Thursday, 4 June 2026
Bloomberg

‘อีลอน’ โคตรรวย!! ขึ้นแท่นมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ครึ่งแรกปี 66 แซงหน้าเจ้าพ่อ META ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ กระจุย

(4 ก.ค. 66) ‘Bloomberg Billionaires Index’ จัดอันดับให้นายอีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเทสลา เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในครึ่งแรกของปี 2566 ด้วยทรัพย์สินสุทธิมูลค่า 9.66 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่นายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเมตา แพลตฟอร์ม รวยเป็นอันดับ 2 ด้วยทรัพย์สินสุทธิ 5.89 หมื่นล้านดอลลาร์

ข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index ซึ่งจัดทำโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า บุคคลที่ร่ำรวยที่สุด 500 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้น 8.52 แสนล้านดอลลาร์ โดยแต่ละบุคคลที่ได้รับการจัดอันดับครั้งนี้ สามารถสร้างมูลค่าทรัพย์สินโดยเฉลี่ย 14 ล้านดอลลาร์/วัน ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสถิติรอบครึ่งปีที่ดีที่สุด นับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

มูลค่าของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้าง เนื่องจากนักลงทุนมองข้ามผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง รวมทั้งสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครน และวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนาคารระดับภูมิภาค โดยดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้น 16% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้น 39% ซึ่งทำสถิติรอบครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนพากันเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ขณะเดียวกันความมั่งคั่งสุทธิของนายโกตัม อดานี เจ้าของบริษัทอดานี กรุ๊ป ลดลง 6.02 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดในรอบ 6 เดือน นอกจากนี้ นายอดานียังเป็นบุคคลที่ความมั่งคั่งรายวันลดลงมากที่สุด โดยเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ปีนี้ ความมั่งคั่งของนายอดานีลดฮวบลง 2.08 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากฮินเดนเบิร์ก รีเสิร์ช ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนจากสหรัฐออกรายงานกล่าวหาว่า นายอดานีได้ทำการฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แวดวงธุรกิจโลก แม้ว่านายอดานีได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

สำหรับนายอีลอน มัสก์นั้น ความมั่งคั่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือน ก.ค. โดยราคาหุ้นเทสลาทะยานขึ้น 6.9% ในการซื้อขายที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กในวันจันทร์ (3 ก.ค.) ซึ่งทำให้ความมั่งคั่งของนายมัสก์เพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ราคาหุ้นเทสลาได้รับแรงหนุนหลังจากบริษัทเปิดเผยยอดการส่งมอบรถยนต์ในไตรมาส 2 จำนวน 466,140 คัน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส และพุ่งขึ้น 83% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้อานิสงส์จากการปรับลดราคาและการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ

ทรัมป์คุมสื่อ!! จำกัดนักข่าว AP-Reuters-Bloomberg อ้างปรับสมดุล แต่สื่อใหญ่ฟาดกลับ คุกคามเสรีภาพ

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มใช้มาตรการใหม่ในการควบคุมการเข้าถึงของสื่อมวลชนภายในทำเนียบขาว โดยการจำกัดการเข้าร่วมของนักข่าวบางสำนักในกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ AP, Reuters และ Bloomberg ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อและขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ (26 ก.พ.68) ตามเวลาท้องถิ่น การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของรัฐบาลทรัมป์มีการเลือกสำนักข่าวที่สามารถเข้าถึงข้อมูลในทำเนียบขาว โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้คัดเลือกสื่อที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ซึ่งนักข่าวจาก AP, Reuters, HuffPost และ Der Spiegel ถูกปฏิเสธ ไม่ให้เข้าร่วมงาน ในขณะที่สำนักข่าวที่ได้รับอนุญาตกลับเป็น ABC News, Newsmax, Axios, Bloomberg และ NPR

มาตรการนี้เป็นไปตามคำแถลงของทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งระบุว่า ทำเนียบขาวจะเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถทำข่าวในพื้นที่สำคัญ เช่น ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของการบริหารงานของประธานาธิบดี

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้สั่งให้พนักงานทุกคนยกเลิกการสมัครสมาชิกสื่อที่ถูกมองว่าเป็น 'ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล' เช่น The Economist, New York Times, Politico, Bloomberg, AP และ Reuters ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงข้อมูลจากสำนักข่าวเหล่านี้ในระดับโครงสร้าง

ไม่เพียงแค่ทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ก็ได้มีการถอดสำนักข่าวใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ NBC News, The New York Times, NPR และ Politico ออกจากพื้นที่ของเพนตากอน พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อขนาดเล็ก เช่น One America News Network (OAN), New York Post, Breitbart News Network และ HuffPost เข้ามาทำข่าวแทน ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น 'การปรับโครงสร้างการรายงานข่าว'

การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากหลายฝ่ายในวงการสื่อและนักวิเคราะห์ ที่มองว่าเป็นความพยายามในการจำกัดการเข้าถึงของสื่อที่มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์มองว่าเป็นการ 'ปรับสมดุล' ให้กับสื่อมวลชนที่มีอคติต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ขณะนี้ยังไม่มีการตอบโต้จากทำเนียบขาวเกี่ยวกับแถลงการณ์ของ AP, Reuters และ Bloomberg แต่คาดว่า ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทรัมป์และสื่อหลักจะทวีความรุนแรงในอนาคต

โซลาร์เซลล์เปลี่ยนชีวิต!! Bloomberg ชี้ศักยภาพโซลาร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย ชี้โครงสร้างติดขัดหลายชั้นทำชะงัก ศรีแสงธรรมสอนพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน หากปลดล็อกคนไทยจะรวยขึ้น

Bloomberg บอกว่าคนไทยจะรวยเพราะโซล่าร์เซลล์

ภาพความจริงที่ "เจ็บปวดแต่จำเป็น" ต้องพูดถึง ในขณะที่ Bloomberg มองจากหอคอยเศรษฐศาสตร์มหภาค เห็นตัวเลขศักยภาพและต้นทุนที่ลดลงจนน่าตื่นเต้น แต่ในระดับจุลภาคหรือ "หลังคาบ้านคนไทย" กลับมีกำแพงโครงสร้างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่หลายชั้น

"โรงเรียนศรีแสงธรรม" (หรือโรงเรียนเสียดายแดด) และ พระปัญญาวชิรโมลี เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังมาก เพราะที่นี่คือ "แซนด์บ็อกซ์ของจริง" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าปลดล็อกข้อจำกัดได้ โซลาร์เซลล์จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ขนาดไหน “ศรีแสงธรรมโมเดล” คือจิ๊กซอว์ที่ขาดไปในบทวิเคราะห์ของ Bloomberg:

1. การเปลี่ยน "ผู้บริโภค" เป็น "ผู้ผลิต" (Prosumer)
ในขณะที่รัฐไทยยังติดอยู่กับระบบ Single Buyer  แต่โรงเรียนศรีแสงธรรมพิสูจน์ให้เห็นว่า "การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน" (Energy Autonomy) ทำได้จริง การที่โรงเรียนผลิตไฟใช้เองจนเหลือ แล้วนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เช่น รถไฟฟ้า ชุดนอนนา หรือ Smart Farm คือการดึงมูลค่าของโซลาร์เซลล์มาใส่มือประชาชนโดยตรง ไม่ต้องรอส่วนแบ่งจากกลุ่มทุน

2. เทคโนโลยีที่ "จับต้องได้" และ "ซ่อมบำรุงเองได้"
ปัญหาขยะโซลาร์ (ปัญหาที่ 6) และการผูกขาดเทคโนโลยีจะเบาบางลง หากเราใช้โมเดลการศึกษาแบบศรีแสงธรรม ที่สอนให้ชาวบ้านและนักเรียนประกอบแผง ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเอง การสร้าง "ช่างชุมชน" จะทำให้โซลาร์เซลล์ไม่ใช่เครื่องจักรราคาแพงที่ต้องรอประกันจากบริษัทใหญ่ แต่เป็นอุปกรณ์การเกษตรที่ชาวบ้านดูแลเองได้เหมือนรถไถนา

3. Direct PPA สำหรับ "คนตัวเล็ก"
เรื่อง Direct PPA ที่เอื้อ Data Center (2,000 MW) แต่ถ้าเราขยายแนวคิดจาก "วัดและโรงเรียน" ไปสู่ "สหกรณ์พลังงานชุมชน" โดยใช้กฎหมายที่เปิดช่องให้ชุมชนขายไฟกันเองได้โดยไม่ต้องผ่านสายส่งหลักในราคาที่ถูกกดขี่ นั่นคือจุดที่ "คนไทยจะรวยขึ้น" อย่างแท้จริง

4. พลังงานคือ "สวัสดิการ" ไม่ใช่ "สินค้ากำไรสูงสุด"
วิกฤตการณ์น้ำมันช่วงมีนาคม 2026 ที่ยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่ารัฐมองพลังงานเป็นภาระงบประมาณที่ต้องผลักให้ประชาชน แต่โมเดลศรีแสงธรรมมองพลังงานเป็น "เครื่องมือกู้ชีพ" การมีโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและชุมชนคือ "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่ง แต่ตู้เย็นในบ้านเกษตรกรยังทำงานได้ และเครื่องสูบน้ำยังเดินต่อได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม
บทสรุปที่ควรจะเป็น
หากรัฐบาลไทยในปี 2026 ต้องการให้คำทำนายของ Bloomberg เป็นจริงสำหรับ "ทุกคน" ไม่ใช่แค่ "ผู้ถือหุ้น" รัฐต้องเลิกมองโซลาร์เซลล์เป็นแค่ตัวเลขกิกะวัตต์ในแผน PDP แต่ต้องมองเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" :

• ปลดล็อก Net Metering: ให้ประชาชนหักลบหน่วยไฟฟ้าได้แบบ 1:1 (ไม่ใช่ขายคืนในราคาถูกแต่ซื้อคืนในราคาแพง)
• กระจายอำนาจการจัดการ: ใช้โมเดลโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบในการสร้าง "ศูนย์เรียนรู้พลังงานชุมชน" ทั่วประเทศ
• แก้ไขสัญญา Take-or-Pay: เพื่อหยุดการจ่ายค่าโง่ให้โรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ได้เดินเครื่อง แล้วเอาเงินนั้นมาสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์ดอกเบี้ยต่ำให้ครัวเรือน
"ถ้าแสงแดดเป็นของฟรี แต่เครื่องมือเก็บแสงยังโดนผูกขาด ความรวยที่ Bloomberg บอก ก็เป็นเพียงเมฆหมอกที่คนไทยมองเห็นแต่สัมผัสไม่ได้"

ที่มา : https://www.facebook.com/100003202213034/posts/26898714419818601/?rdid=wAaAqeSBikyCoxGw#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top