Friday, 4 September 2026
DPU

‘ว.นานาชาติ มธบ.’ เปิดหลักสูตรจีนธุรกิจ ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้ พร้อมชู 4 จุดแข็ง ‘บุคลากร-คอมมูนิตี้-ทุนเรียนฟรี-พันธมิตรธุรกิจ’

วันที่ (25 พ.ค. 66) อาจารย์จุฑามาศ ลิมศุภนาค หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า ในโลกของการทำงานภาษานั้น นับเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งในการนำพาให้ประสบความสำเร็จในสายงานอาชีพ ปัจจุบันการใช้ภาษาจีนมีอัตราเติบโตมากขึ้น

เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดขยายไปทั่วทุกมุมโลก ทำให้ภาคธุรกิจต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านภาษาจีนมากขึ้นด้วย ดังนั้น การมีทักษะด้านภาษาจีนจึงเพิ่มโอกาสในการทำงานและได้เปรียบในการทำธุรกิจ รวมไปถึงเพิ่มความเป็นมืออาชีพอีกด้วย

หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เล็งเห็นความสำคัญของการผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนจึงออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ

โดยให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาจีนพร้อมกับบูรณาการความรู้เฉพาะทางในสาขาอาชีพต่าง ๆ ที่นักศึกษาจะได้นำเป็นความรู้ในการประกอบอาชีพตามความต้องการภายหลังจบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ภาษาจีนเพื่อธุรกิจสายการบิน ภาษาจีนเพื่อการค้าระหว่างประเทศ ภาษาจีนเพื่อการค้าออนไลน์ ภาษาจีนด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ ดังนั้น บัณฑิตที่จบออกไปจึงสามารถทำงานได้หลากหลายอาชีพ

อาจารย์จุฑามาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ DPU เปิดมานานกว่า 36 ปี โดยเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนในสาขานี้ นักศึกษาที่มาเรียนที่นี่จะได้เรียนกับอาจารย์ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศจีนโดยตรง ทั้ง ป.ตรี ป.โท ป.เอก ซึ่งอาจารย์จะมีความเข้าใจในโครงสร้างด้านวัฒนธรรม บริบทต่างๆ ตลอดจนการเติบโตของประเทศจีน โดยความรู้สำคัญที่จะส่งเสริมกับการเรียนภาษาเหล่านี้ก็นักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดควบคู่กับการเรียนรู้ไปด้วย เพราะเนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาชาวจีนจำนวนกว่า 3,000 คน ซึ่งนับเป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ นักศึกษาจะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางภาษากับเจ้าของภาษาโดยตรง ได้เรียนรู้การปรับตัวในการอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

อีกทั้งทุกปีนักศึกษายังมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาไปเรียนคอร์สระยะสั้นในช่วงซัมเมอร์ที่มหาวิทยาลัยของจีนซึ่งเป็นพันธมิตรกัน ขณะเดียวกันยังมีทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศจีนกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยจีนของเราอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยครุศาสตร์เทียนจิน มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง และยังมีสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล ซึ่งให้ทุนมาปีหนึ่งๆ จำนวนกว่า 20 ทุน ที่สำคัญนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่บริษัทที่เป็นพันธมิตรจะรับเข้าทำงานทันที

“หลักสูตรนี้ น้อง ๆ ที่ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนก็สามารถเรียนได้ เพราะก่อนจะเปิดเทอมเราจะปรับระดับภาษาจีนให้มีพื้นฐานก่อน และพอเปิดเรียนแล้วเราก็จับคู่บัดดี้ที่เป็นนักศึกษาจีนให้กับเขา เพื่อให้ได้ฝึกสื่อสารกับเจ้าของภาษาอยู่ตลอดเวลา นักศึกษาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ล้อมรอบไปด้วยเพื่อนคนจีน จะทำให้เขาคุ้นเคยกับเจ้าของภาษา กล้าที่จะสื่อสาร ทำให้สามารถสื่อสารภาษาจีนได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมีคลินิกภาษาจีนไว้คอยสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาจีนขอนักศึกษา โดย นักศึกษาสามารถเข้าไปฝึกฝนทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน หรือติวเพิ่มในส่วนที่เรียนไม่ทันหรือไม่เข้าใจได้ตลอด รวมไปถึงหลักสูตรยังสนับสนุนให้นักศึกษาในชั้นปีที่สูงขึ้นมีประสบการณ์การทำงานในด้านภาษา เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ทักษะจากการทำงานจริง ทั้งผ่านการฝึกงาน และการทำงาน Part Time ในสถานประกอบการต่าง ๆ เช่น การรับงานแปล พนักงานขายสินค้าให้ชาวจีน การเป็นล่ามฝึกหัด ซึ่งจะมีบริษัทติดต่อมาเข้ามาอยู่ตลอดเวลา

ทางหลักสูตรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จริงอีกด้วย ที่ผ่านมา Feedback และเสียงตอบรับจากผู้ประกอบการก็ดีมาก ทั้งยังแสดงความจำนงให้เราส่งนักศึกษาไปทำงานและฝึกงานอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น การเปิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ (EEC) ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งนักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเยอะมากขึ้น ยิ่งต้องการแรงงานที่สามารถใช้ภาษาไทย และภาษาจีนอีกด้วย” หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ กล่าว

อาจารย์จุฑามาศ กล่าวอีกว่า นอกจากทักษะด้านภาษาจีนแล้ว มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะในทุกด้าน โดยเฉพาะทักษะแรงงานที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราเรียกว่า DPU Core โดยทักษะเหล่านี้จะถูกฝึกฝนผ่านโครงงานที่เรียกว่า Capstone Project ซึ่งจะเป็นโครงการ ที่ให้นักศึกษาต่างคณะต่างสาขามาร่วมกันทำโครงงาน ซึ่งจะได้ฝึกทุกทักษะที่จำเป็นตั้งแต่ปี 1-2-3 ได้ฝึกลองผิด ลองถูก ในการทำธุรกิจซึ่งนักศึกษาจะได้ทั้งทักษะด้านภาษาจีนและทักษะการทำธุรกิจไปด้วย ที่ DPU จึงต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นตรงนี้ เราให้นักศึกษาฝึกการทำธุรกิจตั้งแต่ปี 1 และเข้มข้นขึ้นในทุกปี

“แรงงานที่พูดภาษาจีนได้นั้น ขาดแคลนจริง ๆ ผู้ประกอบการมักจะติดต่อมาอยู่เสมอๆ ขอให้ส่งนักศึกษาไปให้ตลอด นักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจที่จบอออกไป จึงเป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจมาก และระหว่างที่เรียนนักศึกษายังสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ล่าม แปลงาน ประสานงาน ขายสินค้าจากประเทศจีนหรือให้นักท่องเที่ยวชาวจีน หรือ ติวเตอร์ต่าง ๆ” อาจารย์จุฑามาศ กล่าวในตอนท้าย

สำหรับผู้สนใจหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
 

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพ ดัน Functional Food สู่เศรษฐกิจใหม่ 50 ทีมประชันเมนูสุขภาพในเวทีปรุงสุข คัด “5 จานเด่น” ต่อยอดอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต

DPU เปิดเวที “KITCHEN STAGE HACKATHON” ประชัน 50 เมนูสุขภาพในโครงการ “ปรุงสุข” ยกระดับอุตสาหกรรม Functional Food สู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันทำอาหารรอบ KITCHEN STAGE HACKATHON ในโครงการปรุงสุข โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 ทีมจาก 200 ทีม ร่วมรังสรรค์เมนูสุขภาพ ภายใต้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเฟ้นหายอดทีม “Top 30” และ “5 จานเด่น” สำหรับขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านเมนูสุขภาพสู่สังคมและธุรกิจในวงกว้าง โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้ง 10 ท่านร่วมตัดสิน

ผลปรากฏว่า ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกจนคว้ารางวัล "5 จานเด่น" ได้แก่ ทีม Carrot Labs, เสิร์ฟสุข, กล้วยเชื่อมใจ, มิสแกรนด์ปรุงสุข และ สุขใจได้ปรุง นอกจากนี้ ทั้ง 5 ทีมยังรวมกับทีมที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีก 25 ทีม เป็นกลุ่ม Top 30 ซึ่งได้รับเงินรางวัลสนับสนุนทีมละ 10,000 บาท พร้อมสิทธิ์การตีพิมพ์สูตรอาหารลงในหนังสือ Cookbook ของโครงการ ได้แก่ ทีม 4 หนุ่มแอนโท, ฝรั่งขี้นก, แตงกวาสายรุ้ง, แพงดิ๊ก, อะโวคาโด้บู้สบู้ส, มะเขือเทศราชินี, Morning P, Bijin Tomato, พริกแดงแกงร้อน, Flying Angel, ตู้กับข้าว, มะเขือเทศแด๊งแดง, Wellness Cuisine, มะม่วงเบา แต่ไม่เบา, ซูกินี, มันดีต่อใจ, คะน้าฮ่องกง, ปรุงรัก ปรุงสุข, Magic miracle, แตงกวาดอง, Beta Bright Pumpkin, กล้วยหักมุข, มะเขือเทศสีดา, ทองก้อน และ Eataholic

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันในรอบนี้ยังเต็มไปด้วยมิตรภาพ ความคึกคักและเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเยี่ยมชมและให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกทีมต้องนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและเทคนิคต่าง ๆ ตลอดการอบรม 6 เดือนมาประยุกต์ใช้ในการสร้างเมนูอาหาร Functional Food ที่อุดมด้วยสารอาหารตามธรรมชาติ หรือสารอาหารเฉพาะที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และช่วยลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะได้มากกว่าโภชนาการพื้นฐานทั่วไป ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาโครงสร้างเมนูอาหาร 6 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 2.องค์ประกอบสารอาหารและโภชนาการ 3.คุณค่าหลักของเมนู 4.การตอบโจทย์พฤติกรรมการกินอาหารสุขภาพ 5.ต้นทุนและโอกาสเชิงพาณิชย์ในการทำธุรกิจอาหารสุขภาพ และ 6.ความโดดเด่นของเมนูอาหารที่แตกต่างจากคู่แข่ง

พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากเชฟผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และผู้เชี่ยวชาญในวงการมาร่วมงาน ได้แก่ เชฟคิตตี้-เสาวกิจ ปรีเปรม, เชฟเปี๊ยก-วัชรพงษ์ เมฆผึ้ง, เชฟเจเรมี่ ซีเมี่ยน, เชฟแตง-จิตรลดา สิระชาดาพงศ์, เชฟเต้-จักรพรรดิ์ พจน์ชัยกุล, เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์, เชฟเชอร์รี-อนัญญวีร์ งามจิตสิทธิชัย, เชฟพิช-พิชญุตม์ เหมชาติวิรุฬห์ พร้อมด้วย คุณฝน-กฤดิ์ชนา หุตะแพทย์ และ อาจารย์ฟิล์ม-ดร.กฤชมงคล กมลสุวรรณ มาร่วมให้คะแนนและคัดเลือกผลงานอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนจากรสชาติความกลมกล่อม ความคิดสร้างสรรค์ การจัดจานและการนำเสนอ ข้อมูลทางโภชนาการ และศักยภาพเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ ในงานช่วงเช้าของโครงการยังมีการจัดบรรยายพิเศษโดย เชฟเคนท์-วัชรวีร์ วิเสทโภชนาทิพย์ ในหัวข้อ “อาหารเป็นยา” พร้อมทั้งเล่าถึงเกร็ดประสบการณ์ส่วนตัวในอดีตที่เคยคิดจะหันหลังให้กับอาชีพเชฟ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับคืนสู่เส้นทางนี้เพราะตระหนักถึงคุณค่าของวัตถุดิบและอาหารที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องร่างกายช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพ พร้อมสาธิตการทำเมนูสุขภาพอย่าง “บวดเผือกมะพร้าวอ่อน” ให้แก่ผู้เข้าอบรมอย่างใกล้ชิด

ทางด้าน ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ขับเคลื่อนโครงการ Thailand Skill Bridge ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความคาดหวังในการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่าอาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ และโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการให้สามารถนำเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์อาหารมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต

“อาหารไทยมีจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นเอกลักษณ์ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การประกวดทำอาหารสุขภาพ แต่คือการบ่มเพาะศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหารและเทคโนโลยีมาแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็น Functional Food ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่การแข่งขันใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพของไทยในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของโครงการ พร้อมทั้งได้ประกาศข่าวดีเรื่องการนำผลงานจากเมนูสุขภาพทั้ง 50 เมนูของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบ 50 ทีมสุดท้ายไปจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม Cook Book นอกจากนี้ยังมีแผนต่อยอดนำผลงานของผู้เข้าแข่งขันไปสู่กิจกรรม Chef’s Table ในอนาคต เพื่อเปิดเวทีระดับมืออาชีพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

“ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาของการอบรม เราได้เห็นความมุ่งมั่นและการเติบโตของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ซึ่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไม่หยุดพัฒนาอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ออกสู่สังคม โดยหลังจากนี้ ทั้ง 50 เมนูสุขภาพที่รังสรรค์ขึ้นในรอบนี้ จะถูกรวบรวมและจัดพิมพ์เป็นหนังสือ Cook Book เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ DPU ยังมีแผนจัดกิจกรรม Chef’s Table ในอนาคตอันใกล้ เพื่อนำเมนูเด่นเหล่านี้มาเสิร์ฟจริงในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นการสร้างเวทีระดับมืออาชีพและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการในโครงการ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top