Thursday, 4 June 2026
ChatGPT

จีนเดินเกมใหญ่!! ปั้นหุ่นยนต์มนุษย์ยุคใหม่ ตั้งเป้าให้ฉลาดระดับ ChatGPT โดยมีบิ๊กเทคฯ Xiaomi–Huawei–Baidu ร่วมปั้นให้กลายเป็นแรงงานหลักในอนาคต

(25 พ.ย. 68) หวัง ซิงซิง (Wang Xingxing) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Unitree Robotics ระบุในเวทีประชุมเศรษฐกิจนานาชาติหงเฉียว ที่นครเซี่ยงไฮ้ ว่า “โมเมนต์ ChatGPT” สำหรับวงการหุ่นยนต์มนุษย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อหุ่นยนต์สามารถทำงานได้ราว 80% ตามคำสั่งที่คนพูดหรือพิมพ์ให้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่คุ้นเคย นั่นจึงจะนับว่าเป็นการแจ้งเกิดของ “ปัญญาประดิษฐ์ในร่างหุ่นยนต์” อย่างแท้จริง

เขาเสริมว่า หากใครทำได้ถึงจุดนี้ในปีหน้า หรือปีถัดไป ก็แทบจะการันตีว่าขึ้นนำโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ในหุ่นยนต์ทันที โดยงานเสวนาครั้งนี้ได้รวมตัวผู้ประกอบการ นักวิทยาศาสตร์ และผู้กำหนดนโยบายด้านเอไอและหุ่นยนต์จากจีนและต่างประเทศกว่า 10 ราย รวมถึงบริษัทชั้นนำอย่าง UBTECH และศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ระดับชาติและท้องถิ่น

หวัง ซิงซิง เผยด้วยว่า Unitree ได้อัปเกรดอัลกอริทึมให้หุ่นยนต์เคลื่อนไหวคล่องตัวขึ้น และสามารถลุกขึ้นยืนได้เองไม่ว่าจะล้มในรูปแบบใด เขาเชื่อว่าในอนาคต “ความทรงตัวและลุกขึ้นได้” จะกลายเป็นสเปกพื้นฐานของหุ่นยนต์มนุษย์ทุกตัว พร้อมคาดการณ์ว่าธุรกิจหุ่นยนต์อัจฉริยะในจีนโดยเฉลี่ยจะโต 50–100% ในปีนี้ ซึ่งหลายฝ่ายยกให้ปีนี้เป็น “ปีแรกของหุ่นยนต์มนุษย์”

ฝั่งนักวิชาการ เจิ้ง เฟิง ประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์มนุษย์แห่งจีน ระบุว่าหุ่นยนต์มนุษย์กำลังถูกนำมาใช้ในงานผลิตและชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพเปลี่ยนโฉมโครงสร้างอุตสาหกรรมและสังคม ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ระบุว่าตลาดหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ของจีนอาจแตะ 870,000 ล้านหยวนภายในปี 2030 และทั่วโลกอาจโตได้ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งภายในปี 2050 โลกจะมีหุ่นยนต์มนุษย์ใช้งานมากกว่าพันล้านตัว โดยจีนถูกมองว่าจะเป็นตลาดใหญ่สุด ตามด้วยสหรัฐฯ

เจียง เล่ย หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์มนุษย์ บอกว่าทุกวันนี้เราเริ่มคุ้นเคยกับหุ่นยนต์ที่เดินอยู่ในห้าง งานคอนเสิร์ต หรือแม้แต่โชว์ในกาล่าตรุษจีนแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่ด้านอารมณ์และความบันเทิง มากกว่าจะสร้าง “ผลงาน” ในเชิงประสิทธิภาพจริง ๆ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมของจีนอย่าง เหยา เจีย ชี้ว่าถึงเวลาโฟกัสมุมปฏิบัติได้จริง เพื่อให้วงการหุ่นยนต์เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ขณะที่ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นตรงกันคือ “มาตรฐานข้อมูล” หวัง เสี้ยวกัง ผู้ร่วมก่อตั้งและ CTO (Chief Technology Officer) ของ SenseTime เปรียบการพัฒนาหุ่นยนต์มนุษย์กับรถยนต์พลังงานใหม่ โดยยกตัวอย่างว่า รถเทสลา (Tesla) หลายล้านคันใช้เซนเซอร์และรูปแบบเก็บข้อมูลแบบเดียวกัน ทำให้ได้ข้อมูลจำนวนมหาศาลมาพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ เขามองว่าหุ่นยนต์ก็ควรมีมาตรฐานรูปแบบข้อมูล ฉากการใช้งาน และดีไซน์อ้างอิงร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนและเร่งนวัตกรรม

เลิ่ง เสี้ยวกุน ประธาน Leju Robotics เสริมว่า หากแต่ละบริษัทเก็บข้อมูลคนละรูปแบบ การสร้างโมเดลเอไอขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริงแทบเป็นไปไม่ได้ การรวมและใช้ประโยชน์จากข้อมูลข้ามบริษัทจึงอาจเป็นจุดพลิกเกมสำคัญของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มนุษย์

อีกด้านหนึ่งของปัญหาใหญ่คือ “มาตรฐานฮาร์ดแวร์” ไมเคิล สวี ซีอีโอ PaXini Tech เล่าว่า เวลาทำงานกับลูกค้า มักต้องปรับอินเทอร์เฟซและส่วนเชื่อมต่อใหม่ แม้ความต่างเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้การวิจัยและผลิตล่าช้าอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจีนจึงเตรียมตั้งคณะกรรมการมาตรฐานระดับชาติสำหรับหุ่นยนต์มนุษย์ภายในสิ้นปี

และล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมและไอทีของจีนแต่งตั้งหวัง ซิงซิง จาก Unitree และเผิง จื่อหุย ผู้ร่วมก่อตั้ง AgiBot ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “คู่ดาวแฝด” แห่งวงการหุ่นยนต์ เป็นรองประธานคณะกรรมการมาตรฐานด้านหุ่นยนต์มนุษย์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอีก 65 คน จากบริษัทอย่าง UBTECH, Leju Robotics รวมถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ Xiaomi, Huawei, Baidu และผู้เล่นใหม่อย่าง Xpeng โดยหวังว่าการมีมาตรฐานร่วมกันจะช่วยดันให้หุ่นยนต์มนุษย์ก้าวออกจากห้องทดลอง เข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

การบ้านในยุค AI ใช้ยังไงให้ไม่กลายเป็นโกง?? เส้นบางๆ ระหว่างช่วยกับลอก ในการศึกษายุคใหม่ที่ห้ามใช้ก็ไม่ได้ แต่ปล่อยฟรีสไตล์ก็คงไม่ไหว

กระแส ChatGPT และโลกแห่ง AI ได้สร้างข้อความกำลังเปลี่ยนวิธีเรียนของเด็กทั่วโลก นักเรียนจำนวนมากหันไปถามเอไอเวลาทำการบ้านหรือเตรียมสอบ แต่ความสามารถของเทคโนโลยีกลับทำให้หลายคนเริ่มสับสนว่า “ตรงไหนคือใช้เป็นเครื่องมือ” และ “ตรงไหนคือโกง” โดยเฉพาะเมื่อในชีวิตประจำวัน เราใช้เอไอแทบทุกอย่าง ตั้งแต่หาข้อมูล ยันสรุปอีเมล

มหาวิทยาลัยอย่างชิคาโกเตือนชัดว่า AI ควรใช้เพื่อ “ช่วยทำความเข้าใจ” หรือ “ช่วยจุดไอเดีย” ไม่ใช่เอาคำตอบไปส่งแทนตัวเอง เพราะการคัดลอกคำตอบจากแชตบอตไปทั้งดุ้น ก็ไม่ต่างอะไรจากก๊อบงานคนอื่นมาใส่ชื่อเรา ส่วนมหาวิทยาลัยเยลก็ย้ำว่า ถ้าใช้เอไอเขียนคำอธิบาย สรุป หรือวางโครงร่างให้หมด เราจะเรียนรู้น้อยลง และทำผลงานได้แย่ลงเวลาเจอข้อสอบจริง

ขณะที่วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เอไอเหมือนติวเตอร์หรือเพื่อนช่วยอ่านหนังสือ เช่น ให้ช่วยอธิบายแนวคิดยาก ๆ ช่วยคิดหัวข้อเรียงความ หรือทำแบบฝึกหัดทดสอบตัวเอง ครูมัธยมในแคลิฟอร์เนียคนหนึ่ง แนะนำให้นักเรียนอัปโหลดโน้ตและสไลด์ แล้วสั่งให้บอต “ช่วยออกข้อสอบทีละข้อ แล้วสอนเพิ่มในส่วนที่เราตอบผิด”

หลายมหาวิทยาลัยและโรงเรียนเริ่มออกกติกาเอไอของตัวเอง บางแห่ง เช่น ม.โตรอนโต กำหนดเลยว่าห้ามใช้เอไอหากอาจารย์ไม่อนุญาตในรายวิชานั้น ๆ ขณะที่บางมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ปล่อยให้เป็นสิทธิของอาจารย์แต่ละคนว่าจะให้ใช้มากน้อยแค่ไหน นักเรียนจึงต้องเช็กให้ชัดว่ารายวิชาที่เรียน “ได้ใช้เอไอแค่ไหน” เพื่อไม่ให้เผลอข้ามเส้นโดยไม่รู้ตัว

อีกประเด็นใหญ่คือ “ความโปร่งใส” หลายสถาบัน เช่น ม.ชิคาโก แนะนำให้นักศึกษาระบุในงานเขียน หากใช้เอไอช่วยคิดไอเดีย สรุปบทความ หรือช่วยร่างข้อความบางส่วน เพื่อให้เหมือนการอ้างอิงหนังสือหรือเว็บไซต์ เป็นการยอมรับว่าเราใช้เครื่องมือ แต่ยังรับผิดชอบต่อเนื้อหาหลักที่เป็นงานคิดของตัวเอง

ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน พ่อแม่เองก็ต้องคุยกับลูกเรื่องเอไอด้วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรตั้งหลักให้ชัดตั้งแต่แรกว่า “เป้าหมายคือการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ” เอไอใช้ได้ในฐานะติวเตอร์ ช่วยอธิบายหรือแตกโจทย์ให้เข้าใจง่ายขึ้น ช่วยระดมไอเดีย แต่การคิดและเขียนสุดท้ายต้องเป็นของเด็กเอง และควรช่วยกันเช็กด้วยว่า คำตอบของเอไอถูกต้องจริงหรือไม่ เพราะเอไอมีหลุด “มโน” ข้อมูลผิดอยู่เสมอ

เรื่องสำคัญอีกอย่างคือ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว เด็กหลายคนมองแชตบอตเหมือนเพื่อนคุย จนอาจเผลอเล่าปัญหาส่วนตัวหรือส่งรูปบ้าน รูปตัวเองขึ้นระบบ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรใช้เอไอเป็นที่ปรึกษาชีวิตหรือด้านความสัมพันธ์ และไม่ควรแชร์ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร

ครอบครัวจึงควรมีกติกาใช้งานเอไอร่วมกัน เช่น ให้ใช้ในพื้นที่ส่วนรวมของบ้าน ไม่ใช้ลับ ๆ ในห้องนอน กำหนดช่วงเวลา “พักจากหน้าจอ” เช่น ระหว่างกินข้าวหรือก่อนนอน และนั่งลองใช้เอไอไปพร้อมกับลูกบ้าง เพื่อให้เด็กเห็นตัวอย่างการถาม–การเช็กข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ

ในมุมของนักเรียนเอง เสียงสะท้อนก็แตกเป็นสองฝั่ง บางคนมองว่าเอไอเป็นเครื่องมือที่ดี ถ้าใช้ช่วยทำโน้ต ทำแฟลชการ์ด หรือวิจารณ์งานเขียนของตัวเอง แต่หลายคนกังวลว่า ถ้าใช้แทบทุกอย่าง สมองจะ “ขี้เกียจคิด” จนกลายเป็นพึ่งเอไอทุกเรื่อง ครูบางคนถึงขั้นกังวลเรื่องพัฒนาการสมองวัยรุ่นในยุคที่ทั้งโซเชียลและเอไอแย่งพื้นที่การคิดไปหมด สุดท้ายแล้ว คำตอบอาจไม่ใช่การปิดประตูใส่เอไอ แต่คือการสอนให้เด็กรู้จักใช้มันอย่างซื่อสัตย์ ฉลาด และไม่ทิ้งทักษะการคิดของตัวเองไปพร้อมกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top