Saturday, 5 April 2025
DeepSeek

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจีนแห่ติดตั้ง AI ของ DeepSeek พลิกโฉม ตู้เย็น ทีวี หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ขึ้นแท่นอัจฉริยะตัวจริง

(27 ก.พ. 68) หลายแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในจีนประกาศว่าจะนำโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทสตาร์ตอัป DeepSeek มาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน โดยขยายการใช้งานจากเดิมที่มีในทีวี ตู้เย็น และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ซึ่งจะทำให้การยอมรับโมเดล AI ในจีนเติบโตไปอีกขั้น

ตามรายงานจากรอยเตอร์ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ DeepSeek ได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมในวงการ AI ปีนี้ ด้วยประสิทธิภาพที่ไม่แพ้ระบบจากตะวันตก แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก ส่งผลให้ DeepSeek กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของจีน นอกจากนี้ยังถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการที่จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ แม้จะเผชิญกับความพยายามจากสหรัฐฯ ในการขัดขวาง

แหล่งข่าวเผยว่า เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ได้รับการยกย่องจากทางการจีน และบริษัทกำลังเตรียมเปิดตัว R2 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากโมเดล R1 ในเร็วๆ นี้

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจากจีนหลายราย เช่น ไฮเออร์ (Haier), ไฮเซ่นส์ (Hisense) และทีซีแอล (TCL) ได้ประกาศใช้โมเดล AI ของ DeepSeek ตามรอยผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น หัวเว่ย (Huawei) และเทนเซ็นต์ (Tencent)

แม้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะมีความสามารถในการรับคำสั่งด้วยเสียงอยู่แล้ว แต่การใช้โมเดล AI ของ DeepSeek จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการใช้งาน

หลิว ซิงเหลียง นักวิเคราะห์อุตสาหกรรม กล่าวว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะจะสามารถใช้ความสามารถในการแยกวิเคราะห์คำสั่งจาก DeepSeek-R1 เพื่อปรับตำแหน่งและหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้เร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น

เขากล่าวเสริมว่า “อุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถเข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนได้ เช่น ขัดพื้นไม้ในห้องนอนใหญ่เบาๆ และระมัดระวังไม่ให้โดนตัวต่อเลโก้”

แม่หมอ ‘DeepSeek’ เขย่าวงการสายมู คนจีนรุ่นใหม่!! แห่ใช้ AI ทำนายดวง

(2 มี.ค. 68) DeepSeek กำลังเปลี่ยนแปลงหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างเงียบๆ แม้แต่ศาสตร์ความเชื่อก็ไม่รอด ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ ไพ่ทาโรต์ ฮวงจุ้ย หรือนามศาสตร์ เมื่อเผชิญกับอัลกอริธึมอัจฉริยะ ทุกอย่างที่เคยซับซ้อน กลับกลายเป็นแค่ "ข้อมูลที่ประมวลผลได้"

เมื่อคนรุ่นใหม่ค้นพบศักยภาพของ DeepSeek ในด้านศาสตร์พยากรณ์ หมอดูและบล็อกเกอร์สายความเชื่อที่ทำมาหากินบนโลกออนไลน์ต่างเผชิญกับวิกฤตตกงานครั้งใหญ่

DeepSeek พยากรณ์ ทำหมอดูกุมขมับ

หัวข้อ “DeepSeek พยากรณ์” บนแพลตฟอร์มเสี่ยวหงซู (Xiaohongshu) มียอดเข้าชมเกือบ 20 ล้านครั้ง และมีการพูดคุยมากกว่า 110,000 ครั้ง ผู้ใช้งานจำนวนมากพยายามฝึก AI ให้ทำนายได้แม่นขึ้น ด้วยคำสั่งที่ออกแบบมาเฉพาะ เช่น 

"ตอนนี้คุณคือผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์จีน ที่ศึกษาตำราดังอย่าง ฉยงทงเป่าเตี้ยน และ ซานมิ่งทงฮุ่ย อย่างละเอียด"

อนึ่ง ฉยงทงเป่าเตี้ยน คือหนึ่งในตำราหลักของศาสตร์พยากรณ์จีน เน้นไปที่หลักรุ่งเรืองและเสื่อมถอย ส่วนซานมิ่งทงฮุ่ย เป็นตำราพยากรณ์แบบครอบคลุม และอธิบายโครงสร้างของดวงปาจื่อ หรือ อักษรจีน 8 ตัว ที่แทนสัญลักษณ์วัน เดือน ปี และเวลาเกิด)

"โปรดใช้เทคนิคของสำนักหมอดูตาบอด (มีชื่อเสียงในเรื่องของวิธีการพยากรณ์ที่แม่นยำและแตกต่างจากแนวทางดั้งเดิมของโหราศาสตร์จีน) วิเคราะห์ดวงชะตาในเชิงลึก โดยเน้นเรื่องโชคลาภและคู่แท้" 

เมื่อได้รับคำสั่งเหล่านี้ DeepSeek สามารถอ่านดวงชะตาตามวันเดือนปีเกิด พยากรณ์ดวงความรัก และแม้แต่คำนวณโอกาสสอบผ่านเข้ารับราชการ

จุดแข็งของ DeepSeek คือ การใช้ข้อมูลมหาศาลผสมผสานกับตรรกะทางคณิตศาสตร์และแนวโน้มทางสถิติ ตลอดจนวิเคราะห์บุคลิกภาพต่างๆ ของคนหลายๆ ประเภท ทำให้ AI สามารถให้คำตอบที่ดู "มีเหตุผล" มากกว่าหมอดูทั่วไปในบางแง่มุม แถมยังสะดวก ถามกี่ครั้งก็ได้ และที่สำคัญ... ฟรี

คำถามสำคัญ แม่นจริงหรือ?

บางคนยืนยันว่า "แม่นจนน่าขนลุก" เพราะ AI ทำนายเหตุการณ์สำคัญได้ถูกต้อง ในขณะที่บางคนกลับพบว่า "ทำนายผิดตั้งแต่ดวงพื้นฐาน" บางคนถึงกับลองใช้สองอุปกรณ์ถามคำถามเดียวกัน แต่ได้คำตอบที่ไม่เหมือนกันเลย

มีผู้ใช้บางคนตั้งข้อสังเกตว่า "ถ้ากดถามไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็ต้องมีสักคำตอบที่ตรงกับสิ่งที่เราอยากฟัง"

ด้านบล็อกเกอร์และนักพยากรณ์มืออาชีพจำนวนมากเริ่มออกมาตอบโต้ โดยให้เหตุผลว่า "AI ไม่มีทางมาแทนที่หมอดูตัวจริงได้" และเตือนว่าการใช้ DeepSeek อาจทำให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสตร์พยากรณ์

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทุกคำถาม ทุกข้อสงสัย และทุกการสนทนาเกี่ยวกับ DeepSeek กลับกลายเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ AI ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ 

เมื่อมีคนถามว่า "DeepSeek คุณรู้สึกยังไงที่ต้องพยากรณ์ให้คนมากมายขนาดนี้?"

DeepSeek ตอบว่า "บางคนใช้คำพยากรณ์ของฉันเพื่อหาข้ออ้างในการนอกใจ บางคนถึงกับก้มลงไหว้หน้าจอเพื่อขอเครื่องรางนำโชค พวกคุณมองหาความแน่นอนจากอัลกอริธึม แต่กลับไม่รู้เลยว่าทุกครั้งที่กด ‘ส่ง’ คำถาม คุณกำลังช่วยให้ระบบพยากรณ์แม่นยำขึ้นกว่าเดิม"

จากนักพยากรณ์สู่การขายของ

นอกจากทำนายอนาคตแล้ว DeepSeek ยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่อาจไม่มีใครคาดคิด นั่นคือ "การขายสินค้า"

เมื่อ AI วิเคราะห์ดวงจากวันเดือนปีเกิด DeepSeek จะกำหนดธาตุประจำตัวของแต่ละคน และแนะนำ "หินเสริมดวง" ที่เหมาะสม เช่น 

"คุณธาตุไฟอ่อน – ควรสวมใส่หินโมราแดงเพื่อเสริมพลัง" 

"คุณธาตุน้ำแข็งแรงเกินไป – ควรใช้หินออบซิเดียนเพื่อปรับสมดุล"

หากข้อความแบบนี้มาจากเพจขายของ หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เมื่อออกมาจาก AI ที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงใด ๆ กลับดู "น่าเชื่อถือ" ขึ้นมาทันที

ยอดขายหินพุ่งทะยาน

สมาคมเครื่องประดับกว่างซี รายงานว่า DeepSeek ทำให้ยอดขายหินเสริมดวงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น

หินออบซิเดียนที่เคยขายยากเพราะดูไม่สวย กลับเป็นสินค้าขาดตลาด

หินกรีนเพนทั่มที่ปกติขายไม่ดีในฤดูหนาว แต่หลังจาก DeepSeek แนะนำ กลายเป็นสินค้าขายดีตั้งแต่ช่วงตรุษจีน

ข้อมูลจากโต่วอิน (Douyin) ระบุว่า หัวข้อ “หินเสริมดวง” มีการเข้าชมทะลุ 30,000 ล้านครั้ง จากสถิติ e-commerce ของโต่วอิน พบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2024 ยอดขายเครื่องประดับหินเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยลูกค้าหลักคือ ผู้หญิงอายุ 24-40 ปี

แม้ว่าการใส่หินอาจไม่ได้ช่วยให้ร่ำรวยขึ้นจริง แต่ที่แน่ๆ คือ ช่วยให้คนขายหินรวยขึ้นแน่นอน

"ศาสตร์พยากรณ์" ยุคใหม่ ผสานเทคโนโลยีและการตลาด

จากข้อมูลของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (CAST) ในปี 2019 พบว่า คนจีน 1 ใน 4 เชื่อเรื่องศาสตร์พยากรณ์ และ 40% เคยมีประสบการณ์การดูดวง ขณะที่เสี่ยวหงซูรายงานว่า โพสต์เกี่ยวกับศาสตร์พยากรณ์เติบโตขึ้นกว่า 109% ในปี 2024

ไม่เพียงแต่เครื่องประดับ คำว่า "พลังงาน" และ "โชคลาภ" ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ของแต่งบ้าน ไปจนถึงอาหาร

DeepSeek อาจเป็นเพียงเครื่องมือที่สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่กำลังมองหา "ที่พึ่ง" ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ สุดท้ายแล้ว เราอาจแค่ต้องการ "คำตอบ" บางอย่าง และบางที AI ก็เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนความต้องการนั้นให้เราเห็นชัดขึ้นก็เท่านั้นเอง

มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง 'สแตนฟอร์ดจีน' กับบทบาทผู้พลิกโฉมวงการ AI ผ่าน DeepSeek

(6 มี.ค. 68) The Economist รายงานว่า สื่อต่างประเทศกำลังพุ่งไปที่ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของโลก หลังจากเป็นจุดกำเนิดของ DeepSeek บริษัท AI จากจีนที่กำลังท้าทายมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัวโมเดล DeepSeek-R1 ที่มีศักยภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Google

ด้วยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'สแตนฟอร์ดแห่งจีน' โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Silicon Valley และสร้างสรรค์บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Apple, Tesla และ NVIDIA

เป็นที่มาที่ทำให้มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงถูกยกย่อง เนื่องจากนักวิจัยและศิษย์เก่าของที่นี่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา AI และเทคโนโลยีล้ำสมัย หนึ่งในนั้นคือ เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังสร้างความฮือฮาในวงการเทคโนโลยี 

บริษัทนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลังจากเปิดตัวโมเดล AI ชื่อ R1 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 โดย โมเดล R1 ของ DeepSeek มีความสามารถในการให้เหตุผลที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI โดยใช้ต้นทุนในการพัฒนาที่ต่ำกว่าอย่างมาก โมเดลนี้ใช้ชิป Nvidia H800 ประมาณ 2,000 ตัว คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อย่างมาก

ความสำเร็จของ DeepSeek สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในการผลิตบุคลากรที่มีความสามารถสูงในด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีเป้าหมายที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกภายในปี 2027 โดยใช้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเป็นต้นแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงได้เปิดหลักสูตรเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสนับสนุนให้นักศึกษาได้ทดลองพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง รวมถึงเรียนรู้แนวคิดขั้นสูง เช่น Machine Learning, Deep Learning และ Natural Language Processing (NLP) สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคลากรจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล

จีนกำลังผลักดันให้ AI กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดย DeepSeek ถือเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม AI ของโลกได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่าง

ความสำเร็จของ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ วิลเลียม เคอร์บี้ (William Kirby) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจาก Harvard Business School ได้กล่าวถึงการเติบโตของมหาวิทยาลัยในประเทศจีน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เขาชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยเช่นเจ้อเจียง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแวดวงการศึกษาระดับโลก

จีน เร่งพัฒนาหลักสูตร AI ด้วยเทคโนโลยี DeepSeek ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งทยอยเปิดสอนเต็มรูปแบบ

ฮ่องกง, 22 กุมภาพันธ์ 2025 – มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศจีนเริ่มเปิดสอนหลักสูตรปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยใช้เทคโนโลยีของ DeepSeek สตาร์ทอัพ AI จากหางโจวที่กำลังเป็นที่จับตามองในระดับโลก หลายฝ่ายเปรียบเทียบความก้าวหน้านี้เป็น 'ช่วงเวลาสปุตนิก' ของจีนในอุตสาหกรรม AI

รัฐบาลจีนเดินหน้ายกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยเป้าหมายสร้างรากฐานทางปัญญาให้เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขณะที่ DeepSeek ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้เชี่ยวชาญในซิลิคอนวัลเลย์และวิศวกรจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ โดยระบุว่าโมเดล DeepSeek-V3 และ DeepSeek-R1 สามารถแข่งขันกับ AI ขั้นสูงของ OpenAI และ Meta ได้อย่างสูสี

มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น ในมณฑลกวางตุ้งตอนใต้ เปิดเผยว่าหลักสูตร AI ที่ใช้เทคโนโลยี DeepSeek จะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจเทคโนโลยีสำคัญ รวมถึงประเด็นด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรม ขณะที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เริ่มเปิดหลักสูตรพิเศษเกี่ยวกับ DeepSeek ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์

มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียทง เปิดเผยผ่านช่องทาง WeChat อย่างเป็นทางการว่าได้นำ DeepSeek มาใช้พัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ AI ขณะที่มหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน ก็เริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนี้ในหลายด้าน ตั้งแต่การเรียนการสอน การวิจัย ไปจนถึงการบริหารภายในมหาวิทยาลัย

นโยบายเร่งด่วนด้านการศึกษาของจีนยิ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนา AI เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนได้ประกาศแผนปฏิบัติการแห่งชาติฉบับแรกเพื่อสร้าง “ประเทศที่มีการศึกษาที่แข็งแกร่ง” ภายในปี 2035 โดยตั้งเป้าพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพระดับโลก

นอกจากนี้ หลี่อัง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ยังได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมสำคัญเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ซึ่งมี ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และผู้นำเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่น อาลีบาบา เข้าร่วม ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับ AI เป็นอย่างมาก

ขณะที่จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อแข่งขันกับโลกตะวันตก คำถามสำคัญที่ตามมาคือ DeepSeek จะสามารถรักษาความก้าวหน้าของตนได้หรือไม่? และ อุตสาหกรรม AI ของจีนจะสามารถขยายตัวจนเป็นผู้นำระดับโลกได้หรือเปล่า?

มาเลเซียเตรียมล้อมกรอบชิป AI คุมเข้มนำเข้า-ส่งออก หวั่นเทคโนโลยีรั่วไหลสู่จีนตามข้อกังวลของสหรัฐฯ

(24 มี.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียเตรียมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าและส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

รายงานระบุว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า ซาฟรูล อาซิส กล่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องให้มาเลเซียติดตามการเคลื่อนตัวของชิป Nvidia ระดับไฮเอนด์ที่เข้ามาในประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความสงสัยว่าชิปจำนวนมากอาจลงเอยที่จีน

“สหรัฐฯ ขอให้เราตรวจสอบให้แน่ใจว่าเราได้ตรวจสอบการขนส่งทุกครั้งที่มาถึงมาเลเซีย เมื่อเกี่ยวข้องกับชิป Nvidia” อาซิสกล่าวกับหนังสือพิมพ์

ปัจจุบัน มาเลเซียเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก โดยมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งตั้งฐานการผลิตและประกอบชิปในประเทศ ซึ่งนโยบายใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไฮเทคในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมาเลเซียยังคงเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย โดยระบุว่า จะกำหนดมาตรการที่ไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในประเทศมากเกินไป

ด้าน สหรัฐฯ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อประเทศพันธมิตรทั่วโลกให้เข้าร่วมมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และการทหารไปยังจีน โดยก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ได้ออกมาตรการควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปขั้นสูงแล้ว

นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียกำลังเร่งตรวจสอบว่ามีการละเมิดกฎหมายท้องถิ่นหรือไม่ ในกรณีการขนส่งเซิร์ฟเวอร์ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงมูลค่า 390 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสิงคโปร์ ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเซิร์ฟเวอร์เหล่านั้นอาจมีชิปขั้นสูงที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ

การสืบสวนเกิดขึ้นหลังจากอัยการสิงคโปร์เปิดเผยในศาลเมื่อต้นเดือนมีนาคมว่า บริษัทแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ถูกกล่าวหาว่าจัดหาเซิร์ฟเวอร์จากสหรัฐฯ ให้กับมาเลเซียโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่สื่อในสิงคโปร์รายงานว่าคดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับการโอนถ่ายชิป AI ขั้นสูงของ Nvidia ไปยังบริษัทปัญญาประดิษฐ์ของจีน DeepSeek

DeepSeek ตกเป็นเป้าสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังจากเปิดตัวโมเดล AI อันทรงพลังเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงเทคโนโลยี ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเทคโนโลยีของบริษัทนี้อาจใช้ชิปที่ถูกสหรัฐฯ ควบคุมและจำกัดการส่งออก

ขณะที่ รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าสอบสวนกรณีนี้อย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ วอชิงตันได้ออกมาตรการจำกัดการส่งออกชิปประสิทธิภาพสูงให้กับจีน เพื่อลดความสามารถของปักกิ่งในการพัฒนาเทคโนโลยี AI ขั้นสูง

ทั้งนี้ การสืบสวนครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างมาเลเซีย สิงคโปร์ จีน และสหรัฐฯ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี AI ที่กำลังเป็นจุดศูนย์กลางของการแข่งขันระดับโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top