Thursday, 4 June 2026
BBC

‘Dr. Husam Zomlot’ หัวหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ประจำสหราชอาณาจักร ผู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวปาเลสไตน์ และการต่อสู้กับอคติของสื่อตะวันตก

‘Dr. Husam Zomlot’ หัวหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ประจำสหราชอาณาจักร
ตอบโต้คำถามและการสัมภาษณ์ที่มีอคติของ BBC สื่อตะวันตกอย่างดุเดือด

‘Dr. Husam Zomlot’ หัวหน้าคณะผู้แทนปาเลสไตน์ประจำสหราชอาณาจักร ต้องเผชิญหน้ากับคำถามและการสัมภาษณ์อย่างมีอคติจากสื่อตะวันตก โดยเฉพาะ BBC โดยพยายามให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความโหดร้ายที่บีบคั้นหัวใจ ซึ่งเกิดขึ้นโดยกองทัพอิสราเอลต่อพลเรือนชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์

Dr. Zomlot ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของชาวปาเลสไตน์ในการยุติการยึดครองอันโหดร้ายที่คุกคามชีวิตของพวกเขามายาวนานเกินไป อิสราเอลซึ่งแต่เดิมตั้งใจที่จะยุติการขยายถิ่นฐานและการยึดครอง แต่กลับวนเวียนอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์

เขาท้าทายความพยายามของผู้สัมภาษณ์ที่จะถือข้างผู้ครอบครอง โดยเน้นว่านี่ไม่ใช่สงครามระหว่างความเท่าเทียมกัน หลักการทางการทหารที่มีมายาวนานของอิสราเอลมุ่งเป้าไปที่พลเรือน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายอย่างนับไม่ถ้วน Dr. Zomlot เรียกร้องอย่างกระตือรือร้นให้ยุติวงจรแห่งความตายนี้ การเผชิญหน้ากับความหน้าซื่อใจคดของผู้สัมภาษณ์ โดยเน้นย้ำถึงการขาดความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมสงครามของอิสราเอลในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดเจ้าหน้าที่อิสราเอลจึงไม่ถูกกดดันให้ประณามตนเอง โดยเน้นย้ำถึงอคติที่มักสร้างความเสียหายให้ปาเลสไตน์จากการรายงานข่าวของสื่อตะวันตก

Dr. Zomlot ปฏิเสธที่จะเล่าเรื่องที่บิดเบือน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการที่ต้นตอของความขัดแย้ง แทนที่จะคาดหวังให้ชาวปาเลสไตน์ประณามตนเองอย่างต่อเนื่อง เขาตั้งคำถามกับการรายงานแบบเลือกข้างของสื่อ โดยถามว่าพวกเขาเคยเชิญให้ Dr. Zomlot ออกมาพูดเมื่อชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารหรือเมื่อมีการยั่วยุจากฝั่งอิสราเอลหรือไม่? เนื่องจากประชากรในฉนวนกาซาถูกจับเป็นตัวประกันโดยอิสราเอล Dr. Zomlot จึงเรียกร้องให้เปลี่ยนจากการใช้วาทกรรมและให้ยอมรับความจริงอันน่ารังเกียจนี้

เมื่อถามถึงแนวทางแก้ไข เขาเน้นย้ำถึงการใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเท่าเทียมกัน กฎของสันนิบาตแห่งชาติ และมติของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหลักการที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงการกระทำของอิสราเอลในฐานะกองกำลังผู้ยึดครอง

Dr. Zomlot เปิดเผยความจริงอันโหดร้ายที่พลเรือนปาเลสไตน์ต้องเผชิญอย่างเด็ดเดี่ยว และเรียกร้องความยุติธรรม และความรับผิดชอบต่อความอยุติธรรมนับครั้งไม่ถ้วนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญ Dr. Zomlot ได้โต้ตอบผู้สื่อข่าวของ BBC อย่างไม่เกรงใจ เนื่องจากความมีอคติของผู้สัมภาษณ์ที่ชัดเจนต่อชาวปาเลสไตน์อิสราเอล โดยเปิดเผยถึงความโหดร้ายอันน่าสยดสยองที่กองทัพอิสราเอลกระทำต่อพลเรือนชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสไม่ใช่รัฐบาลหรือกองทัพอย่างเป็นทางการของชาวปาเลสไตน์ จึงไม่สามารถถือเอากลุ่มฮามาสเป็นตัวแทนของชาวปาเลสไตน์ได้ Dr. Zomlot เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นแน่วแน่ของชาวปาเลสไตน์ที่จะหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งการยึดครองที่ยืดเยื้อยาวนาน เขาเน้นย้ำว่า จุดประสงค์เดิมของอิสราเอล คือการยุติการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานและการยึดครอง แต่อิสราเอลได้หลงไปไกลจากเส้นทางนี้ และทิ้งร่องรอยแห่งความทุกข์ทรมานไว้

ด้วยการท้าทายความพยายามของผู้สัมภาษณ์ที่จะเปรียบเทียบผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ Dr. Zomlot โต้แย้งอย่างกระตือรือร้นว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างความเท่าเทียมกัน เขากล่าวหาอิสราเอลว่าปฏิบัติตามหลักคำการทางทหารที่น่ากังวลซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเรือน ซึ่งสร้างความเจ็บปวดแก่ชาวปาเลสไตน์อย่างไม่สามารถประเมินได้ Dr. Zomlot เรียกร้องให้ยุติวงจรความรุนแรงซึ่งมีแต่การทำลายล้างนี้

Dr. Zomlot ขอให้ผู้สัมภาษณ์ตอบข้อกล่าวหาว่ามีอคติ โดยตั้งคำถามตรง ๆ ไปว่า ทำไมเจ้าหน้าที่อิสราเอลจึงไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาในรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เขาท้าทายความล้มเหลวของสื่อในการเรียกร้องให้อิสราเอลประณามตัวเอง โดยแสดงให้เห็นถึงการมีสองมาตรฐานโดยสิ้นเชิง

Dr. Zomlot ยืนกรานที่จะต้องจัดการกับสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง เขาตั้งคำถามที่ถูกต้องเกี่ยวกับการรายงานข่าวของสื่อ โดยถามว่าพวกเขาส่งคำเชิญถึงตัวเขาเมื่อชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารหรือเมื่อมีการยั่วยุของอิสราเอล เพราะว่ามีชาวปาเลสไตน์กว่าสองล้านคนถูกอิสราเอลจับเป็นตัวประกันในฉนวนกาซา

Dr. Zomlot จึงเรียกร้องให้ละทิ้งวาทกรรมที่ปั้นแต่งขึ้น เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงของสถานการณ์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อถามถึงแนวทางแก้ไข เขาเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎของสันนิบาตแห่งชาติและมติของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหลักการที่อิสราเอลดูเหมือนได้เคยยอมรับและนำมาปฏิบัติมานานหลายทศวรรษ

‘สหรัฐฯ’ หยุดจ่ายเงิน!! ‘BBC’ หันมาชม!! ‘จีน’

(15 ก.พ. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลึกชัดกับผิงผิง’ โพสต์ข้อความระบุว่า …

หลายวันก่อน อีลอน มัสก์ปิดองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID)โดยตรง มิเพียงแต่เลิกจ้างพนักงานทั่วโลกจำนวนกว่าหมื่นคนเท่านั้น และยังตัดงบประมาณที่มียอดกว่า 50,000ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี 

เรื่องนี้ทำให้ BBC โกรธมาก และหันมาชมจีนอย่างเต็มที่ ทีมงานของอีลอน มัสก์เปิดโปงว่าแต่ละปี สื่อจำนวนมากของสหรัฐอเมริกาและยุโรปล้วนได้เงินไม่น้อยจาก USAID ส่วน BBC ที่บอกว่าตัวเองเป็นสื่ออิสระและเป็นกลางนั้น ก็มีค่าตอบแทนเช่นกัน โดยแต่ละปีจะได้รับจากUSAIDหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ 1 เดือนก่อน สารคดีของ BBC ส่วนใหญ่บอกว่าจีนแย่แล้ว จีนจะพังแล้ว แต่หลังจากวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่อีลอน มัสก์ตัดงบฯ แล้ว ทำให้ BBC โกรธมาก จึงเร่งพนักงานผลิตสารคดีเรื่อง 'โครงการเมดอินไชน่า 2025' ภายในเวลาไม่กี่วัน และออกอากาศด้วย 

สารคดีเรื่องนี้ชมจีนอย่างเต็มที่ อย่างเช่นโดรนทันสมัยนำหน้าของจีน รถยนต์พลังงานใหม่ของ BYD โครงการโซลาร์เซลล์ และ Deepseek เป็นต้น โดยไม่มีคำตำหนิใส่ร้ายใด ๆ มีแต่พูดเรื่องดี ๆ เท่านั้น 

สุดท้าย พิธีกรได้คำสรุปว่า 'โครงการเมดอินไชน่า 2025' ของจีนประสบความสำเร็จอย่างบริบูรณ์ สาเหตุคือ ระบบของจีน ความอดทนและการวางแผนระยะยาวของรัฐบาลจีน 

BBC ชอบรายงานจีนในเชิงลบ กระทั่งสร้างข่าวปลอมเกี่ยวกับจีน อย่างเช่นเหตุการณ์ผ้าฝ้ายซินเจียง แต่หลังจากอีลอน มัสก์ตัดงบฯ แล้ว BBC เปลี่ยนท่าทีจากผู้ต้านจีนมาเป็นผู้สนิทกับจีนทันที 

ดิฉันคิดว่า BBC ทำสารคดีดังกล่าว คงไม่ใช่สนิทกับจีนจริง ๆ แต่เป็นการเตือนสหรัฐฯ ว่า ถ้าไม่จ่ายเงินต่อ วันหลังก็จะไม่ทำตามคำสั่งอีกแล้ว ทีมงานของอีลอน มัสก์โพสต์ข้อความและยืนยันว่า USAIDให้เงินสนับสนุนแก่ผู้สื่อข่าวจำนวนกว่า 6,200 คน สื่อ 707 แห่ง และองค์การภาคเอกชน 279 แห่งของ 30 ประเทศ

วิพากษ์คำถาม BBC Thai ชี้นำ ‘ศ.โรบินสัน’ เตือนสติ!!..อย่าเปรียบเทียบไทย-เวียดนามโดยไร้บริบท

(25 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ข้อความว่า…ข้อทบทวนต่อบทสัมภาษณ์ ศ.เจมส์ เอ. โรบินสัน และคำถามนำจาก BBC ไทย

ข้าพเจ้าได้ติดตามบทสัมภาษณ์ของศาสตราจารย์เจมส์ เอ. โรบินสัน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลและผู้ร่วมเขียนหนังสือ Why Nations Fail ซึ่งเผยแพร่ผ่าน BBC Thai อย่างละเอียด ด้วยความเคารพในองค์ความรู้และเจตนารมณ์ของท่านในการวิพากษ์โครงสร้างของสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขออนุญาตแสดงความเห็นต่างในสองประเด็นหลัก ทั้งในส่วนของคำตอบจากศาสตราจารย์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อทิศทางของคำถามที่มาจากผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีลักษณะ “ชี้นำ” ไปสู่การเปรียบเทียบที่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่เหมาะสม

1. คำถามนำที่สร้างกรอบเปรียบเทียบอย่างไม่เป็นธรรม

ประเด็นที่ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลเป็นพิเศษ คือการที่ผู้สัมภาษณ์ของ BBC Thai พยายามตั้งคำถามในลักษณะ “ยกเวียดนามขึ้นเปรียบเทียบกับไทย” โดยเฉพาะในช่วงที่ระบุว่า “เวียดนามกำลังจะโตแซงไทย” และเปิดให้ศาสตราจารย์โรบินสันให้ความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว

แม้การเปรียบเทียบประเทศจะเป็นเรื่องปกติในงานวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ แต่การโยงเวียดนามมาเป็น “คู่แข่งโดยตรง” ของไทยในลักษณะคำถามแบบนำ (leading question) โดยไม่ปูพื้นบริบทของแต่ละประเทศให้ชัดเจน เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ามองว่าไม่ยุติธรรม และอาจชักนำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่ผู้อ่านทั่วไป

2. การเติบโตของประเทศไม่สามารถวัดด้วยไม้บรรทัดเดียวกัน

ข้าพเจ้าขอชี้ให้เห็นว่า ประเทศแต่ละประเทศมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม เกาหลีใต้ หรือประเทศไทย ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์การเมือง สงคราม ภัยคุกคามจากภายนอก รวมถึงทิศทางการพัฒนาเชิงสถาบัน

เวียดนามโตเร็วจริง หากดูจาก GDP ปี 2025 แต่เป็นการเติบโตที่ยังอิงกับการพึ่งพาภาคการผลิตส่งออกและการลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ในขณะที่ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การกระจายรายได้ และระบบสวัสดิการยังคงเป็นโจทย์ระยะยาวที่ไม่อาจละเลย

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนามคือผลจากเจตจำนงของผู้นำในห้วงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ผลจาก "ความเหนือชั้นของระบบพรรคเดียว" อย่างที่บางคนอาจเข้าใจ และแน่นอนว่าไม่ใช่ "โมเดลที่ไทยควรเดินตาม" อย่างไม่มีเงื่อนไข

3. ประชาธิปไตยอาจช้า แต่ไม่หลงทาง

ประเทศไทยมีความท้าทายของตัวเอง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมทางสังคม ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธว่าเรายังมีหนทางอีกไกลในการทำให้สถาบันต่าง ๆ มีความครอบคลุมและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

แต่สิ่งที่ควรมองเห็นเช่นกันคือ พลวัตของการตั้งคำถาม การเปลี่ยนแปลงจากภายใน และความพยายามของประชาชนในการผลักดันให้เกิดสังคมที่ดีขึ้น — แม้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การวัดประเทศจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงปีใดปีหนึ่ง หรือใช้ประเทศเพื่อนบ้านมาเป็น “เงาเปรียบเทียบ” โดยไม่มีบริบทที่รอบด้าน จึงเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่าควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในเวทีสื่อสารสาธารณะเช่น BBC ซึ่งมีอิทธิพลต่อทัศนคติของประชาชนในวงกว้าง

บทส่งท้าย — โตแบบไทยในแบบของเรา

ศาสตราจารย์โรบินสันได้กล่าวไว้ว่า “หากคุณจินตนาการสิ่งใหม่ ๆ ไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเดินหน้าไปไกลได้เลย” ข้าพเจ้าเห็นพ้องในหลักการนั้น และขอเสริมว่า

“หากคุณไม่เข้าใจว่าตนเองยืนอยู่ตรงไหน คุณก็จะไม่รู้เลยว่าควรเดินไปทางใด”

ประเทศไทยอาจไม่ได้โตเร็วเหมือนใคร แต่เรามีสิทธิ์โตในแบบของเรา — โดยไม่ต้องยืมไม้บรรทัดของใครมาวัด

BBC พยายามตีแผ่สารคดีดราม่า ‘ด้านมืดของประเทศไทย’ แต่โดนชาวเน็ตจวกยับ!! บอกไทยปลอดภัยกว่าอังกฤษเยอะ

(12 ก.ย.68)  เพจเฟซบุ๊ก 'ปราชญ์ สามสี' ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา BBC อังกฤษได้เผยแพร่สารคดี Thailand: The Dark Side of Paradise ผ่าน iPlayer โดยมี ซาร่า แม็กเดอร์ม็อตต์ (Zara McDermott) นักแสดงจากรายการเรียลลิตี้ Love Island และ Made in Chelsea เป็นผู้ดำเนินเรื่อง สารคดีพยายามสะท้อน “ด้านมืด” ของเมืองไทย โดยโฟกัสไปที่การค้าประเวณีและย่านท่องเที่ยวกลางคืน เช่น ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ รวมถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดวัยรุ่นอังกฤษหลายแสนคนจึงนิยมมาเที่ยวเมืองไทยทุกปี

อย่างไรก็ตาม แทนที่สารคดีจะสร้างแรงกระเพื่อมโจมตีประเทศไทย กลับถูก “ทัวร์ลง” ใส่ BBC อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีการโปรโมตตัวอย่างผ่าน TikTok เมื่อ 9 กันยายน ซึ่งมีคนเข้ามาคอมเมนต์กว่า 800 ข้อความ ส่วนใหญ่หันมาวิจารณ์การทำงานของ BBC ว่า “พยายามจงใจทำให้ไทยดูอันตราย”

ตัวอย่างคอมเมนต์ เช่น “ฉันเดินเล่นตีสี่ในกรุงเทพฯ ถือโทรศัพท์ตลอดเดือน ไม่เคยมีปัญหา แต่ลองทำแบบนี้ในอังกฤษสิ ไม่มีทางรอด” 

“อยู่ไทยมา 5 ปี สิ่งเดียวที่อันตรายคือหมาไล่เวลาออกไปวิ่ง” 

“BBC ทำเหมือนเมืองไทยน่ากลัว ทั้งที่จริงแล้วปลอดภัยกว่าสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรอีก” 

“ทำไม BBC ถึงชอบตีตราไทยในแง่ลบ ทั้งที่แทบไม่เคยทำสารคดีแบบนี้กับประเทศตัวเอง”

นอกจากนั้นยังมีคอมเมนต์แนวประชด เช่น “ฉันต้องรีบหนีออกจากไทย… เดินช้า ๆ แล้วถ่ายต่อไป” ขณะที่บางความเห็นเปรียบเทียบความปลอดภัย เช่น การทิ้งร้านขายของกลางแจ้งในเกาะสมุยโดยไม่ล็อก แต่กลับไม่มีใครขโมย ซึ่งแตกต่างจากอังกฤษโดยสิ้นเชิง

กระแสนี้ไม่เพียงวิจารณ์เนื้อหาที่ถูกมองว่า “เลือกมุมมืดมาขยาย” เท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงจริยธรรมสื่อของ BBC ที่ถูกตั้งคำถามว่ามีอคติและอาจ “เจตนาสร้างความขัดแย้ง” ในภูมิภาค โดยบางส่วนมองว่า BBC กำลัง “เข้าข้างกัมพูชา” หลังพบว่ามีชาวกัมพูชาหลายคนเข้ามาคอมเมนต์ขิงใส่ว่า “ไทยอันตราย แต่กัมพูชาปลอดภัยกว่า”

แม้สารคดีตั้งใจขายความดราม่าเพื่อเรียกคนดู แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม กระแสสังคมออนไลน์จำนวนมากหันมาโจมตี BBC เอง ว่า “ขาดความรับผิดชอบทางจริยธรรม” และ “พยายามทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเกินจริง”

‘BBC’ เปิดตัวรายการใหม่ มุ่งโจมตี!! ทำลายการท่องเที่ยวไทย YouTuber ออกมาแฉเอง ถูกตัดต่อเสียง ทั้งที่ไม่เคยพูดแบบนั้น

(13 ก.ย. 68) BBC เพิ่งเปิดตัวรายการ ‘The Dark Side of Paradise’ โดยผู้ดำเนินรายการชาวอังกฤษ Zara McDermott ซึ่งมุ่งเน้นไปที่อาชญากรรม ยาเสพติด และการท่องเที่ยวเพื่อซื้อบริการทางเพศ ในประเทศไทยเท่านั้น

ในรายการนี้ Zara ได้สัมภาษณ์ผู้ขายบริการทางเพศเกี่ยวกับความเสี่ยงที่พวกเขาเผชิญ และสัมภาษณ์ YouTuber ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย

หนึ่งในคนที่ถูกนำเสนอคือ Mac ซึ่งเป็นYouTuber ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย

ในวิดีโอของเขาเอง Mac เปิดเผยว่า BBC ได้บิดเบือนเขา!!

เขากล่าวว่า พวกเขาตัดต่อเสียงของเขา ต่อบทสนทนาเข้าด้วยกัน
และตัดต่อเทปให้ฟังดูเหมือนเขาพูดในสิ่งที่เขาไม่เคยพูดจริงๆ

Mac เตือน!! อย่าเชื่อ!! ทุกสิ่งที่คุณเห็นในทีวี

ปฏิกิริยาตอบโต้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้คาดหวังปฏิกิริยาที่รุนแรงเช่นนี้จากคนไทยและผู้ชมที่รู้จักประเทศไทยนอกเหนือจากซีนปาร์ตี้

แม้ว่าประเทศไทยจะดึงดูดชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมากด้วยชายหาดและไนท์ไลฟ์ แต่สารคดีที่มองเพียงด้านเดียวนี้แทนเพียงไม่ถึง 10% ของสิ่งที่ประเทศไทยเป็นจริงๆ

เราเป็นประเทศที่หลากหลายด้วยวัฒนธรรมที่ร่ำรวย อาหารที่น่าทึ่ง ประเพณีโบราณ และผู้คนที่มีใจอบอุ่น

หากคุณมองหาแต่ปาร์ตี้ นั่นอาจเป็นสิ่งที่คุณจะได้เห็นจริงๆ

แต่ฉันเลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมอังกฤษ ภาษา และชีวิตประจำวัน

สารคดีมีอิทธิพลอันทรงพลัง และด้วยสิ่งนั้นจึงมาพร้อมกับความรับผิดชอบ เมื่อสื่อใหญ่เน้นเฉพาะด้านมืดเท่านั้น พวกเขาเสี่ยงที่จะบิดเบือนภาพลักษณ์ของทั้งประเทศ

การเล่าเรื่องที่แท้จริงควรสร้างสมดุลระหว่างปัญหาต่างๆ กับความงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความอบอุ่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของประเทศด้วย เพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพที่สมบูรณ์และยุติธรรมมากขึ้น

เมื่อคุณเดินทาง ให้เคารพประเทศ วัฒนธรรม และผู้คนเสมอ

ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทยและขอให้เพลิดเพลินกับการเดินทางของคุณ!!

‘BBC’ จงใจใช้!! ‘Jonathan Head’ รายงานข่าวความขัดแย้ง ‘ไทย - กัมพูชา’ สะท้อน!! ความไม่เป็นกลาง โน้มเอียงเข้าข้าง ‘เขมร’ มากกว่าเล่าข้อเท็จจริง

ล่าสุด สำนักข่าว BBC แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจอย่างที่สุดต่อประเทศไทย เมื่อเลือกใช้นักข่าวอย่าง Jonathan Head มานำเสนอข่าวความขัดแย้งไทย–กัมพูชา เพราะบุคคลผู้นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้า หากแต่เป็นผู้ที่เคยก่อปัญหากับไทยมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของชาติ

เขาเคยถูกตั้งข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจากรายงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ไทย อันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ แม้คดีจะไม่ถึงขั้นพิพากษาลงโทษ แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของเขาเต็มไปด้วยข้อกังขาและความไม่ไว้วางใจในสายตาคนไทย นอกจากนี้ ยังมีการรายงานอีกหลายชิ้นที่โน้มเอียงและโจมตีประเทศไทยในเชิงลบ ทั้งการเมือง สิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อเสถียรภาพของรัฐไทยในสายตานานาชาติ

ต่อมา เขายังเคยถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทและกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่ภูเก็ตจากการทำรายงานเรื่องการฉ้อโกงอสังหาริมทรัพย์ คดีดังกล่าวทำให้เขาถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกจำกัดเสรีภาพในการทำงาน แม้ท้ายที่สุดบางข้อหาจะถูกถอน แต่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเป็นนักข่าวที่มักสร้างความขัดแย้งกับกฎหมายไทยอยู่เสมอ

เมื่อย้อนมามองถึงการรายงานล่าสุดเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จึงแทบไม่ต้องสงสัยว่า ผลงานจะเอนเอียงไปในทิศทางที่เข้าข้างกัมพูชา มากกว่าที่จะสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง พฤติกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า BBC ไม่ได้ต้องการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา หากแต่จงใจทำลายประเทศไทยผ่านการใช้บุคคลที่มีประวัติสร้างปัญหากับชาติบ้านเมือง

ฝรั่ง IG ‘tattedexplorer’ ตอบโต้!! ‘BBC’ เผยความจริง!! ประเทศไทยที่สวยงาม

(14 ก.ย. 68) หลังจาก BBC ปล่อยสารคดี “Thailand: The Dark Side of Paradise” ที่ไปเน้นแต่เรื่องบาร์กลางคืน ถนนข้าวสาร และด้านมืดของไทย จนทำให้ภาพลักษณ์ประเทศดูแย่ ฝรั่งคนหนึ่งกลับออกมาตอบโต้ด้วยคอนเทนต์ที่ตรงกันข้ามแบบสิ้นเชิง

เขาคือ Liam Andrew เจ้าของอินสตาแกรม @tattedexplorer ที่มีผู้ติดตามหลักแสน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยและทำคอนเทนต์เล่าเรื่องราวในแง่ดี เขาพูดชัดเจนว่า “ประเทศไทยมีมากกว่านั้น” ไม่ใช่แค่ผับบาร์หรือเรื่องผิดกฎหมายอย่างที่ BBC อยากขาย แต่ยังมีวิถีชีวิตที่สวยงาม อาหารอร่อย ผู้คนใจดี และความน่าอยู่ที่หาที่ไหนก็ไม่เหมือน

จริง ๆ แล้วสิ่งที่ BBC เอามาเล่า มันก็เป็นแค่ 1% ของชีวิตจริง ที่ประเทศไหนก็มี อเมริกาก็มี อังกฤษก็มี แต่ BBC กลับเลือกจะตัดภาพเฉพาะด้านมืดมาทำเป็นสารคดี ทำให้คนต่างชาติที่ไม่เคยมาสัมผัสเมืองไทยอาจเข้าใจผิด

ในขณะที่ Liam เลือกจะเล่าเรื่องตรงไปตรงมา ทั้งทำอาหารไทย กินอยู่แบบบ้าน ๆ และทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้คน เห็นได้ชัดว่าฝรั่งคนนี้รักเมืองไทยจริง ๆ

ดังนั้น ในฐานะคนไทย เราควรชื่นชมเขา ที่ออกมาพูดแทนเรา ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ BBC สื่อออกไป และยังเป็นบ้านที่อบอุ่นและน่าอยู่สำหรับใครก็ตามที่ได้เข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง

BBC ถูกวิจารณ์หนัก หลังปล่อยสารคดี “ด้านมืดไทย” กับข้อสงสัยบิดเบือนด้อยค่าไทย-โยงธุรกิจมืดกัมพูชา

(15 ก.ย. 68) สารคดี “ด้านมืดของประเทศไทย” ที่ BBC เพิ่งปล่อยออกมา ไม่ได้แค่สร้างเสียงวิจารณ์ในหมู่คนไทย แต่กลับกลายเป็น ชนวนไฟลามทุ่ง ที่ลุกลามไปถึงชาวต่างชาติ ทั้งชาวอังกฤษและชาวต่างชาติที่อาศัยในไทยมานาน ต่างพากันออกมาโต้กลับว่า สิ่งที่ BBC นำเสนอ บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างไม่น่าให้อภัย

ประเด็นที่ถูกพูดถึงหนักที่สุดคือ การที่ BBC มักจะมีลักษณะ “เลือกข้าง” อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา ที่หลายครั้งถูกนำเสนอออกมาในเชิงเข้าข้างรัฐบาลพนมเปญมากเกินไป จนถึงขั้นชวนให้ตั้งคำถามว่า BBC ยังคงยึดหลักการเป็น “สื่อสาธารณะ” อยู่จริงหรือไม่

ในโซเชียลมีเดียตอนนี้เริ่มมีเสียงวิจารณ์ตรงกันว่า BBC อาจไม่ได้ทำงานอย่างเป็นอิสระอีกต่อไป แต่กลับอาจมี เส้นสายผลประโยชน์ กับกลุ่มทุนสีเทาที่ฝังรากอยู่ในกัมพูชา — ทุนที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสแกม ค้าคน และการฟอกเงินข้ามชาติ

สิ่งนี้ทำให้ผู้ติดตามหลายคน โดยเฉพาะคนอังกฤษเอง มองว่า BBC ไม่เพียงแต่ ทรยศต่อข้อเท็จจริง แต่ยังอาจเป็นการ หักหลังชาวอังกฤษด้วยกันเอง เพราะสื่อที่ควรเป็นเกียรติภูมิของชาติ กลับถูกตั้งข้อสงสัยว่าไปทำงานรับใช้ทุนต่างชาติที่มีภาพลักษณ์ด้านมืด

ไฟที่ BBC จุดขึ้นครั้งนี้ ไม่ได้เผาเฉพาะภาพลักษณ์ของไทย แต่กำลังย้อนกลับมาไหม้ความน่าเชื่อถือของ BBC เอง ว่าแท้จริงแล้ว…

👉 BBC ยังเป็น “สื่อ” อยู่หรือเป็นแค่ “เครื่องมือ” ของใครบางคน?

‘เอมิลี่ ศรีชะลา’ ยูทูบเบอร์อังกฤษหัวใจไทย ผิดหวังสารคดี BBC เสนอด้านมืดไทย!! เพื่อยอดวิวและรายได้…มากกว่าความจริง

(15 ก.ย. 68) เอมิลี่ ศรีชะลา (Emily Srichala) ยูทูบเบอร์และติ๊กต็อกเกอร์ชาวอังกฤษที่ย้ายมาอยู่ประเทศไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความไม่สบายใจต่อสารคดีของสำนักข่าว BBC เรื่อง The Dark Side of Paradise ซึ่งนำเสนอภาพด้านลบของประเทศไทย เธอกล่าวว่ารู้สึกตกใจและเสียดายที่สื่อใหญ่ของอังกฤษเลือกนำเสนอในลักษณะนี้

เอมิลี่เล่าว่า เมื่อปีที่แล้วทีมงาน BBC ติดต่อขอสัมภาษณ์ชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในไทย ตอนแรกเธอคิดว่าจะเป็นสารคดีเชิงบวกเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยว แต่เมื่อออกมาเป็นสารคดีด้านมืดกลับทำให้เธอรู้สึกผิดหวัง พร้อมย้ำว่าตนเองใช้ชีวิตเหมือนคนไทยทั่วไป และไม่เคยสร้างคอนเทนต์ที่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย

เธอยังเผยว่า เพื่อนชาวอังกฤษบางคนที่เข้าร่วมถ่ายทำก็ไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะถูกใช้ในสารคดีชื่อ The Dark Side of Paradise ทำให้เกิดความไม่พอใจที่ทีมงานไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เอมิลี่มองว่าสารคดีนี้อาจทำเพื่อยอดวิวและรายได้มากกว่าที่จะนำเสนอความจริงอย่างรอบด้าน

ยูทูบเบอร์รายนี้ย้ำว่า ในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ เธอพยายามนำเสนอประเทศไทยในมุมดีๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเชื่อว่าประเทศไทยมีสิ่งที่งดงามและปลอดภัยกว่าหลายประเทศ รวมถึงอังกฤษเอง เธอจึงรู้สึกเสียใจที่สารคดีของ BBC อาจทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทยเสียหายต่อสายตาชาวโลก

ท้ายที่สุด เอมิลี่ได้กล่าวขอโทษชาวไทยแทนสื่อใหญ่จากแดนผู้ดี โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกนำเสนอในซีรีส์นี้ และอยากให้ผู้ชมทั่วโลกเปิดใจมองอีกหลายแง่มุมที่ดีของประเทศมากกว่าที่ปรากฏบนจอทีวี

‘ชาวกัมพูชา’ พลัดถิ่น…จัดชุมนุมในเกาหลีใต้ โจมตีรัฐบาล!! ‘ฮุน เซน–ฮุน มาเนต’ ทำประเทศตกต่ำ เสียศักดิ์ศรี

(15 ก.ย.68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เกาหลีใต้ – ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นรวมตัวชุมนุมใหญ่ โจมตีรัฐบาลฮุน เซน–ฮุน มาเนต

ที่ประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มชาวกัมพูชาที่อยู่นอกประเทศรวมตัวกันจัดการชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน เพื่อต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน และฮุน มาเนต เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นว่า ประชาคมโลกไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกัมพูชา เพราะมองว่ารัฐบาลยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ซึ่งตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตยที่นานาชาติเคารพ

ผู้ปราศรัยตอกย้ำว่า “แม้ไทยโจมตีจนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิต ประชาคมโลกก็ยังไม่ช่วย” พร้อมชี้ว่าชาวกัมพูชาถูกหลอกให้เชื่อใจรัฐบาล ทั้งที่ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข เขาโจมตีตรงไปยังฮุน เซนว่าเป็นผู้นำที่โกหกประชาชน และกล่าวหาฮุน มาเนตว่ามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมออนไลน์

การชุมนุมครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนจากผู้ร่วมกิจกรรมว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโกหกและการปกครองที่ล้มเหลว ผู้ปราศรัยเตือนว่า หากประชาชนยังไม่ยอมรับความจริง ประเทศกัมพูชาจะเผชิญความหายนะและอาจเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันอ่อนข้อและยอมเจรจาภายใต้อำนาจของไทย จนกัมพูชาสูญเสียศักดิ์ศรีและอธิปไตยของตนเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top