Thursday, 4 June 2026
AYA

ไทย–กัมพูชา เปลี่ยนเกม!! สะบั้น MOU44 หันกลับใช้ UNCLOS ยกระดับความสัมพันธ์บนเวทีสากล กัมพูชาต้องการสิทธิพิเศษทางทะเล ไทยพร้อมรับมือยึดกติกาสากล

วิเคราะห์ UNCLOS กับ MOU44 ความแตกต่างในวันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

ความชื่นมื่นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแทบจะเรียกได้ว่าวันนี้เราต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ผิดอะไรนัก  แม้การเดินทางเข้ากัมพูชาของคนไทย ณ วันนี้จะเดินทางเข้ากัมพูชาได้ทางอากาศแบบฟรีวีซ่าเพราะกัมพูชาก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียน/ทวิภาคี  ที่ให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถเดินทางไปหากันได้แบบไม่ต้องใช้วีซ่าภายในระยะเวลา 14 วัน   ล่าสุดไทยกับกัมพูชาจะสะบั้น MOU 44 กันไปแล้วและหันกลับไปใช้ UNCLOS กันแทน วันนี้เอย่าจึงพามาดูกันว่า UNCLOS ต่างจาก MOU44 อย่างไร แล้วงานนี้ใครได้ใครเสีย

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า MOU คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศ  เป็นการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง 2 ประเทศ  ซึ่งไม่ได้มีการบ่งบอกหรือปักปันเขตแดนกันจริงจัง  ซึ่งนี่คือปัญหาที่หมักหมมที่เกิดการรุกล้ำแผ่นดินจนเคลมแผ่นดินไทยบางส่วนไปเป็นของกัมพูชาเพราะถือหลักอยู่กันมานานนั่นเอง ซึ่งจุดนี้ทางไทยเราได้กางแผนที่พร้อมหลักฐานหมุดสยามที่ปักอยู่เป็นตัวกำหนดเขตแดนและยึดคืนพื้นที่กว่า 13,000 ไร่  โดยใช้หลักฐานคือ สันปันน้ำ  แผนที่ 1:50,000 ซึ่งเป็นมาตราส่วนสากลในการกำหนดปักปันเขตแดน  รวมถึงหลักหมุดเดิมที่มีการกำหนดกันระหว่างรัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสในขณะนั้น 

แล้ว UNCLOS คืออะไรละ….?   UNCLOS ย่อมาจากUnited Nations Convention on the Law of the Sea  เป็นการแบ่งเขตทางทะเล ซึ่งเป็นกฎหมายสากลที่ใช้กำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างประเทศ  การที่ตอนนี้ไทยและกัมพูชาเลือกใช้ UNCLOS เพราะจะได้แบ่งปักปันพื้นที่ในทะเลออกมาได้อย่างชัดเจน  โดยพื้นที่ในทะเลจะเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่อยู่ในพื้นที่ทะเลตรงนั้นด้วย  แล้วแปลกใจไหมละคะว่าทำไมกัมพูชาถึงเลือกจะใช้ UNCLOS ในการแก้ปัญหาชายแดนกับไทย  กัมพูชาได้อะไรอย่างนั้นหรือ…?

อย่างแรกเลยกัมพูชาอ้าง UNCLOS เพื่อจะเปลี่ยนประเด็นจากข้อพิพาทของ 2 ประเทศให้เป็นปัญหาระดับสากล ดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาได้ช่วยไกล่เกลี่ยและเพิ่มความชอบธรรมทางการทูต   ประเด็นต่อมาคือ  การเพิ่มอำนาจต่อรองเรื่องก๊าซและน้ำมัน โดยมีความเป็นไปได้ที่ทางกัมพูชาจะอ้างสิทธิการใช้เป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ประกาศสิทธิครอบครองตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) โดยขยายออกไปสูงสุดไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล  หรือประมาณ 370 กิโลเมตร จากเส้นฐานชายฝั่ง โดยเขตเศรษฐกิจจำเพาะนี้ให้สิทธิพิเศษแก่กัมพูชาในการสำรวจ ขุดเจาะ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิต เช่น สัตว์น้ำ และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันใต้ทะเล เป็นต้น  ซึ่งการลากเส้นทางทะเลดังกล่าวจะเพิ่มความชอบธรรมในการเคลมการหาผลประโยชน์พื้นที่ในทะเลในจุดที่เคยเป็นพื้นที่พิพาทให้เป็นของกัมพูชาได้  ข้อ 3 คือการลดการใช้แผนที่และสนธิสัญญาจากยุคอาณานิคมแต่หันมายึดกฎหมายทะเลยุคใหม่แทน  สุดท้ายการใช้ UNCLOS จะเพิ่มภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้แก่กัมพูชาด้วย  

แล้วฝั่งไทยละการใช้ UNCLOS มีประโยชน์อย่างไร  เอย่าก็ต้องบอกก่อนว่าไทยเราใช้ UNCLOS มาหลายประเทศแล้วรอบบ้านเราทั้งเมียนมาและมาเลเซีย  รวมถึงประเทศที่จะมีน่านน้ำติดกับเราอย่าง อินเดีย  เวียดนาม  อินโดนีเซียก็เช่นกัน  ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังนั้นการใช้ UNCLOS ของไทยเราจึงมีประสบการณ์เป็นอย่างดี อะไรที่ฝั่งกัมพูชาคิดจะทำได้ฝั่งไทยก็ทำได้เช่นกันในกรอบข้อกำหนดเดียวกัน

ถึงวันนี้เอย่ามั่นใจว่าการที่ท่านอนุทินเดินทางไปยังฝรั่งเศสแล้วบอกกับประธานาธิบดี มาครง เรื่องกันยกเลิก MOU44 แล้วหันกลับมาใช้ UNCLOS น่าจะเป็นอะไรที่เป็นมาตรฐานและเป็นสิ่งที่เจ้าอาณานิคมแต่เดิมของกัมพูชาเข้าใจได้  แถมยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตาชาวโลกด้วยว่าเราไม่ได้รังแกประเทศที่ล้าหลังกว่าอย่างกัมพูชา รวมถึงลากกัมพูชามาประจานของสาธารณะได้อย่างชอบธรรมหากทำสิ่งใดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนั่นเอง

ที่มา : AYA

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน!! จากจีนถึงไทย เปิดโปงโมเดล “ความจนปลอม” สร้างยอดวิว–ยอดขาย ใครต้องรับผิดชอบ จากคอนเทนต์ขายความสงสาร ถึงคำถามไทยจะจัดการเมื่อไร

ถอดสูตรอินฟลูลวงโลกในจีน​ ไทยจะจัดการกี่โมง

ไม่นานมานี้มีคอนเทนต์เรียกน้ำตาสร้างความสงสารของพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ตะเลงพาลูกรับทำความสะอาดยังสถานที่ต่างๆ​โดยแต่ละที่ก็เหมือนจงใจสร้างให้สกปรก​รกรุงรังแบบดูเหมือนเซ็ตฉากไว้​ หรือจากการที่มีการขุดคุ้ยว่ามีกลุ่มเอเจนซี่​หรือดราม่าทุนจีนเป็นคนชักใย​ แต่ถึงกระนั้นในไทยกลับไร้การสอบสวนปล่อยให้นักสืบโซเชียลและกระแสสังคมเป็นคนตัดสินเท่านั้น

ทีนี้ย้อนกลับมาดูฝั่งประเทศจีน​  ซึ่งวันนี้เอย่าจะเอาวงการโซเชียลจีนทึ่มีการตัดสินไปแล้วมารีวิวให้ทราบกัน

เคสที่ดูจะเหมือนกับเคสพ่อบ้านเลี้ยงเดี่ยวเคสนี้คือ​เคสของ​ ​น้องเหลียง​ เมิ่งหยาง​ เธอเป็นเน็ตไอดอลชาวจีนจากเขตเหลียงซาน มณฑลเสฉวน ที่โด่งดังมากจากคอนเทนต์แนว “ชีวิตยากจนในชนบท” โดยเธอเล่าเรื่องว่าตัวเองเติบโตอย่างลำบาก อยู่บ้านทรุดโทรม ทำงานหนักบนภูเขา สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และช่วยชาวบ้านขายผลผลิตทางการเกษตรผ่านไลฟ์สตรีม จนมีผู้ติดตามหลายล้านคน​  แต่ต่อมามีชาวเน็ตเริ่มสงสัยว่าหลายคลิปอาจเป็นการ “จัดฉาก” จึงมีคนไปตรวจสอบที่บ้านเกิด และพบข้อมูลที่ขัดแย้งกับเรื่องราวที่เธอเล่า เช่น พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เธออ้างกับโซเชียลว่าพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว​เธอรับภาระเลี้ยงน้องๆ และฉากบ้านยากจนบางส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อการถ่ายทำคอนเทนต์​แค่นั้น​ ไม่ใช่บ้านจริงๆเป็นเพียงโรงนาเก่าในเขตหมู่บ้านเท่านั้น​ หลังจากนั้นทางการจีนได้เข้าตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอนเทนต์ลักษณะนี้ และพบว่ามีการใช้ภาพความยากจนปลอมเพื่อดึงความสงสาร กระตุ้นยอดวิว และเพิ่มยอดขายสินค้าในการไลฟ์สด จนกลายเป็นคดีโฆษณาอันเป็นเท็จ​ จนในปี 2567 ศาลจีนมีคำพิพากษาให้เมิ่งหยางและผู้เกี่ยวข้องหลายคนรับโทษจำคุก โดยเมิ่งหยางถูกตัดสินจำคุก 11 เดือน และปรับ 80,000 หยวน ส่วนน้องชายและผู้ร่วมขบวนการร่วม  50​ คน​ก็ได้รับโทษเช่นกัน​ ว่ากันว่าช่วงเวลาที่เธอหลอกลวงนั้นเธอโกยรายได้ไม่ต่ำกว่า​ 30​ ล้านหยวน​ จนหลายสื่อในจีนมองว่าคดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทางการเริ่มเข้มงวดกับคอนเทนต์แนว “ชีวิตสุดรันทด” ที่อาจถูกจัดฉากเพื่อการค้า มากกว่าการเล่าเรื่องชีวิตจริงของคนในชนบท​ และนำมาสู่การกวาดล้างคอนเทนต์

การสร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​

และแล้วทางการจีนก็เข้ามาควบคุมการทำคอนเทนต์โดยเฉพาะการจัดการกับคอนเทนต์สร้างตัวตนปลอมเพื่อหลอกขายสินค้า​  ซึ่งเคสของเหลียงซาน​ เมิ่งหยางคือ​  1​ ในนั้น​และทางการจีนเรียกประเภทการหลอกลวงแบบเมิ่งหยางว่า​เป็น​แก๊งค์ชาวบ้านยากจนปลอม

คอนเทนต์ต่อมาที่เป็นประเภทเข้าข่ายหลอกลวงคือ​คอนเทนต์ช่วยชาวบ้าน​คือทำเป็นไปไลฟ์

ในชนบทและเชิญชาวบ้านมาบอกว่าผลผลิตขายไม่ออกให้ช่วยซื้อ​ แต่ความจริงคือระบบกองถ่ายมีการเทคซ้ำ​และผลผลิตที่ขายไม่ได้มาจากในพื้นที่นั้นจริง​ ทางฝั่งจีนเรียกคอนเทนต์นี้ว่า​ การตลาดขายความสงสาร​

อีกแนวที่มีมากในจีนจนโดนจับโป๊ะได้คือ​  อินฟลูเอนเซอร์สาย “คนจนกินหรูไม่ได้”  กลุ่มนี้จะอ้างว่าบ้านจน​ ขาดโอกาสทางการศึกษาหรือไม่มีเงินเรียนต่อแล้วต้องทำงานหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว​ กลุ่มนี้สุดท้ายโดนจับได้ว่ากินหรูอยู่สบาย​ อย่างเมิ่งหยางที่เอย่ากล่าวไปก็เป็นแบบนี้ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายที่เจอในจีนคือปลอมเป็นชนกลุ่มน้อยเพื่อขายของทั้งที่ไม่ได้เป็นชาติพันธุ์นั้นๆ

ในจีนสอบสวนกลุ่มอินฟลูฯเหล่านี้มีตั้งแต่คดี​โฆษณาเท็จ​ ฉ้อโกง​ เลีายงภาษีไปจนถึงคดีอาญาหากมีการทำเป็นเครือข่าย​ แต่ในไทยกฎหมายมีบทลงโทษสำหรับคนโฆษณาเท็จคือ​ จำคุกไม่เกิน​ 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน​ 100,000​บาท​หรือทั้งจำทั้งปรับ​  หากฉ้อโกงมีโทษจำคุกไม่เกิน​ 3 ปี​หรือปรับ​ไม่เกิน 60,000​บาท​หรือทั้งจำททั้งปรับ​ แต่ด้วยกฎหมายที่เบาหวิวของไทยหากไม่มีการร้องเรียนก็ไม่มีใครตรวจสอบจนกลายเป็นภาระของชาวโซเชียลที่ต้องตรวจสอบกันเองรับความเสี่ยงกันเอง​

เอย่าก็ขอฝากไว้ให้เจ้ากระทรวงไอซีทีและตำรวจไอซีทีนะคะไม่ใช่วันๆจะรอแต่นั่งรับแจ้งความอย่างเดียว​ หากไม่ทำงานเชิงรุกก็ระวังไว้นะคะเผื่อจะมี​ แฮชแืกว่า​#ตำรวจไซเบอร์มีไว้ทำไม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top