Thursday, 4 June 2026
AIS

‘AIS’ จับมือ ‘Apple’ ดูแลความเสียหาย ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ครอบคลุม ‘ตก-แตก-พัง-แบตเสื่อม’ เปลี่ยนอะไหล่แท้ ได้ทั่วโลก

(20 เม.ย.67) นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่านอกเหนือจากการส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลผ่านการใช้งานบนโครงข่ายที่ดีที่สุดแล้ว AIS ยังให้ความสำคัญกับงานบริการและการดูแลลูกค้าแบบ End to End ที่ครบจบในที่เดียว อย่างการเปิดตัวนวัตกรรมการให้บริการลูกค้า AIS Care+ ที่เราได้ร่วมมือกับโบลท์เทค หนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านบริการดูแลสมาร์ทโฟน (Device protection) ระดับโลก ในการให้บริการเครื่องรูปแบบใหม่ ทั้งการเปลี่ยนเครื่องหรือดูแลความเสียหายตัวเครื่อง ที่สร้างความแตกต่างเป็นรายแรกในประเทศไทย ซึ่งได้พลิกโฉมประสบการณ์ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวกสบายและบริการที่ดีที่สุดจากการดูแลปกป้องการใช้งานสมาร์ทโฟน

สำหรับครั้งนี้บริษัทตั้งใจยกระดับสุดยอดประสบการณ์ในการดูแลลูกค้า ผ่านการทำงานร่วมกับ Apple เปิดตัวบริการใหม่ AIS Care+ with AppleCare Services สำหรับลูกค้าที่ซื้อ iPhone กับ AIS และสมัครบริการ จะได้รับการดูแลแบบคูณ 2 ทั้งจาก AIS Care+ และ AppleCare Services พร้อมแก้ Pain Point ของลูกค้าให้หมดความกังวลจากการใช้งานทั้งเรื่องเครื่องเสีย จอแตก ตกน้ำ และดูแลความเสียหายตัวเครื่องได้ไม่จำกัดครั้ง และสามารถใช้บริการได้ไม่จำกัดครั้งเช่นกัน อีกทั้งยังสามารถรับความช่วยเหลือจากศูนย์บริการ Apple ทั่วโลก ด้วยราคาพิเศษสุดคุ้มที่สามารถเข้าถึงบริการที่ดีที่สุดของ AIS ได้

นายบัลเดฟ ซิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โบลท์เทค กล่าวว่า นับเป็นความร่วมมือที่น่าตื่นเต้นสำหรับเราที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเพราะ AIS และ Apple เป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถงานบริการเพื่อดูแลปกป้องการใช้งานมือถือและสมาร์ทโฟน ด้วยการนำเสนอทางเลือก ความสะดวกสบาย ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

สำหรับบริการ AIS Care+ with AppleCare Services เป็นบริการที่รวมทุกการดูแลแบบคูณ 2 ทั้งจาก AIS Care+ และ AppleCare Services มาไว้ด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์ความอุ่นใจและความสะดวกสบายให้ลูกค้ากับโปรแกรมที่ช่วยดูแล iPhone ที่ครอบคลุมครบวงจร ซึ่งความร่วมมือกับ Apple จะทำให้ลูกค้าได้รับความมั่นใจว่า iPhone ของลูกค้าจะได้รับการดูแล แก้ไข ซ่อมแซม ด้วยอะไหล่แท้จากช่างผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการของ Apple หรือ เครื่องที่ให้บริการแลกเปลี่ยน หรือ รับเครื่องทดแทน ลูกค้าจะได้รับตัวเครื่องจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง (Apple Manufactured Guaranteed Device) รวมถึงลูกค้าจะยังได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า อาทิ

บริการดูแลตัวเครื่องที่ครอบคลุมความเสียหายทุกด้าน มากที่สุดเท่าที่ผู้ให้บริการด้านนี้มีในตลาด โดยไม่มีข้อจำกัด อาทิ จอแตก เครื่องตกน้ำ ลำโพงดับ ไมค์ไม่ได้ยิน เครื่องเสีย รวมถึงการดูแลแบตเตอรี่คุณภาพความจุต่ำกว่า 80%

บริการเปลี่ยนเครื่องเมื่อใดก็ได้ที่อยากเปลี่ยน หรือ เครื่องเสีย แต่ไม่อยากส่งซ่อม หรือ บริการรับเครื่องทดแทนแม้ไม่มีเครื่องเดิมมาเปลี่ยน

สิทธิพิเศษในการติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญของ Apple ผ่านทางแชตหรือโทรศัพท์ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ลูกค้า AIS ที่ซื้อ iPhone ทุกรุ่น สามารถสมัครบริการ AIS Care+ with AppleCare Services เพื่อรับความพิเศษกว่าใครได้ทันทีหลังจากซื้อเครื่องใหม่ หรือภายใน 30 วัน นับจากวันที่ซื้อเครื่อง และไม่ต้องตรวจสอบตัวเครื่อง โดยบริการ AIS Care+ with AppleCare Services มีแพ็กเกจให้เลือกทั้งแบบรายเดือนหรือเหมาจ่าย 12  เดือน และดูแลต่อเนื่องนานสูงสุด 48 เดือน โดยลูกค้าสามารถสมัครบริการได้ที่ร้านเอไอเอสช้อป, ร้านเอไอเอส-เทเลวิซ, รวมถึงร้านพันธมิตรอย่าง Jaymart, TG Fone,  iStudio จาก COPPERWIRED, SPVi และ UFicon หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/service/aiscare-applecare/ 

พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อ iPhone และสมัคร AIS Care+ ระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2566 – 20 มีนาคม 2567  สามารถเปลี่ยนมาใช้บริการแพ็กเกจใหม่ AIS Care+ with AppleCare Services เพียงยืนยันสิทธิ์ด้วยตัวเอง โดยกด *534*4# โทรออก ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2567 – 30 เมษายน 2567

AIS ผนึก ตำรวจไซเบอร์ ปฏิบัติการเชิงรุก ปราบ โจรจีนเทา จับเครื่องส่ง SMS ปลอม เตือน! ประชาชนอย่ากดลิงก์เด็ดขาด

พล.ต.ท. ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ร่วมกับ AIS โดย นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ แถลงผลการปฏิบัติการของตำรวจไซเบอร์ บช.สอท. ตามนโยบายรัฐบาล ที่จะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยครั้งนี้ 'มาตรการระเบิดสะพานโจร' คือ การบุกรวบจีนเทาพร้อมเครื่องส่ง SMS ปลอม (False Base Station) ได้คารถ หลังตระเวนขับรถส่ง SMS ที่ปลอม Sender ผู้ส่งเป็นชื่อ AIS โดยเป็นข้อความลวงให้แลกคะแนน AIS Points แนบลิงก์ดูดเงิน ในย่านรามอินทรา สุขุมวิท และฝั่งธนฯ

สืบเนื่องจาก จนท. ตำรวจไซเบอร์ ได้รับการประสานจาก AIS ว่าตรวจพบกลุ่มคนจีนใช้รถยนต์ขับตระเวนบริเวณชุมชน ห้างสรรพสินค้า ที่มีประชาชนหนาแน่น แล้วใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณความถี่ผิดกฎหมาย ส่งสัญญาณเข้าอุปกรณ์มือถือที่อยู่ในรัศมีโดยปลอมเป็นเครือข่าย AIS ทำการส่ง SMS ปลอมจาก Sender ชื่อ AIS ทำให้ประชาชนสับสนและหลงเชื่อ

ตำรวจไซเบอร์จึงร่วมมือกับทีมวิศวกร AIS สืบสวนติดตาม จนพบกลุ่มคนจีนใช้รถยนต์ฮอนด้า CRV สีบรอนด์ ที่ต้องสงสัย จึงได้สะกดรอยตาม พบรถคันดังกล่าวมาจอดที่ลานจอดรถของอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งในซอยนวลจันทร์ 60

จากการสังเกตพบคนต่างด้าวลักษณะเหมือนคนจีนลงจากรถ เข้าไปพักในที่พักดังกล่าว จึงเฝ้าจุดดูความเคลื่อนไหว จนกระทั่งเช้าของวันที่ 9 มกราคม 2568 หนึ่งในคนต่างด้าวได้มาที่รถคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ ทีมวิศวกร AIS และ เจ้าหน้าที่ กสทช. จึงได้เข้าแสดงตัวตรวจสอบ พบว่าอุปกรณ์ที่ติดตั้งหลังรถคันดังกล่าวเป็นเครื่อง False Base Station ที่ถูกติดตั้งไว้พร้อมใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้เป็นเครื่องวิทยุโทรคมนาคมแบบพกพาเถื่อน ผิดกฎหมาย โทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็มและซิมโทรศัพท์มือถือกว่า 30 รายการ จึงได้ทำการจับกุมตัว MR.LI อายุ 49 ปี และ MR. ZHU อายุ 47 ปี สัญชาติจีน และแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี การปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เถื่อน ปิดโอกาสคนร้ายในการติดต่อประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อ โดยทางกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ยังคงร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นต่อไป

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ในฐานะผู้ให้บริการระบบสื่อสาร เราให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าให้ใช้บริการได้อย่างปลอดภัย จึงเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ โดยการให้ความร่วมมือกับตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐ ในการติดตามมิจฉาชีพ ตรวจสอบเส้นทาง ปิดกั้นการใช้เครือข่ายเป็นช่องทางหลอกลวงประชาชน อย่างเรื่องการส่ง SMS ปลอม ผ่านอุปกรณ์เครื่องจำลองสถานี (False Base Station) เสมือนการปลอมเป็นเครือข่ายเอไอเอส ทำการส่ง SMS ปลอมจาก Sender ชื่อ AIS ทำให้ประชาชนสับสนและหลงเชื่อ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าว เป็นเครื่องวิทยุโทรคมนาคมแบบพกพาเถื่อน ผิดกฎหมาย เพราะหลังจากการตรวจสอบแล้ว ไม่พบข้อมูลการได้รับอนุญาตจาก กสทช. แต่อย่างใด
 
ซึ่งเอไอเอสร่วมมือกับตำรวจตามจับมิจฉาชีพมาหลายเคสแล้ว ครั้งนี้ก็เช่นกัน เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนภารกิจของฝ่ายความมั่นคง จนสามารถคำนวณเส้นทางการเคลื่อนตัวของมิจฉาชีพอย่างละเอียด ทำให้เข้าถึงแหล่งกบดานของกลุ่มนี้ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภารกิจการทลายแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้สำเร็จลงได้

นายวรุณเทพ ย้ำว่า "AIS ขอแจ้งไปยังประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อและให้ข้อมูลส่วนบุคคลผ่านการกดลิงก์ แอดไลน์ หรือตอบกลับ SMS รวมถึงงดให้ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัตรประชาชน เลขบัตรเครดิต วันเดือนปีเกิด รวมทั้งรหัส OTP ในการทำธุรกรรมใดๆ แก่แหล่งที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ หากเป็นลูกค้า AIS เมื่อรับสายที่เข้าข่ายมิจฉาชีพ เมื่อวางสาย สามารถกด *1185# โทรออก ภายใน 5 นาที ระบบจะส่งเบอร์ล่าสุดที่รับสายไปเพื่อตรวจสอบและบล็อกทันที หรือ หากได้รับ SMS ผิดปกติ ก็สามารถโทร.แจ้งผ่านสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป"

AIS-GULF-JAS คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายไทยลีก 4 ปี มูลค่า 2 พันล้าน ‘มาดามแป้ง’ คอนเฟิร์ม!!…เพิ่มเงินสนับสนุนสโมสรครบทุกลีก

(6 มิ.ย. 68) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ แถลงยืนยันว่า กลุ่มบริษัท AIS, GULF และ JAS เป็นผู้คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกทุกระดับแบบ Exclusive ในประเทศ ตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26-2028/29 พร้อมเงื่อนไขขยายต่ออีก 2 ปี 

ลิขสิทธิ์ครอบคลุมทั้ง ไทยลีก 1, ไทยลีก 2, ไทยลีก 3, ฟุตบอลถ้วย (เอฟเอ คัพ, รีโว่ คัพ), ลีกเยาวชน U21 และฟุตบอลหญิงลีก โดยมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ตลอด 4 ฤดูกาล แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฤดูกาลละ 350 ล้านบาท และค่าผลิตสัญญาณอีกไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทต่อฤดูกาล

ขณะเดียวกัน มาดามแป้งยังเสนอเพิ่มเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าแก่สโมสรสมาชิกในทั้ง 3 ลีก เริ่มฤดูกาล 2025/26 ได้แก่ ไทยลีก 1 ทีมละ 15 ล้านบาท, ไทยลีก 2 ทีมละ 4 ล้านบาท และไทยลีก 3 ทีมละ 1.25 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 398.5 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมพัฒนามาตรฐานและความมั่นคงของวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว

21 มิถุนายน พ.ศ. 2526 วันก่อตั้งบริษัท ‘ชินวัตร คอมพิวเตอร์’ จุดเริ่มต้นอาณาจักรเทคโนโลยีของ 'ทักษิณ ชินวัตร'

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2526 นายทักษิณ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้ก่อตั้งบริษัท “ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน)” ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรกเพียง 20 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นธุรกิจด้านเทคโนโลยีและโทรคมนาคมในยุคที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ต่อมาในปี 2542 บริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น “ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)” หรือ “ชินคอร์ป” โดยขยายธุรกิจครอบคลุมทั้งการสื่อสารดาวเทียมผ่านบริษัทไทยคม, ธุรกิจโทรคมนาคมผ่านบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) และธุรกิจสื่อ-โฆษณาอีกหลายแขนง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 เมื่อครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ป 49% ให้กับเทมาเส็ก โฮลดิงส์ (Temasek Holdings) กลุ่มทุนจากสิงคโปร์ มูลค่ากว่า 7.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง และนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่การรัฐประหารในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

ปัจจุบัน 'ชินคอร์ป' ได้เปลี่ยนชื่อเป็น 'อินทัช โฮลดิ้งส์' (Intouch Holdings) และยังคงดำเนินธุรกิจในหลากหลายสาขา เช่น การสื่อสารโทรคมนาคมผ่าน AIS, ดาวเทียมผ่านไทยคม, ธุรกิจการเงิน และการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยบริษัทนี้ยังถือเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยยุคใหม่

จากศึกมือถือ 3 ค่าย กสทช. เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ หรือเปลี่ยนแค่ชื่อผู้เล่น? ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุล ระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

เมื่อยี่สิบปีก่อน โทรศัพท์มือถือคือสนามรบของสามอาณาจักร — AIS, DTAC และ TA Orange วันนี้ ไทยเหลือผู้เล่นหลักเพียงสองราย คือ AIS และ True Corp (ที่รวม DTAC เข้าแล้ว) “กสทช.” ผู้ถือกฎในเกมใหม่นี้ กำลังสร้างสมดุล หรือเปิดทางให้ผูกขาดทางเศรษฐกิจกันแน่?

ศึกมือถือยุค 2000s: เมื่อ “นาทีทอง” คือสมรภูมิ

ต้นยุค 2540 – 2549 เป็นช่วงที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือไทย “แตกมวลชน” จริงจัง AIS นำตลาดด้วยบริการ “วัน-ทู-คอล!” DTAC โต้กลับด้วย “แฮปปี้” และ TA Orange (ร่วมทุนฝรั่งเศส) จุดไฟสงครามราคาด้วยแพ็กสุดแรง “กลางคืนบาทเดียว” ปี 2546 AIS ครองตลาดกว่า 52%, DTAC ราว 30%, TA Orange ประมาณ 15% — แข่งขันกันทุกวิถีทาง ทั้งราคา โปรโมชั่น สัญญาณ และภาพลักษณ์แบรนด์ยุคนั้น โทรศัพท์มือถือไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางเศรษฐกิจใหม่ คนไทยทุกระดับเข้าถึงการติดต่อกันได้ในราคาที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน

การถือกำเนิดของ “กสทช.” และระบบใบอนุญาต

ปี 2553 คือจุดเปลี่ยนใหญ่ เมื่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถือกำเนิดขึ้นแทนระบบสัมปทานเดิม เป้าหมายหลักคือ “ทำให้ตลาดแข่งขันอย่างเป็นธรรม” โดยเปลี่ยนจากระบบที่รัฐวิสาหกิจถือคลื่น สู่ระบบใบอนุญาต ประมูลคลื่น โปร่งใส และเปิดเสรี.ผลลัพธ์ช่วงแรกถือว่าน่าชื่นชม — รัฐได้รายได้มหาศาลจากการประมูลคลื่น 3G และ 4G, ค่ายมือถือเร่งพัฒนาโครงข่าย และราคาค่าโทรและอินเทอร์เน็ตเริ่มถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ. แต่เมื่อเวลาผ่านไป “สนามแข่งขัน” ที่ควรจะกว้างกลับเริ่มแคบลง

จาก 3 ค่าย เหลือ 2 ขั้ว: โครงสร้างตลาดใหม่ของไทย

ปี 2566 True Corporation ควบรวมกิจการกับ DTAC อย่างเป็นทางการ ทำให้ประเทศไทยเหลือเพียง 2 ผู้เล่นหลักในตลาดมือถือ — True Corp (True + DTAC) ครองส่วนแบ่งผู้ใช้ประมาณ 52%, AIS ครองอีก 48% (ข้อมูลปี 2024 – Twimbit Research & รายงานผู้ถือหุ้น AIS) การแข่งขันที่เคยขับเคี่ยวจึงกลายเป็นการแข่งขันระหว่างสองขั้วใหญ่ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Duopoly Market.ในเชิงรายได้ AIS ยังคงนำเล็กน้อย (ส่วนแบ่งรายได้ราว 49%) เพราะฐานลูกค้าคุณภาพสูงกว่า ส่วน True Corp ได้เปรียบด้านจำนวนลูกค้าและแพ็กเกจคอนเวอร์เจนซ์ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน “ตัวเลือกของผู้บริโภคลดลง” คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

กสทช. ในฐานะกรรมการกลาง: สมดุล หรือ สมยอม?

การควบรวมครั้งนี้ผ่านการอนุมัติของ กสทช. ภายใต้เงื่อนไขควบคุมราคาและคุณภาพบริการ แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า “กสทช. เข้มพอหรือยัง?” นักวิชาการบางส่วน เช่น TDRI ชี้ว่า แม้ กสทช. จะออกข้อกำหนดเพื่อป้องกันการผูกขาด แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถสร้างแรงกดดันให้ตลาดแข่งขันได้จริง.ขณะเดียวกัน ผู้เล่นรายเล็กหรือ MVNO (ผู้ให้บริการเสมือน) ก็ไม่เติบโต เพราะไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายของค่ายใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม ผลคือ ตลาดไทยในปัจจุบันกลายเป็นตลาดมือถือที่แข่งขันน้อยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียผลต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค

1. ราคาค่าบริการมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดช้า — การไม่มีค่ายใหม่เข้ามาแข่ง ทำให้แรงกดดันด้านราคาอ่อนลง 2. คุณภาพบริการไม่โตเท่าความเร็วของเทคโนโลยี — แม้เข้าสู่ 5G แล้ว แต่บางพื้นที่ยังประสบปัญหาความเร็วต่ำ 3. รายได้ภาคโทรคมนาคมรวมยังสูง — มูลค่าตลาดเกิน 2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ผลประโยชน์กระจุกอยู่ในผู้เล่นไม่กี่ราย 4. เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้ประโยชน์ทางอ้อม — การลงทุนใน 5G, IoT, Cloud, AI จากค่ายใหญ่ช่วยขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่หากไม่มีแรงกดดันจากคู่แข่ง แรงผลักนวัตกรรมอาจชะลอตัวในระยะยาว

บทเรียนจากศึกมือถือ: เสรีภาพทางเศรษฐกิจไม่ควรถูกจำกัดด้วยคลื่น

จากสงครามโปรโมชั่นบาทเดียวในอดีต มาถึงยุคที่โทรศัพท์มือถือกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่เพียงเครือข่ายเร็วที่สุด แต่คือ 'ตลาดที่แข่งขันจริงที่สุด' เพราะเมื่อการแข่งขันหายไป แรงขับเคลื่อนนวัตกรรมก็จะหายไปด้วย และสุดท้าย คนที่ต้องจ่ายแพงที่สุด คือประชาชน

บทสรุของเกมนี้

กสทช. อาจไม่ได้ “ผิด” ในการกำกับดูแล แต่ต้อง “กล้ากว่านี้” ในการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์รัฐ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ยุคต่อไปของโทรคมนาคมไทยควรมีมากกว่า “สองขั้วใหญ่” ควรเปิดทางให้ผู้เล่นใหม่ MVNO Tech Startup และบริการดิจิทัลรายใหม่เข้ามาได้จริง เพราะสุดท้าย เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดจากจำนวนเสา 5G ที่มากขึ้น แต่มาจากจำนวนตัวเลือกที่ประชาชนมีในมือ

วิเคราะห์เชิงนโยบายอย่างรอบด้าน — เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนที่ “โครงสร้างของเกม”

สรุปผลงาน CEO AIS คนเดิม 'สมชัย เลิศสุทธิวงค์' ผู้นำด้านดิจิทัล ขับเคลื่อน 3G→4G→5G ก่อนส่งไม้ต่อให้ CEO คนใหม่

(1 พ.ย. 68) ไทม์ไลน์ผลงานของ  ‘สมชัย เลิศสุทธิวงค์’ (คัดไฮไลต์ตามลำดับเหตุการณ์)

ก่อนเป็นซีอีโอ: ปูทาง “เครือข่ายมวลชน”
• CMO ที่พา AIS เข้าสู่ยุค 3G 2100 (พ.ศ. 2556): ช่วงดำรงตำแหน่ง Chief Marketing Officer (CMO) บริษัทเปิดให้บริการ 3G บนคลื่น 2.1GHz เดือนพฤษภาคม 2556 และเร่งขยายครอบคลุมจนสิ้นปีแตะ ~80% ของประชากร—ฐานสำคัญของการย้ายผู้ใช้สู่เทคโนโลยีใหม่ในเวลาต่อมา

• ผู้นำทีมการตลาด: เป็นผู้บริหารสายการตลาดที่สื่อมวลชนอ้างถึงในฐานะ CMO ระหว่างการเร่งคุณภาพบริการช่วงเปลี่ยนผ่าน 3G

1 ก.ค. 2557: ขึ้นเป็นซีอีโอ AIS
• บอร์ดมีมติแต่งตั้ง สมชัย เลิศสุทธิวงค์ เป็นซีอีโอ มีผล 1 ก.ค. 2557 รับไม้ต่อจากคุณวิชญ์ เมฆทรงกลด และประกาศเป้าหมายยกระดับ AIS สู่บริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ

2558–2559: วางรากฐานโครงข่ายยุค 4G และ “บ้าน”
• 4G เปิดเชิงพาณิชย์ (ม.ค. 2559) ผ่านบริษัทลูก AWN—ปูทางสู่การใช้งานดาต้าในวงกว้าง

• AIS Fibre: จากการทดลองให้บริการตั้งแต่ เม.ย. 2558 สู่การเปิดทางการ พ.ค. 2559 ด้วยเป้าหมายขึ้น Top-3 ภายใน 3 ปี และเป็นผู้นำภายใน 5 ปี—เป็นก้าวใหญ่ของ “คอนเวอร์เจนซ์ มือถือ + บรอดแบนด์บ้าน”.
• ดันบริการองค์กร/ดิจิทัล: ขยายบริการ M2M/LBS สำหรับลูกค้าองค์กร สะท้อนยุทธศาสตร์ Diversification นอกเหนือมือถือ

2563: “ครั้งแรกของไทย” กับ 5G เชิงพาณิชย์
• 24 ก.พ. 2563 AIS เปิด 5G เชิงพาณิชย์ เป็นรายแรกของประเทศบนย่าน 2600 MHz—จุดพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

2565–2566: สายบ้านโตต่อเนื่อง + ฐาน 5G ขยาย
• ธุรกิจ Fixed Broadband ทะลุ 2.1 ล้านครัวเรือน Q3/2565 และยังเติบโตต่อในปี 2566—คานอำนาจรายได้ฝั่ง “บ้าน” ให้แข็งแรงควบคู่มือถือ

2567–2568: วาระขยาย–ส่งไม้ต่อ
• วาระซีอีโอขยายเพิ่มอีก 1 ปี (ต.ค. 2567) เพื่อความต่อเนื่องของแผนงาน ก่อนเข้าสู่เฟสส่งไม้ต่อ

• ประกาศผู้สืบทอด: บอร์ดแต่งตั้ง ปรัธนา ลีลพนัง เป็นซีอีโอคนถัดไป มีผล 3 พ.ย. 2568—ทีมแกนเดิม ขยายต่อคอนเวอร์เจนซ์และ 5G/ไฟเบอร์โดยไม่สะดุด

กลไกความสำเร็จ (Key Plays)
1. เริ่มจากลูกค้า—จบที่โครงสร้างรายได้: DNA นักการตลาดทำให้การตัดสินใจด้านคลื่น/แพ็กเกจ/ประสบการณ์ ถูกผูกกับพฤติกรรมผู้ใช้จริง (จาก One-2-Call!, Serenade ตั้งแต่ปี 2004 สู่ยุค 5G).
2. Convergence ที่ทำได้จริง: มือถือ + อินเทอร์เน็ตบ้าน (AIS Fibre) + บริการองค์กร—ลดความผันผวนของรายได้ ยืดอายุความสัมพันธ์ลูกค้า (LTV) และสร้าง “เครือข่ายชีวิตดิจิทัล” ครบวงจร

3. ผู้นำการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีระดับประเทศ: จาก 3G 2100 → 4G → 5G รายแรก—ช่วยยกระดับความพร้อมดิจิทัลของผู้ใช้-ธุรกิจ-รัฐ ให้ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเร็วขึ้น

ประวัติการศึกษา (ย่อ)
• ปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต (สถิติประยุกต์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (การตลาด) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนครพนม
• หลักสูตรผู้บริหารเด่น: Thai IOD (เช่น RCP/DCP), Capital Market Academy

ส่งท้าย: “ส่งไม้ต่ออย่างมีแบบแผน”
ภายใต้วาระที่ยืดเพื่อความต่อเนื่องในปี 2567 สมชัยวางโรดแมปและทีมงานไว้ครบ ก่อนประกาศ ปรัธนา ลีลพนัง เป็นซีอีโอคนใหม่ มีผล 3 พ.ย. 2568—สะท้อนธรรมาภิบาลการสืบทอดตำแหน่ง (succession planning) ที่ชัดเจน และทำให้ยุทธศาสตร์ มือถือ+บ้าน+องค์กร เดินหน้าต่อไม่สะดุด ในช่วงที่ไทยกำลังก้าวลึกสู่โครงสร้างพื้นฐาน 5G-ไฟเบอร์-คลาวด์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top