคโนโลยีสีเขียว: พลังแสงอาทิตย์กับความยั่งยืน

จุดเด่นอีกประการของกลุ่มฯ คือการนำเทคโนโลยีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. มาใช้ในกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลิตภัณฑ์ 1 ห่อ ขนาด 100 กรัม ปล่อย CO2 เพียง 0.119 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  

เม็ดมะม่วงหิมพานต์แบรนด์ "Queen" จึงได้รับตราสัญลักษณ์ "ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน" จากกระทรวงพลังงาน เป็นการรับรองว่าเป็นสินค้ารักษ์โลกที่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

‘เขื่อนฮัตจี’ โครงการเขื่อนพลังงานน้ำ กั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตไฟฟ้า ในเมือง ‘เมียง จี งู’ รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา ผลประโยชน์หรือสิ่งแวดล้อม??

ช่วงนี้เราจะกลับมาได้ยินข่าวเรื่องสารพิษตกค้างที่แม่น้ำกกกันมากขึ้นเพราะเข้าหน้าแล้งแล้ว  ว่าไปก็ทำให้คิดถึงเขื่อนฮัตจีที่เป็นโครงการกั้นแม่น้ำสาละวิน เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องเขื่อนฮัตจีนี้ให้ทราบกันดีกว่าคะ

เขื่อนฮัตจี บริเวณโครงการเขื่อนพลังงานน้ำกั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ตั้งอยู่ที่เมือง Myaing Gyi Ngu ใน Hlaing Bwe Township ในรัฐกะเหรี่ยงใกล้ชายแดนไทย โดยมีการลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่างบริษัท Sinohydro, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย หรือ EGAT และฝั่งเอกชนของเมียนมา ตั้งแต่ปี 2006 เพื่อพัฒนาร่วมโครงการเขื่อนฮัตจี

แต่ทว่า ณ วันนี้ในปี 2025 เขื่อนฮัตจีก็ยังเป็นแค่แผนอยู่  ยังไม่มีการสร้างจริง  โดยถ้าใครตามข่าวในสื่อจะเห็นว่าเรื่องราวที่ลงสื่อคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ทว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแต่เป็นทรัพยากรที่มีในบริเวณนั้น
.
มีรายงานการทำเหมืองและกิจกรรมขุดแร่ในลุ่มน้ำสาละวินและพื้นที่ใกล้เคียงกับเส้นทางที่จะเชื่อมไปยังพื้นที่ก่อสร้าง เขื่อนฮัตจี โดยรายงานหลายฉบับชี้ว่ามีเหมืองทอง เหมืองแรร์เอิร์ธ และกิจกรรมตัดไม้ที่บริหารจัดการโดยกองกำลังกะเหรี่ยงในพื้นที่

มีรายงานว่าหลายเหมืองเป็นของทุนจีนที่เข้ามาสัมปทานในพื้นที่โดยรายงานจาก NGO อ้างว่าเข้ามาติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมา แต่จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าไม่ได้มีทุนใดๆเข้ามาสนับสนุนการทำเหมืองในเขตกะเหรี่ยงนอกจาก KNU เป็นผู้บริหารจัดการเองทั้งหมด ส่วนรายงานจาก NGO ที่อ้างว่าเป็นทุนจีนนั่นนี่ ตามที่เอย่าได้ข้อมูลคือกลุ่มทุนจีนมีการทำเหมืองจริง แต่เป็นนอกเขตกะเหรี่ยง โดยพอสืบค้นข้อมูลผู้ทำข้อมูลเข้าไปลึกๆส่วนใหญ่คนทำวิจัยคือกลุ่มกะเหรี่ยงที่รับทุนตะวันตกมาทำเอกสารอ้างอิง ซึ่งนี่ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์พม่าก็เป็นฝ่ายผิด เป็นตัวร้ายในเรื่องราวของกะเหรี่ยงมาตลอด

สุดท้ายมีข่าวว่าฝั่งเมียนมาจะปัดฝุ่นโครงการเขื่อนฮัตจีอีกรอบ แต่รอบนี้ไม่ได้สร้างเพื่อเอาพลังงานเหมือนแต่ก่อน แต่รอบนี้สร้างเพื่อบริหารจัดการน้ำสำหรับป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นจากมวลน้ำในแม่น้ำสาละวินนั่นเอง  จากนี้คงต้องดูว่าการปัดฝุ่นครั้งนี้จะได้สร้างเขื่อนฮัตจีไหม หรือสุดท้ายเขื่อนฮัตจีนั้นไม่มีวันจะเป็นจริงเพราะผลประโยชน์มหาศาลที่ทับซ้อนอยู่นั่นเอง


เรื่อง : AYA IRRAWADEE


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top