Thursday, 4 June 2026
BCPG

‘BCPG’ บริษัทย่อยเครือบางจาก ทุ่มเงิน 8.9 พันล้าน ร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2 แห่ง

วันที่ (24 พ.ค. 66) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ ‘BCPG’ เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 2 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนไม่เกิน 260 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเทียบเท่า 8,919.30 ล้านบาท ซึ่งการลงทุนดังกล่าว ทำให้บริษัทได้มาซึ่งกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 426 เมกะวัตต์

โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2566 คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯ เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2566 BCPG USA Inc. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (Purchase and Sale Agreement) กับ Frankin Power Holdings LLC (ผู้ขาย)

เพื่อทำรายการซื้อหุ้นในสัดส่วน 25.00% ของหุ้นทั้งหมดใน Hamilton Holdings I LLC (บริษัทเป้าหมาย) ในจำนวนเงินไม่เกิน 260,000,000 เหรียญสหรัฐฯ (หรือเทียบเท่า 8,919,300,000 บาท) ซึ่งบริษัทเป้าหมายถือหุ้น 100% 

มีโครงการดังต่อไปนี้

1.) โครงการโรงไฟฟ้าก๊ซธรรมชาติ Hamilton Liberty LLC (Liberty) มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 848 เมกะวัตต์ตั้งอยู่ในเขตอไซลัม (Asylum) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 25% คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนเทียบเท่ากับ 212 เมกะวัตต์

2.) โครงการโรงไฟฟ้าก๊ซธรรมชาติ Hamiton Patriot LLC (Patriot) มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 857 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเขตคลินตัน (Cinton) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 25% คิดเป็นกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนเทียบเท่ากับ 214 เมกะวัตต์

‘BCPG’ เผยผลงานไตรมาส 1/67 ปลื้ม!! กำไรสุทธิแตะ 441 ล้านบาท

(8 พ.ค. 67) บีซีพีจี เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,194 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 12.9 จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว กลับมาดำเนินการเต็มไตรมาส และเริ่มรับรู้รายได้ของคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในปีที่ผ่านมา ขณะที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 441 ล้านบาท

นายนิวัติ อดิเรก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ไตรมาส 1 ปี 2567 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,194 ล้านบาท 
มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 441 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2566 ร้อยละ 13.9 ที่มีกำไรสุทธิ 512 ล้านบาท เนื่องจากในไตรมาส 1 ปี 2566 มีการบันทึกการกลับรายการจากการด้อยค่าทรัพย์สิน 267 ล้านบาท  
ขณะที่มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ  ซึ่งไม่รวมการกลับรายการจากการด้อยค่าทรัพย์สิน และรายการพิเศษอื่นๆ 343 ล้านบาท เติบโตกว่าร้อยละ 114.7 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 ซึ่งมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติที่ 160 ล้านบาท 

"กำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานปกติในไตรมาส 1 ปี 2567 เติบโตกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการกลับมาเปิดดำเนินการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป. ลาว และเริ่มขายไฟฟ้าไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว ประกอบกับการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นจากโครงการหลัก ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ เนื่องจากกำลังลมที่พัดผ่านโครงการเพิ่มขึ้น และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาที่มีปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและมีการบริหารจัดการส่วนต่างของราคาขายไฟฟ้าและต้นทุนค่าเชื้อเพลิงได้ดี

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 บริษัทฯ ได้บรรลุเงื่อนไขบังคับภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย กำลังการผลิตรวม 7.95 เมกะวัตต์ และจะเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มเติมในทันที” นายนิวัติกล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นผู้ประกอบการและลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ และก๊าซธรรมชาติ ในประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และสหรัฐอเมริกา มีกำลังการผลิตรวม 2,049 เมกะวัตต์ 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มการทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยโดยตรงมากขึ้น เน้นการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้กับผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงให้บริการการจัดการ ด้านพลังงานหรือ energy as a service และนำเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลกมาใช้ ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเองและประหยัดค่าใช้จ่าย

'บีซีพีจี' ลุยทำสมุด!! เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วส่งต่อ ให้น้องในพื้นที่ห่างไกลเรียนรู้ได้ ทำได้ 85 เล่มใน 3 ชั่วโมง ลดคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 8 กิโลกรัม

BCPG จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นสมุดทำมือ 

ส่งต่อให้น้องๆ ในพื้นที่ห่างไกล

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรม “BCPG Paper Ranger” โดยพนักงานได้ร่วมกันเปลี่ยนกระดาษ A4 ที่ใช้แล้วเพียงหน้าเดียว ให้กลายเป็นสมุดเล่มใหม่ เพื่อส่งต่อให้น้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน ณ สำนักงานใหญ่ อาคารเอ็ม ทาวเวอร์ 

ภายในระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมงของกิจกรรมสามารถจัดทำสมุดทำมือได้ถึง 85 เล่ม ด้วยกระดาษใช้แล้วจำนวน 1,700 แผ่น ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตกระดาษจำนวนดังกล่าวได้ประมาณ 8.755 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1 ต้น

กิจกรรมนี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยผสานสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการต่อยอดวัสดุเหลือใช้ ควบคู่กับการลดของเสีย การ Reuse และการสร้างโอกาสทางการศึกษา

BCPG ลุยคลังน้ำมัน!! ลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี เน้นรับโอนสินทรัพย์ธุรกิจเท่านั้น รายได้ 900 ล้านต่อปีประเมินค่าตามกระแสเงินสด สร้างรายได้รองรับพลังงานแสงอาทิตย์

การลงทุนในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรีของ BCPG

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและรายงานข่าวในสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ในโครงการคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี บริษัทฯ ขอให้ข้อมูลเพื่อประกอบความเข้าใจดังนี้

บริษัทฯ ได้เข้าลงทุนในโครงการดังกล่าวในรูปแบบการเข้าซื้อกิจการ โดยกำหนดให้ผู้ขายจัดตั้งบริษัทใหม่ คือ บริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด (“ALT”) และโอนเฉพาะสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือทั้งหมดมาอยู่ภายใต้ ALT เท่านั้น

โครงสร้างการทำธุรกรรมในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเข้าซื้อกิจการเป็นการรับโอนเฉพาะทรัพย์สินและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง และแยกภาระหนี้สินหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการดำเนินงานในอดีตของผู้ขายออกจากกิจการที่เข้าซื้อ เพื่อให้การประเมินมูลค่าและการดำเนินธุรกิจภายหลังการเข้าลงทุนสะท้อนศักยภาพของกิจการจริงโดยไม่ปะปนกับภาระในอดีต

ภายหลังการโอนแล้วเสร็จ บริษัท บีซีพีจี เอ็นเนอร์ยี โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ ALT ซึ่งมีเพียงสินทรัพย์ สิทธิ และสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว 

การประเมินมูลค่าการลงทุนเป็นไปตามหลักการลงทุนทางธุรกิจทั่วไป โดยพิจารณาจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ ซึ่งเกิดจากสินทรัพย์ที่สามารถให้บริการได้ และสัญญาเช่าคลังระยะยาวที่ก่อให้เกิดรายได้ระยะยาวในอนาคต การลงทุนดังกล่าวจึงเป็นการพิจารณาบนฐานของกระแสเงินสดและรายได้ที่กิจการสามารถสร้างได้ ไม่ใช่มูลค่าทางกายภาพของสินทรัพย์ โดยปัจจุบัน ALT มีรายได้ประมาณ 900 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง 

ตามหลักการทางบัญชี บริษัทฯ ต้องดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ธุรกรรมแล้วเสร็จ โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินมูลค่ายุติธรรมตามมาตรฐานบัญชีเสร็จสิ้นในไตรมาส 2 ของปี 2567 ทั้งนี้ การประเมินมูลค่ายุติธรรมมิได้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดมูลค่าการลงทุนแต่อย่างใด

การลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว โดยธุรกิจคลังจัดเก็บน้ำมันและท่าเทียบเรือสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ และเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ช่วยรองรับรายได้ในช่วงที่โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยทยอยสิ้นสุดสิทธิ Adder

การเข้าทำรายการดังกล่าวเป็นธุรกรรมทางธุรกิจตามปกติ โดยผู้ซื้อและผู้ขายดำเนินการอย่างเป็นอิสระ และไม่มีความเกี่ยวข้องกันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

พอร์ตต่างประเทศหนุนโต!! BCPG กำไรไตรมาส 1/2569 พุ่ง 373.5% แตะ 722 ล้านบาท แรงหนุนโรงไฟฟ้าสหรัฐฯ–พลังงานลมลาว เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด–โครงสร้างพื้นฐาน

BCPG โชว์ผลงานไตรมาส 1/2569 กำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เติบโต 373.5% รับแรงหนุนพอร์ตลงทุนต่างประเทศ-โครงการใหม่

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 722.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 373.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,098.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 50.3

การเติบโตของผลการดำเนินงานมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับรู้รายได้ค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Revenue) ที่สูงขึ้น รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ที่เปิดดำเนินการ เชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568

ในส่วนของรายได้รวมปรับตัวเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการรับรู้รายได้ของโครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District Cooling System) ซึ่งเป็นการรับรู้รายได้ในช่วงเปิดดำเนินการครั้งแรกจากการโอนกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ตามเงื่อนไขของสัญญา ในขณะที่มีการรับรู้ต้นทุนขายและบริการในจำนวนเดียวกัน 

นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกสะท้อนถึงการเริ่มต้นปีที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ จากโครงการต่างๆ ที่ได้ลงทุนไป ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐอเมริกา และโครงการพลังงานลมมอนซูนใน สปป.ลาว ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงและรับโอนสินทรัพย์ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กำลังการผลิตรวม 17.5 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Private PPA) ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำและเสริมศักยภาพการแข่งขัน โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารพอร์ตโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว

BCPG จ่อลงทุนคลังน้ำมัน!! ลงทุน 9,000 ลบ.ในคลังน้ำมันเพชรบุรี เพิ่มถังจัดเก็บเป็น 20 ถัง รองรับธุรกิจขยายตัว ประเมินมูลค่ายุติธรรม ผ่านการพิจารณาครบถ้วน เน้นเสริมแกร่งพลังงานและโลจิสติกส์กลุ่มบางจาก

การลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของ BCPG โดยกลุ่มบริษัทบางจาก

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG”) ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น

เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะ

จากการที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (“โรงกลั่นฯ”) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 – 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว 

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย 

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต  

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน 

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top