Sunday, 19 July 2026
EECO

EECO ติดตามท่าเรือแหลมฉบัง ประชุมติดตามความก้าวหน้าท่าเรือ รายงานแผนขยายระยะเวลาก่อสร้าง ชมพื้นที่ก่อสร้างถมทะเลและสาธารณูปโภค พร้อมผลักดันเป็นท่าเรือมาตรฐานโลก

EECO ติดตามความก้าวหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบังฯ

พร้อมขับเคลื่อนตามแผนงาน ก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานระดับโลกในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 นายธาริศร์ อิสสระยั่งยืน รองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญา โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 1 อาคารบริหารท่าเรือแหลมฉบัง และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับทราบความก้าวหน้าการก่อสร้าง ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการลดผลกระทบของโครงการฯ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ  ได้มีการรายงานความก้าวหน้างานก่อสร้างส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล รวมถึงการรับทราบแผนงานและการขยายระยะเวลาดำเนินงาน ตลอดจนรายงานความคืบหน้างานก่อสร้างส่วนที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค พร้อมทั้งติดตามแผนบูรณาการงานก่อสร้าง การส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 และแนวทางควบคุมคุณภาพพื้นที่ท่าเทียบเรือ F2 ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด รวมทั้งได้รับทราบการดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องตามแผนพัฒนาท่าเรือฯ ให้ก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานโลก เพื่อรองรับและดึงดูดการลงทุนในพื้นที่อีอีซีต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารสัญญาฯ อาทิ นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นางสิริมา กีรตยาคม รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง นายชนภัทร วินยวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานวิชาการ นางสุภาภรณ์ เสนาลักษณ์  ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการร่วมลงทุน สกพอ. และผู้บริหารจาก บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (บริษัท GPC) ได้ร่วมกันติดตามความก้าวหน้าของการก่อสร้าง โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F โดยได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อตรวจเยี่ยมงานถมทะเลของโครงการฯ งานก่อสร้างท่าเทียบเรือ งานถนนและสะพาน และงานสาธารณูปโภค เป็นต้น

EECiti เดินหน้า!! EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin ดัน EECiti สู่เมืองอัจฉริยะระดับโลก รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงและประชากร 3.5 แสนคน ดึงทุนจีนร่วมศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน–เมืองอัจฉริยะ–นวัตกรรม

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) ขอนำส่งข่าวประชาสัมพันธ์ การลงนาม MOU ร่วมกับ บริษัทชั้นนำจากจีน เพือขับเคลื่อนโครงการ EECiti ดังเอกสารแนบ

EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology

ดึงบริษัทชั้นนำจีน สร้างโอกาสการลงทุนเมืองใหม่อัจฉริยะ (EECiti) ในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

(EECO) นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว และ Mr. Chen Yue International Investment Director บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ได้ร่วมพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุนในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) ระหว่าง EECO กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology โดยมีผู้บริหารจากประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นพยาน ณ ห้องประชุม Conference 1 – 2 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ 

 โดย MOU ฉบับนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และ บริษัท Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology Information Co., Ltd. ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเดินทางเยือนสาธารณประชาชนจีน

ของคณะผู้แทน EECO เพื่อจัดกิจกรรมความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำของจีน และลงนาม MOU เมื่อเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมดึงดูดนักลงทุนในโครงการ “EECiti” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ต่อไป 

ทั้งนี้ ข้อตกลงตามวัตถุประสงค์ของ MOU ดังกล่าว สะท้อนถึงความต้องการของบริษัท ที่จะดำเนินการศึกษาการคัดเลือกพื้นที่ และการจัดทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน เพื่อหาโอกาสการเข้าร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการ EECiti ซึ่งจะมุ่งเน้น 4 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรม (2) การร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค (3) การพัฒนาและก่อสร้างโครงการเมืองอัจฉริยะอย่างครบวงจร และ(4) การบริหารจัดการเมือง

สำหรับ โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการ รองรับการลงทุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมขั้นสูง และจะพัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ 1 ใน 10 ของโลก สามารถรองรับประชากรเข้าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประมาณ 350,000 แสนคน ในระยะเวลา 10 ปี ช่วยลดความแออัดในชุมชนเมือง เกิดการสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง พัฒนาให้เกิดแรงงานที่มีทักษะสูงและประชาชนมีรายได้สูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีมูลค่าการจ้างงานถึง 1.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2580

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

EECO เปิดเวทีระดมสมองวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ปักหมุดพื้นที่อีอีซี สู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค พร้อมพัฒนาระบบนิเวศครบวงจร

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดงานสัมมนา EEC Sectoral Deep Dive Forum 2026 ครั้งที่ 2 : เวทีเสวนายานยนต์แห่งอนาคต โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ดำเนินงานในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวเปิดงาน โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน รูปแบบการลงทุน และความต้องการกำลังคนทั่วโลก พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยและพื้นที่อีอีซี ในฐานะฐานการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ชั้นนำของภูมิภาค ผ่านการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนากำลังคน และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างเข้มแข็ง

ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EECO กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "อีอีซีกับการขับเคลื่อนไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก" ซึ่งได้นำเสนอทิศทางเชิงนโยบายและโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศไทย ท่ามกลางการปรับเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทานโลกและแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตภายใต้บริบท China+1 พร้อมเน้นย้ำว่า อีอีซีมีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค โดยอาศัยความแข็งแกร่งของฐานอุตสาหกรรมเดิม โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุนระดับโลก และการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาในหัวข้อ "บทเรียนความสำเร็จจากการลงทุน : การยกระดับอุตสาหกรรม

ยานยนต์ไฟฟ้าไทยผ่านการพัฒนาชิ้นส่วนในประเทศ" โดยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณประวิทย์ วิจิตรธนกูล ผู้จัดการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด คุณสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี

มอเตอร์-ซีพี จำกัด คุณวราจิต ยมเสถียรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จำกัด ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาได้สะท้อนมุมมองและประสบการณ์การลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ควบคู่กับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิม การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การพัฒนากำลังคน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
ในระยะยาว

รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อ "การสร้างระบบนิเวศสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในพื้นที่อีอีซี" ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และภาคการเงิน ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบยานยนต์เพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ไทย โดย คุณตรีพล บุณยะมาน รองผู้อำนวยการสถาบัน

ยานยนต์ การพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และการขับเคลื่อนอัจฉริยะ โดย ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และการเงินสีเขียวเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน

โดย Mr. Zheng Gang รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
ซึ่งนำเสนอกลไกสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ผ่านแนวทางการเงินที่สอดคล้องกับหลัก ESG

สำหรับการสัมมนาฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

EECO ปักหมุดเมืองใหม่ภาคตะวันออก!! เปิด Market Sounding ทดสอบความสนใจนักลงทุน 21 ก.ค.นี้ ชวนเอกชนลงทุน PPP กว่า 7.2 หมื่นล้าน มุ่งพัฒนา EECiti เป็นเมืองอัจฉริยะ เน้นยั่งยืน สะอาด เขียว และชาญฉลาด

EECO ดีเดย์ 21 ก.ค. นี้ เปิดเวที Market Sounding รับฟังความเห็นภาคเอกชนชั้นนำไทยและต่างชาติ

พร้อมเชิญชวนลงทุน PPP กว่า 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้า EECiti สู่เมืองน่าอยู่อัจฉริยะอย่างยั่งยืน  

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นี้ ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอแนะ และทดสอบความสนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ต่อแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลาง ภายใต้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) พร้อมเชิญชวนให้เอกชนลงทุนในรูปแบบการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในระยะถัดไป ซึ่งโครงการฯ จะมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 72,042 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคเอกชน หน่วยงานผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สนใจเข้าร่วมงานกว่า 100 ราย

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การจัด Market Sounding ครั้งนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการพัฒนาโครงการ EECiti ภายใต้แนวคิด Smart & Sustainable "LIVE-WORK-PLAY" City  ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับโลก และมุ่งพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้เป้าหมาย Net Zero รวมไปถึงการนำเสนอรายละเอียดเบื้องต้นของแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง ซึ่ง EECO อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมดำเนินการลงทุนในรูปแบบ PPP มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอข้อสังเกต ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน การจัดสรรความเสี่ยง แนวทางการบริการโครงการ และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดย EECO จะได้นำข้อมูลความคิดเห็นต่างๆ ไปปรับปรุงรายละเอียดของโครงการ และจัดทำเอกสารประกอบการคัดเลือกเอกชนให้มีความเหมาะสม เพื่อให้สามารถออกแบบโครงการ PPP ดังกล่าว ที่ตอบโจทย์ภาครัฐ และเอกชน สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยภายหลังการจัด Market Sounding ครั้งนี้ EECO จะเตรียมการเปิดคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งคาดว่าในปี 2571 จะสามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้ร่วมลงทุนแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคหลักในช่วงแรกทั้ง 10 ระบบดังกล่าวต่อไป 

สำหรับ การจัดสัมมนา Market Sounding เพื่อสร้างมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ EECiti ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้เบื้องต้นในการลงทุนพัฒนาโครงการ EECiti และจะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะที่รองรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการลงทุน การอยู่อาศัย และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในอนาคต

EECO ผนึก SCB ร่วมลงทุน!! เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงเงินทุน ยกระดับบริการครบวงจรในอีอีซี หนุนธุรกิจพร้อมรับการเติบโต เสริมศักยภาพแข่งขันประเทศ

EECO ผนึกกำลัง ธ.ไทยพาณิชย์ เชื่อมโยงนักลงทุนเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ยกระดับบริการทางการเงินครบวงจร จูงใจภาคธุรกิจลงทุนพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 15 ก.ค. 2569) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการส่งเสริมด้านเงินทุน บริการทางการเงินแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ณ ห้องประชุม Conference 1 สำนักงาน EECO กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เป็นการลงนาม MOU ร่วมกันระหว่าง ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO และ นายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยมีนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ EECO และ นายมนูญ ทองคำ Head of Regional Business Banking EEC 1 ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน
ความร่วมมือฯ ครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษในพื้นที่อีอีซี เข้าถึงแหล่งเงินทุน การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง และบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การให้คำปรึกษา และกิจกรรมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาครัฐและภาคการเงินในการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการจัดหาโซลูชันทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจบนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้านนายศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนในพื้นที่อีอีซี ด้วยบริการทางการเงินครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อ การระดมทุน การบริหารความเสี่ยง ธุรกรรมทางการเงิน และบริการที่ปรึกษาทางธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมกับ สกพอ. จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ตลอดจนจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างโอกาสการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ อีอีซี อย่างมีประสิทธิภาพ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top