Friday, 5 June 2026
CleanEnergy

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทุกวันนี้ชนทุนพลังงานเพื่อประโยชน์ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เคลียร์ชัดปมซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ย้ำไม่ได้มาเล่นการเมือง แต่เน้นทำงานแก้ปัญหาประชาชน หนุนใช้พลังงานทางเลือกสร้างรายได้ให้คนไทย เพิ่มความมั่นคงชุมชน

เมื่อวานนี้ (31 ก.ค.68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้ถามสดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับแนวทางการลดค่าไฟ และการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดกำลังการผลิต 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ โดยชี้แจงว่า การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวทั้ง 2 รอบ ไม่ได้เกิดจากมติของรัฐบาลชุดปัจจุบัน  แต่ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลปัจจุบันกำลังเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่า อำนาจต่าง ๆ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งแม้จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแต่ก็ต้องอาศัยมติและความเห็นจากคณะกรรมการในที่ประชุมซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมด้วย รวมทั้งตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นในเชิงกฎหมาย และเมื่อที่ประชุมมีมติแล้ว ก็ต้องดำเนินการไปตามมติดังกล่าว อย่างไรก็ดี แม้ปัญหาไม่ได้เกิดจากรัฐบาลปัจจุบันแต่รัฐบาลปัจจุบันกำลังพยายามแก้ไข โดยมีมติ กพช. ชะลอการลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าข้างต้น และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเจรจาปรับลดราคาการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว โดยใช้ราคาล่าสุดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นฐานอ้างอิงในการเจรจา 

วันนี้สามการไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพราะต้องปฏิบัติตามมติ กพช. โดยตนยินดีให้มีการตรวจสอบในทุกขั้นตอนและพร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นแก่นายทุนหรือทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ และตลอดเวลาที่ผ่านมาตนก็ได้พยายามแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน และมาตรการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าไฟให้พี่น้องประชาชนนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า(PDP) ซึ่งขณะนี้กำลังจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ ในแผนดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดมาเป็นลำดับแรก ซึ่งพลังงานดังกล่าวมาได้จากหลากหลายแห่ง โดยเฉพาะจากเศษวัสดุเหลือใช้ซึ่งตนมุ่งเน้นไปที่การสร้างความรู้ให้ประชาชนนำเศษวัสดุทางการเกษตรหรือวัสดุที่เหลือใช้ในพื้นที่มาผลิตเป็นไฟฟ้า โดยต้องมาคำนวณว่า ในแต่ละปีประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าในรูปแบบดังกล่าวได้เท่าใด ส่วนที่เหลือจึงไปใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้า และนอกจากการมุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าในภาคประชาชนแล้ว ตนยังมุ่งหวังให้มีโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนและช่วยสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของภาคประชาชนได้ต่อไป

นายพีระพันธุ์ยังกล่าวแสดงความคาดหวังว่า คณะกรรมการจัดทำแผน PDP ชุดใหม่ จะนำแนวนโยบายนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส มีอิสระโดยแท้จริง พร้อมย้ำด้วยว่า ตนไม่ได้เข้ามาเล่นการเมือง แต่เข้ามาเพื่อตั้งใจทำงานและแก้ปัญหาให้คนไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมติหรือปัญหาด้านพลังงานที่เกิดช่วงก่อนปี 2567 นั้น ตนและพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงาน เพราะในขณะนั้นช่วงท้ายรัฐบาลตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีภารกิจหน้าที่คนละอย่างกัน และยังไม่มีพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมรัฐบาลในขณะนั้นด้วย พร้อมกล่าวว่า ตั้งแต่ที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมา ชัดเจนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำให้ไม่ถูกใจนายทุน

‘กรมธนารักษ์’ จับมือ กองทัพเรือ เปิดตัว Clean Energy นำร่องพลิกที่ราชพัสดุเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาด

กรมธนารักษ์-กองทัพเรือ จับมือเดินหน้า 'Clean Energy' ใช้ที่ราชพัสดุต้นแบบผลิตไฟฟ้าสะอาด หนุนเป้าหมาย Net Zero 2608

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ 'Clean Energy' พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการจัดทำต้นแบบการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ราชการ โดยมีพลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าร่วมลงนาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการพลังของทั้ง 2 หน่วยงาน

เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาด และสะท้อนเจตนารมณ์ของกรมธนารักษ์ในการยกระดับที่ราชพัสดุจาก 'สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม' ให้กลายเป็น 'สินทรัพย์แห่งอนาคต' ยกระดับ 'ที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์' สู่ 'ที่ราชพัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม' ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ผ่านนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดในหลายมิติ

นายเอกนิติกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายนี้ กรมธนารักษ์จึงพลิกบทบาทของที่ราชพัสดุซึ่งเคยถูกมองข้าม ว่าไม่มีประโยชน์ เช่น หลังคาบนอาคารราชพัสดุ หรือที่ราชพัสดุที่เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้กลายเป็นฐานพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยยกเว้น หรือลด ค่าเช่าและค่าแรกเข้าในการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในที่ราชพัสดุ ใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ บนหลังคา (Solar Rooftop) บนพื้นดิน (Solar Farm) และบนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อส่งเสริมให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ เอกชน มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งจะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาครัฐ แต่ยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน สร้างรายได้จากที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับคืนสู่รัฐ และที่สำคัญที่สุดคือ การวางรากฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หลักเกณฑ์การขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาดโครงการ Clean Energy กรมธนารักษ์ได้กำหนด “หลักเกณฑ์กลางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” สำหรับหน่วยงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ Clean Energy โดยเปิดโอกาสให้นำที่ราชพัสดุมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. ส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น – จะได้รับการยกเว้นค่าตอบแทนทั้งหมด หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในทางราชการ แต่หน่วยงานต้องรายงานผลการติดตั้งให้กรมธนารักษ์ทราบเมื่อแล้วเสร็จ

2. หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ – จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มเช่นเดียวกัน หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงานของรัฐ แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ

3. รัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ผลิตหรือจำหน่ายไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) – หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม โดยต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ แต่หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบ กรมธนารักษ์จะผ่อนปรนค่าเช่าในอัตราต่ำสุด เช่น Solar Rooftop เก็บค่าเช่าเพียง 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar คิดค่าเช่าที่ดินเพียง 0.75% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงถึง 75% จากอัตราปกติ

4. ผู้เช่าเอกชน – กรณีติดตั้งเพื่อใช้ไฟเองภายในครัวเรือน (ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์) หรือใช้ในกิจการตามกฎหมายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อน หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบจะต้องเช่าเพิ่มในอัตราผ่อนปรน โดย Solar Rooftop คิดค่าเช่า 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาทต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar จะเก็บค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงถึง 50% จากอัตราปกติ

5. การเปิดประมูลจัดให้เช่าใหม่ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กรมธนารักษ์จะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนโครงการ Solar Farm หรือ Floating Solar โดยกำหนดค่าแรกเข้า 0.5% ของมูลค่าที่ดินตามจำนวนปีที่เช่า และค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี (ลดลงครึ่งหนึ่งจากอัตราปกติ)

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำประกันความเสียหายเฉพาะพื้นที่ติดตั้งเพื่อคุ้มครองกรณีเกิดอัคคีภัยและเหตุทั้งปวง และต้องรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกต่อกรมธนารักษ์ทุกปี เพื่อให้สามารถรวบรวมและรายงานเป็นภาพรวมของที่ราชพัสดุต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหากเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จะต้องแบ่งปันคาร์บอนเครดิต 5% ให้เป็นรายได้แผ่นดินผ่านกรมธนารักษ์ด้วย จับมือกองทัพเรือต้นแบบการใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาด

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับกองทัพเรือ นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการนำร่อง ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกองทัพเรือให้กลายเป็นต้นแบบพลังงานสะอาดของประเทศไทย โดยเริ่มจากโครงการ Floating Solar ที่กรมอู่ทหารเรือ ก่อนจะขยายผลสู่พื้นที่อีก 6 แห่ง

อาทิ ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ศูนย์ฝึกทหารใหม่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กองการบินทหารเรือ และกองเรือฟรีเกตที่ 1 รวมกำลังการผลิตพลังงานกว่า 42,000 kWp เมื่อโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของกองทัพเรือได้กว่า 20% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 63,000 ตันต่อปี นี่ไม่เพียงเป็นการลดภาระงบประมาณ แต่ยังเป็นพลังสะอาดที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

และที่สำคัญคือการสร้าง “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ที่หน่วยงานอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต เปลี่ยนพื้นที่ที่ถูกมองข้าม ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero โครงการ Clean Energy คือภาพสะท้อนบทบาทใหม่ของกรมธนารักษ์ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่พร้อมก้าวขึ้นเป็นกลไกขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ ผ่านการสร้างมูลค่าและคุณค่าใหม่จากที่ราชพัสดุ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคม

“Clean Energy ไม่ได้เป็นแค่โครงการด้านพลังงานเท่านั้น แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของที่ราชพัสดุ ที่จะถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ให้กลับมามีพลัง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top