Thursday, 4 June 2026
AirIndia

‘Anny Divya’ หญิงแกร่งแห่งอินเดีย ผู้ก้าวข้ามกำแพงอคติทางเพศ จนสามารถเป็นกัปตันหญิงของ Boeing 777 ที่อายุน้อยที่สุดในโลก

‘Anny Divya’ กัปตันเครื่องบินโดยสาร Boeing 777 หญิงที่อายุน้อยที่สุดในโลก

“ผู้หญิงแบกค้ำฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง” เป็นคำกล่าวของประธาน ‘เหมา เจ๋อตง’ ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เรื่องราวแบบนี้จากบอกเล่าเพื่อให้ผู้ที่รู้สึกว่า ขาดโอกาส ท้อแท้ สิ้นหวังได้มีพลังใจเช่นเดียวกับ ‘Anny Divya’ หญิงสาวผู้ที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการ จนประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอเกิดเป็น ‘หญิงชาวอินเดีย’ ด้วยในสังคมฮินดูนั้น ผู้หญิงถูกจัดให้มีสถานะที่ด้อยกว่าชายในแทบทุกด้านมาตั้งแต่ในอดีต ธรรมเนียมสังคมฮินดูมีลักษณะที่เป็นแบบ ‘ชายเป็นใหญ่’ หรือ ‘Patriarchy’ ทำให้สถานะความเป็นหญิงเสียเปรียบชายในแทบทุกด้าน เห็นได้จากปัญหาความไม่เท่าเทียมทางกฎหมายในอินเดีย อาทิ ภรรยาไม่สามารถฟ้องร้องสามีตัวเองได้ ในกรณีที่ฝ่ายชายไปมีความสัมพันธ์นอกสมรส หญิงไม่ได้รับโอกาสได้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ดีอย่างเพียงพอ ฯลฯ

กัปตัน ‘Anny Divya’ เกิดที่เมืองปาทานโกต รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย เมื่อปี ค.ศ. 1987 ในครอบครัวที่ใช้ภาษาเตลูกู (ภาษาที่พูดโดยชาวเตลูกูในรัฐอานธรประเทศกับรัฐเตลังคานาในอินเดีย) พ่อของเธอเคยเป็นทหารในกองทัพบกอินเดีย ครอบครัวของเธอเคยอาศัยอยู่ใกล้กับฐานทัพในเมืองปาทานโกต รัฐปัญจาบของอินเดีย หลังจากที่พ่อของเธอเกษียณ ครอบครัวของพวกเขาก็ย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองวิชัยวาทะ รัฐอานธรประเทศ ซึ่งเธอเข้าเรียนที่โรงเรียนในเมืองนี้ ญาติ ๆ ของเธอนอกเหนือจากครอบครัวใกล้ชิดของเธอ ต่างไม่เห็นด้วยกับความคิดที่เธอจะเป็นนักบิน อย่างไรก็ตาม เธอไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอท้อแท้แต่อย่างใด แต่พ่อ-แม่ของเธอสนับสนุนให้เธอทำตามความฝันอยู่เสมอ และไม่เคยขอให้เธอประกอบอาชีพที่พ่อ-แม่เลือก ซึ่งต้องขอบคุณพ่อ-แม่และคุณครูของเธอ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เธอเป็นเธอในวันนี้

หลังจากสำเร็จมัธยมศึกษาในวัย 17 ปี เธอได้ลงทะเบียนเรียนที่ Indira Gandhi Rashtriya Uran Akademi (IGRUA) ซึ่งเป็นโรงเรียนการบินในรัฐอุตตรประเทศ และจบการศึกษาเมื่ออายุ 19 ปี แล้วเริ่มอาชีพนักบินกับแอร์อินเดีย เธอเดินทางไปสเปนเพื่อฝึกบินด้วยเครื่องบิน Boeing 737 เมื่ออายุ 21 ปี เธอถูกส่งไปรับการฝึกเพิ่มเติมที่สหราชอาณาจักร ซึ่งเธอเริ่มบินด้วยเครื่องบิน Boeing 777 ซึ่งเป็นเครื่องบินที่มีพิสัยบินไกลที่สุด และเป็นเครื่องบินไอพ่นสองเครื่องยนต์ที่มีลำตัวยาวที่สุดในโลก ปัจจุบันเธอเป็นกัปตันหญิง วัย 36 ปี ของเครื่องบินโบอิ้ง 777 ที่อายุน้อยที่สุดของอินเดียและในโลก (เธอเป็นกัปตันตั้งแต่อายุไม่ถึง 30 ปี) อีกทั้ง เธอยังได้บินไปที่นครนิวยอร์ก นครชิคาโก และนครซานฟรานซิสโก เป็นประจำอีกด้วย

ในช่วงที่เรียนหนังสือ เธอเป็นนักเรียนที่สดใสและมีความทะเยอทะยานเป็นอย่างมาก เธอเรียนที่ Kendriya Vidyalaya ในเมืองวิชัยวาทะ ใน Grade 11 เธอสามารถสอบได้คะแนนเต็ม 100 ในทุกวิชา ยกเว้นภาษาอังกฤษได้ 92 คะแนน และสันสกฤตได้ 98 คะแนน อีกทั้ง เธอยังทำได้ดีเป็นพิเศษในการสอบ Grade 12 และในขณะที่ทำงานกับ Air India เธอเข้าเรียนปริญญาตรีสาขาการบินจนจบ นอกจากนี้ เธอยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายจาก Rizvi Law College of University of Mumbai และยังเป็นทนายความอีกด้วย

อาชีพนักบินของกัปตัน Anny ได้เปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของครอบครัวเธอด้วย เธอสามารถส่งน้องชายให้เรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย และสามารถส่งพี่สาวของเธอเรียนต่อในสหรัฐอเมริกาได้ สามารถซื้อบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่ของเธอในเมืองวิชัยวาทะ และลงทุนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในนครไฮเดอราบัดได้อีกด้วย

กัปตัน Anny กล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ฉันก็สงสัยเกี่ยวกับการที่ได้บินอยู่เหนือเมฆ เมื่อฉันเล่าความฝันที่จะบินให้แม่ฟัง แม่บอกฉันว่า ฉันไม่มีปีกที่ทำให้บินได้ และเพื่อจะบิน ได้ฉันจะต้องได้ปีกจากการเป็นนักบิน” เธอเล่าต่อว่า “ในสมัยนั้น การเป็นนักบินเป็นเรื่องรองจากการฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ทุกคนรอบตัวฉันต่างเลือกอาชีพด้านการแพทย์ วิศวกรรม ข้าราชการ ฯลฯ เป็นอาชีพ” อย่างไรก็ตาม เธอยังคงยึดมั่นในความฝันของเธอ

กัปตัน Anny เล่าว่า “การมาจากเมืองเล็ก ๆ และมาอยู่ท่ามกลางผู้คนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี และช่วยขัดเกลาการใช้ภาษาอังกฤษให้ดียิ่งมากขึ้น คือหนึ่งในความท้าทายแรก ๆ และขอย้ำอีกครั้งว่า ฉันไม่มีพื้นฐานด้านการบินเหมือนเพื่อน ๆ ของฉัน” แม้ว่า โรงเรียนการบินอาจมีผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ แต่กัปตัน Anny รู้สึกว่า เรื่องราวเกี่ยวกับการบินกำลังเปลี่ยนไป เธอบอกว่า อุตสาหกรรมการบินกำลังพัฒนา ทำให้มีผู้หญิงเข้ามาทำงานมากขึ้น กัปตัน Anny เน้นย้ำว่า อคติทางเพศของอินเดียมีมากกว่าในประเทศอื่น ๆ

กัปตัน Anny นึกถึงเหตุการณ์หนึ่งว่า “ฉันบินในเที่ยวบินโดยที่นักบินผู้ช่วยของฉันเป็นชายต่างชาติ เขาให้ความเห็นว่า ผู้หญิงควรอยู่ในครัวและไม่ควรขับเครื่องบิน ฉันบอกว่า เราควรเลือกงานโดยพิจารณาจากสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด และฉันไม่รังเกียจที่จะอยู่ในครัว แต่ถ้าฉันบินได้ดีกว่า ฉันควรจะได้บิน และถ้าคุณทำอาหารเก่ง คุณก็ควรลองอยู่ในครัวดู และบางทีคุณอาจจะอยู่ที่นั่นได้ดีกว่า” กัปตัน Anny กล่าวว่า เธอเริ่มต้นการเดินทางในอาชีพนักบิน โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้อย่างช้า ๆ ทีละก้าว จนเธอมาถึงจุดที่เธอเป็นอยู่ทุกวันนี้

“ฉันพูดเสมอว่าแม้จะไม่รู้ แต่ก็ไม่เป็นไรที่จะไม่เรียนรู้” เธอยังกล่าวอีกว่า ทุกความท้าทายถือเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับเธอ กัปตัน Anny มองว่า อคติต่อผู้หญิงเป็นย่างก้าวให้ผู้หญิงได้ไปสู่ความเป็นเลิศในชีวิตและอาชีพ เธอกระตุ้นให้บรรดาหญิงสาวมีศรัทธา และยอมรับทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จอย่างซาบซึ้ง ซึ่งจะกลายเป็นความสำเร็จ ให้คำปรึกษาแก่ผู้หญิงในรุ่นของเธอ กัปตัน Anny บอกว่า “ผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะสาว ๆ ฉันอยากให้คุณทุกคนบรรลุสิ่งที่คุณฝันไว้ สิ่งที่สังคมสอนไม่มีถูกหรือผิด แต่จงฟังหัวใจของคุณและหาทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

กัปตัน Anny ยังเข้าร่วมกลุ่มผู้นำอินเดียในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม LinkedIn Influencer มากกว่า 500 คน รวมถึง Narendra Modi, Bill Gates, Priyanka Chopra, Oprah Winfrey, Sachin Tendulkar และ Kiran Mazumdar Shaw ฯลฯ และปัจจุบันในฐานะ LinkedIn Influencer ที่เธอแบ่งปัน เรื่องราวของเธอกับสมาชิกหลายล้านคนของ LinkedIn ทั่วโลก เกี่ยวกับการที่เธอต้องต่อสู้กับอนุสัญญาทางสังคม อุปสรรคทางภาษา และความกดดันจากครอบครัว เพื่อประสบความสำเร็จในอาชีพที่เคยมีแต่ผู้ชายเท่านั้น

Air India Boeing 777

Boeing 787 Dreamliner เจอจุดเปลี่ยนสำคัญ อุบัติเหตุเที่ยวบิน AI‑171 สั่นคลอนความเชื่อมั่นโลก

(13 มิ.ย. 68) Boeing 787 Dreamliner หรือที่รู้จักกันในฉายา 'Plastic Jet' ถือเป็นหนึ่งในผลงานปฏิวัติวงการการบินพาณิชย์ ด้วยการนำวัสดุคอมโพสิทมาใช้ในโครงสร้างเครื่องบินเกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้ลดน้ำหนักและประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 20–25% เมื่อเทียบกับเครื่องบินรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบปรับอากาศที่ให้แรงดันสูงขึ้น หน้าต่างขนาดใหญ่กว่าเดิม และการออกแบบเพื่อลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร ส่งผลให้ Dreamliner เป็นที่ชื่นชอบของทั้งผู้โดยสารและสายการบินทั่วโลก

โครงการ Dreamliner เริ่มต้นในปี 2004 ก่อนทำการบินทดสอบครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2009 และได้รับอนุมัติให้ใช้งานในปี 2011 แม้ต้องเผชิญปัญหาด้านเทคนิคและความล่าช้าหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ไฟไหม้จากแบตเตอรี่ลิเธียมในปี 2013 ที่ทำให้ต้องระงับการบินชั่วคราวทั่วโลก ก่อนที่ Boeing จะแก้ไขและนำกลับมาให้บริการอีกครั้ง ปัจจุบัน Dreamliner มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 787‑8, 787‑9 และ 787‑10 รองรับผู้โดยสารได้ตั้งแต่ 210–330 ที่นั่ง โดย Boeing ได้รับคำสั่งซื้อแล้วกว่า 2,100 ลำ และส่งมอบแล้ว 1,189 ลำ ให้กับกว่า 110 สายการบินทั่วโลก

แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่ล้ำสมัยที่สุดรุ่นหนึ่ง แต่เส้นทางของ Dreamliner ก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงปี 2019–2022 ที่ FAA หรือสำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐฯ เข้าตรวจสอบมาตรฐานการผลิตอย่างเข้มงวด หลังพบปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างและคุณภาพของตัวเครื่องอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อมีพนักงานภายในออกมาเปิดเผยว่า Boeing ใช้ 'ทางลัด' บางประการในการประกอบเครื่อง เพื่อเร่งการผลิตและลดต้นทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยในระยะยาว FAA จึงต้องเข้มงวดในการตรวจสอบและบังคับให้บริษัทปรับปรุงกระบวนการผลิตในหลายโรงงาน

เหตุการณ์สำคัญที่เขย่าวงการการบินเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2025 เมื่อเที่ยวบิน AI‑171 ของสายการบิน Air India ซึ่งใช้เครื่อง Boeing 787-8 หมายเลขทะเบียน VT‑ANB ตกลงในพื้นที่ชุมชนไม่กี่นาทีหลังเทคออฟจากเมืองอาห์มาดาบัด ในประเทศอินเดีย มุ่งหน้าสู่ลอนดอน หลังมีการประกาศเมย์เดย์ (เครื่องยนต์ขัดข้อง) กลางอากาศ โดยมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 242 คน เสียชีวิต 241 ราย รอดเพียงรายเดียว ส่งผลให้เหตุการณ์นี้นับเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกของ Dreamliner ตลอดระยะเวลา 14 ปีที่ให้บริการ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยของเครื่องบินรุ่นนี้

อุบัติเหตุของเที่ยวบิน AI‑171 เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังเผชิญกับอุบัติเหตุทางอากาศหลายกรณี ทั้งเครื่องบินพาณิชย์ เฮลิคอปเตอร์ และเที่ยวบินประจำภูมิภาค เหตุการณ์ตกของ Dreamliner ไม่เพียงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ Boeing เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ผลิตอากาศยาน หน่วยงานกำกับดูแล และสายการบินทั่วโลก ต้องหันมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในโลกที่ความเสี่ยงด้านเทคนิค การดำเนินงาน และสภาพแวดล้อมยังคงเป็นความท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม

‘ราเมช วิศวกุมาร’ รอดปาฏิหาริย์!!..หลังถูกแรงระเบิดดีดตัว ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากเหตุ Boeing 787 ตกที่อินเดีย

(13 มิ.ย. 68) ราเมช วิศวกุมาร (Ramesh Vishwaskumar) ชายวัย 40 ปี สัญชาติอังกฤษเชื้อสายอินเดีย คือผู้โดยสารเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกของเที่ยวบิน AI171 ของสายการบิน Air India เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เขานั่งที่นั่ง 11A ริมหน้าต่างในห้องโดยสารด้านหน้า กำลังเดินทางร่วมกับพี่ชายที่ยังคงสูญหาย เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากเครื่องบินเทคออฟจากเมืองอาห์มดาบาด ประเทศอินเดีย มุ่งหน้าสู่สนามบินลอนดอนแกตวิค ประเทศอังกฤษ

เที่ยวบินดังกล่าวใช้เครื่อง Boeing 787-8 Dreamliner ซึ่งเพิ่งทะยานขึ้นไปได้เพียง 625 ฟุต ก่อนที่นักบินจะประกาศ 'เครื่องยนต์ขัดข้อง' เครื่องบินตกลงบริเวณหอพักแพทย์ของ BJ Medical College และเกิดการระเบิดและไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ผู้โดยสารและลูกเรือรวม 242 ราย เสียชีวิตถึง 241 ราย เหลือเพียง ราเมช วิศวกุมาร ที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ตามรายงานเบื้องต้น เขาอาจถูกแรงระเบิดดีดตัวออกมาจากตัวเครื่องหรือได้รับการปกป้องจากแรงกระแทกหลัก ทำให้รอดพ้นจากเปลวไฟและซากระเบิดที่ตามมา ราเมช เล่าว่าได้ยิน 'เสียงระเบิดดังสนั่น' หลังเครื่องขึ้นไม่กี่วินาที ก่อนที่ไฟและควันจะพวยพุ่งไปทั่วห้องโดยสาร เขาหนีออกมาได้ทางรอยแตกที่ลำตัวเครื่อง ก่อนที่เปลวเพลิงจะลามถึงบริเวณนั้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบตัวเขาในสภาพบาดเจ็บและมึนงง แต่ยังคงมีสติ

ขณะนี้ ราเมชเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในเมืองอาห์มดาบาด โดยอยู่ภายใต้การดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แพทย์ระบุว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้และอาการช็อก แต่ยังมีสติสัมปชัญญะชัดเจน คาดว่าทางการอินเดีย รวมถึงเจ้าหน้าที่จาก NTSB และสายการบิน Air India จะเข้าสอบปากคำเขาในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากคำให้การของเขาอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาช่วงเวลา 30–40 วินาทีก่อนเกิดเหตุ

การที่ราเมชรอดชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งใหญ่เช่นนี้ ถือว่าแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การบิน สถิติเก่าระบุว่าผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งคนจากเหตุการณ์ลักษณะนี้มีน้อยมาก เช่น เที่ยวบิน BA548 ปี 1972, เที่ยวบิน 255 ปี 1987 และเที่ยวบิน Yemenia 626 ในปี 2009 การรอดชีวิตของเขาจึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทั้งโลกจับตามอง และเป็นอีกหน้าหนึ่งในโศกนาฏกรรมการบินที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

‘เจมส์ เรืองศักดิ์’ โพสต์ถึงเหตุเครื่องบินแอร์อินเดียตก ขนลุกซู่!!...ผู้รอดชีวิตเพียง 1 ราย นั่งหมายเลขเดียวกัน

(13 มิ.ย. 68) จากกรณีเที่ยวบิน AI171 ของสายการบิน Air India ตกหลังบินขึ้นจากเมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ล่าสุดพบว่าผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของโศกนาฏกรรมนี้ นั่งอยู่ที่หมายเลข 11A

เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมทางอากาศรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ เครื่องบินโบอิ้ง 787‑8 ดรีมไลเนอร์ ตกกระแทกอาคารแพทย์หลังขึ้นบินเพียง 625 ฟุต คร่าชีวิตผู้โดยสาร-ลูกเรือ 241 คน บาดเจ็บกว่า 60 คน ขณะที่ชายเชื้อสายอินเดีย-อังกฤษวัย 40 ปี ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว นั่งที่ริมหน้าต่าง 11A และสามารถหนีออกจากซากเครื่องก่อนเกิดไฟลุกไหม้

เจมส์ เรืองศักดิ์ โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “ขนลุกมาก เขานั่งหมายเลขเดียวกับผม 11A” ทำให้ย้อนเตือนเหตุการณ์ในปี 2541 ที่รอดชีวิตจากเที่ยวบิน TG261 ของการบินไทย ประสบอุบัติเหตุขณะพยายามร่อนลงจอดที่สนามบินสุราษฎร์ธานี ท่ามกลางสภาพอากาศแปรปรวนจากอิทธิพลของพายุจิล

โดยในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 101 คน และได้รับบาดเจ็บ 45 คน 'เจมส์ เรืองศักดิ์' เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดตายจากเหตุการณ์นั้น ส่วนสาเหตุของการตกไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดสู่สาธารณะมากนัก มีเพียงความพยายามระบุว่าสาเหตุการตกน่าจะมาจากการหลงสภาพการบินในการลงจอดเวลากลางคืนในสภาพอากาศที่มีลมแรง

ทั้งนี้ เจมส์ยังได้ย้ำว่าตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างสิ้นเชิง เป็นเครื่องเตือนใจให้อยู่กับปัจจุบัน ใช้ชีวิตด้วยสติ และไม่ประมาท พร้อมปฏิเสธข่าวลือว่าเขาได้นั่งเครื่องบินฟรีตลอดชีวิต โดยยืนยันว่าไม่เคยมีสิทธิพิเศษใดๆ

อินเดีย เผยผลสอบสวน Air India 171 เครื่องบินตก ชี้เครื่องดับกลางอากาศ เพราะสวิตช์คุมน้ำมันถูกสับลง

(12 ก.ค. 68) รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศอินเดีย (AAIB) ระบุว่า เครื่องยนต์ของเที่ยวบิน Air India 171 ดับลงเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเครื่องบินทะยานขึ้นจากสนามบินอัห์มดาบาดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่สุดของอินเดียในรอบเกือบ 30 ปี

จากข้อมูลที่บันทึกในห้องนักบิน สวิตช์ควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ทั้งสองตัว “เปลี่ยนจากตำแหน่งทำงาน (run) เป็นตัดการทำงาน (cut-off)” อย่างลึกลับ ทำให้เครื่องยนต์ขาดเชื้อเพลิงและสูญเสียแรงขับ แม้นักบินจะพยายามเรียกคืนระบบกลับมาทำงานในเวลา 10-14 วินาที แต่ก็ไม่ทันการณ์

รายงานระบุว่านักบินทั้งสองคนมีประสบการณ์การบินสูงและได้พักผ่อนเพียงพอก่อนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งไม่มีนกบินผ่านในเส้นทางเครื่องบิน จึงตัดความเป็นไปได้จากปัจจัยภายนอก ขณะที่ระบบ 'ram air turbine' ซึ่งจ่ายพลังงานฉุกเฉินได้ทำงานแล้ว แต่เครื่องก็เริ่มลดระดับก่อนข้ามเขตสนามบิน

แม้ยังไม่สรุปสาเหตุสุดท้าย แต่ AAIB ยืนยันว่า “ยังไม่มีข้อเสนอแนะให้ดำเนินการใด ๆ” กับ Boeing ผู้ผลิตเครื่องบิน หรือ GE Aerospace ผู้ผลิตเครื่องยนต์ โดยชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner

สำหรับโศกนาฏกรรมครั้งนี้คร่าชีวิตผู้โดยสาร 241 คน และอีก 29 คนที่อยู่บนพื้นดินเมื่อเครื่องตกกระแทกอาคารวิทยาลัยแพทย์ เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของสายการบิน Air India นับตั้งแต่ Tata Group เข้าซื้อกิจการเมื่อ 3 ปีก่อน โดยขณะนี้กำลังได้รับความช่วยเหลือในการสอบสวนจากหน่วยงานสืบสวนของสหรัฐฯ และอังกฤษ 

อินเดียตรวจประวัติสุขภาพจิตกัปตัน Air India หลังเครื่องตก ลือเคยซึมเศร้า!! อาจเป็นคนปิดสวิตช์เชื้อเพลิงทำเครื่องร่วง

(15 ก.ค. 68) ทีมสอบสวนเหตุเครื่องบิน แอร์อินเดีย (Air India) เที่ยวบิน AI-171 รุ่น Boeing 787 Dreamliner ทะเบียน VT-ANB ตกใกล้อาห์เมดาบัดระหว่างบินขึ้น มุ่งหน้าสู่ลอนดอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 241 คน จากทั้งหมด 242 คนบนเครื่อง ซึ่งล่าสุดอยู่ในขั้นตรวจสอบประวัติสุขภาพจิตของกัปตันซูมีต ซับฮาร์วาล (Sumeet Sabharwal) วัย 56 ปี หลังมีรายงานว่าเขาเคยมีภาวะซึมเศร้า และเคยลาพักงานบ่อยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลเรื่องการดูแลพ่อที่ชรา หลังจากสูญเสียแม่ในปี 2022

มีการเปิดเผยว่า ซับฮาร์วาลมีประสบการณ์บินกว่า 15,000 ชั่วโมง และผ่านการตรวจสุขภาพชั้น 1 เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม รายงานเบื้องต้นชี้ว่าเหตุเกิดจาก “การปิดสวิตช์ควบคุมเชื้อเพลิง” ซึ่งทำให้เครื่องสูญเสียแรงขับทันทีหลังเทกออฟ และข้อมูลจากกล่องดำเผยว่า นักบินคนหนึ่งถามอีกคนว่า “ทำไมปิดสวิตช์เชื้อเพลิง?” และอีกคนตอบว่า “ไม่ได้ปิด”

แม้ยังไม่สามารถระบุว่าใครเป็นคนปิด แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ขณะเกิดเหตุ ผู้ควบคุมการบินหลักคือนักบินผู้ช่วยวัย 28 ปี ส่วนกัปตันซับฮาร์วาลอยู่ในตำแหน่งที่อาจเข้าถึงสวิตช์ดังกล่าวได้ง่าย ขณะเดียวกัน เพื่อนบ้านในมุมไบเล่าว่า กัปตันเป็นคนเงียบ ๆ และรักพ่อมาก มักพาพ่อออกไปเดินเล่นในตอนเย็น และเคยบอกว่าอีกไม่กี่เที่ยวบินจะลาออกมาดูแลพ่อเต็มตัว

ด้าน Air India ปฏิเสธให้ความเห็น แต่เจ้าหน้าที่ในกลุ่มทาทา (Tata Group) ซึ่งเป็นเจ้าของสายการบิน ยืนยันว่ากัปตันไม่ได้ลาป่วยช่วงหลัง และมีการส่งผลตรวจสุขภาพครบถ้วน ขณะที่สมาคมนักบินอินเดียออกแถลงการณ์ค้านแนวทางสอบสวนที่พุ่งเป้าไปที่สุขภาพจิตของนักบินว่า เป็นการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน

ขณะที่ ญาติผู้เสียชีวิตบางรายวิจารณ์รายงานว่า ถือเป็นการตบหน้าและไม่เข้าใจว่าความผิดพลาดเพียงแค่ “ปิดสวิตช์หนึ่งตัว” ทำไมถึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมใหญ่ที่คร่าชีวิตคน 241 คน โดยเหลือผู้รอดชีวิตเพียง 1 คนเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top