Thursday, 4 June 2026
Airbus

จีนยกเลิกดีล ‘โบอิ้ง’ 179 ลำ มูลค่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมส่งคืนรัวๆ ยักษ์บินอเมริกันเครื่อง ‘737 MAX’

(21 เม.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ออกคำสั่ง “ล้มโต๊ะ” ข้อตกลงซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง (Boeing) ของสหรัฐฯ ที่มูลค่าพุ่งสูงถึง 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 24 ล้านล้านบาทไทย) โดยในวันนี้ มีรายงานว่า เครื่องบิน ‘โบอิ้ง 737 MAX’ อย่างน้อย 2 ลำ ได้ถูกส่งคืนให้แก่โบอิ้งอย่างเป็นทางการแล้ว

ดีลนี้ถือเป็นหนึ่งในคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การบินพาณิชย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจระหว่างสองชาติมหาอำนาจ ทว่าการยกเลิกในครั้งนี้กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมการบินโลก

แหล่งข่าวจากรัฐบาลจีนระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 145% ส่งผลให้จีนตอบโต้ด้วยการเพิ่มภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ เป็น 125% ซึ่งรวมถึงเครื่องบินโบอิ้งด้วย

ล่าสุด แรงสะเทือนจากสถานการณ์ดังกล่าวยังลุกลามไปยังสายการบินอื่นๆ นอกเหนือจากจีน โดย ไมเคิล โอเลียรี (Michael O'Leary) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของสายการบินต้นทุนต่ำชื่อดัง Ryanair กล่าวกับ Financial Times ว่า บริษัทของเขาอาจ เลื่อนการรับมอบเครื่องบินจาก Boeing หากราคายังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“เราอาจจะเลื่อนการรับมอบออกไป และหวังว่าสามัญสำนึกจะเข้ามาแทนที่” O'Leary ระบุ พร้อมชี้ว่า Ryanair มีกำหนดรับเครื่องบินอีก 25 ลำตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้งานจนกว่าจะถึงเดือนมีนาคมหรือเมษายน 2026

การระงับการรับมอบเครื่องบินและการส่งคืนเครื่องบินที่ผลิตเสร็จแล้วกลับสู่สหรัฐฯ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อโบอิ้ง ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเงินและการแข่งขันจากผู้ผลิตเครื่องบินรายอื่น เช่น แอร์บัส (Airbus) และ โคแม็ค (COMAC) ของจีน

ขณะเดียวกัน จีนมีแนวโน้มจะหันไปหนุน COMAC (ผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติจีน) อย่างเต็มตัว โดยมีการคาดการณ์ว่า เครื่องบินรุ่น C919 จะเข้ามาทดแทนการนำเข้าเครื่องจากตะวันตกในอนาคตอันใกล้ 787
.
ด้าน Airbus คู่แข่งจากฝั่งยุโรปก็ไม่ได้รอดพ้นจากแรงกระแทกของห่วงโซ่อุปทานที่สั่นคลอน โดย กิลเลียม โฟรี (Guillaume Faury) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Airbus กล่าวกับผู้ถือหุ้นเมื่อวันอังคารว่า บริษัทกำลังเผชิญปัญหาในการรับชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์สัญชาติอเมริกันอย่าง Spirit AeroSystems ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการผลิตเครื่องบินรุ่น A350 และ A220

“เรากำลังจับตาดูสถานการณ์ภาษีและความผันผวนทางการค้าอย่างใกล้ชิด” โฟรีระบุ

ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่า การยกเลิกคำสั่งซื้อครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อยอดขายของโบอิ้ง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแรงกระเพื่อมในความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่นับวันยิ่งห่างไกลจากคำว่า “พันธมิตร” มากขึ้นทุกที

แอร์บัส มองอุตสาหกรรมการบินเอเชีย–แปซิฟิก คาดต้องการเครื่องบินใหม่ 19,560 ลำใน 20 ปี คิดเป็น 46% ของความต้องการทั่วโลก ชี้ เครื่องบินลำตัวกว้าง–ทางเดินเดียว ยอดพุ่ง

(16 พ.ย. 68) นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ได้นำเสนอการคาดการณ์ล่าสุดในงานประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก (Association of Asia-Pacific Airlines: AAPA) ณ กรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงการเติบโตต่อเนื่องและความสำคัญของภูมิภาคในตลาดการบินโลก

การคาดการณ์สำหรับภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก รวมถึงจีนและอินเดีย สะท้อนให้เห็นการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่องของภูมิภาคนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น คาดว่าภูมิภาคจะเติบโตเฉลี่ย 4.4 %ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 3.6 %

ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้าง (Widebody) เช่น เครื่องบินเอ330นีโอ (A330neo) และเครื่องบินตระกูลเอ350 (A350 Family) โดยคาดว่าจะต้องการเครื่องบินประมาณ 3,500 ลำ โดยคิดเป็น 43 %ของความต้องการกลุ่มเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน คาดว่าภูมิภาคนี้จะต้องการเครื่องบินทางเดินเดียว (Single-aisle) ประมาณ 16,100 ลำ เช่น เครื่องบินเอ220 (A220) และเครื่องบินตระกูลเอ320นีโอ (A320neo Family) เพื่อรองรับเส้นทางบินระยะสั้นถึงกลาง

แอร์บัสประเมินว่าเกือบ 68 %ของการส่งมอบเครื่องบินใหม่จะเป็นการขยายฝูงบิน ส่วนอีก 32 %จะเป็นการทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า ซึ่งช่วยสนับสนุนความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่ของแอร์บัสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ทันทีถึง 25 % พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามไปด้วย

ในส่วนของการขนส่งสินค้าทางอากาศ คาดว่าภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกจะมีฝูงเครื่องบินขนส่งสินค้าประมาณ 850 ลำ คิดเป็นราวหนึ่งในสามของฝูงบินขนส่งสินค้าทั่วโลก โดยประมาณ 250 ลำจะเป็นเครื่องบินผลิตขึ้นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง สะท้อนถึงความต้องการขนส่งทางอากาศที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้นในภูมิภาค

เครื่องบินเอ350เอฟ (A350F) รุ่นใหม่ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างเครื่องบินเอ350 (A350) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว จะสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ด้วยประสิทธิภาพการบินที่สูง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ดีที่สุดในประเภทเดียวกัน นอกจากนี้ A350F ยังเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซล่าสุดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในตลาดเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

ในตลาดขนส่งผู้โดยสาร เครื่องบิน A350 ได้กลายเป็นผู้นำด้านการบินระยะไกลจากภูมิภาค โดยมีเครื่องบิน A350 ประมาณ 315 ลำให้บริการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เครื่องบินเหล่านี้ให้บริการในเส้นทางบินที่ยาวที่สุดในโลก รวมถึงการบินตรงจากสิงคโปร์ไปยังนิวยอร์ก

ในขณะเดียวกัน กระบวนการทดแทนเครื่องบินเอ330ซีโอ (A330ceo) กำลังดำเนินอยู่ โดยมีเครื่องบินเอ330ซีโอ ประมาณ 550 ลำให้บริการในภูมิภาค เครื่องบิน A330neo ถูกวางตำแหน่งเป็นตัวเลือกทดแทนโดยธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้สายการบินเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งมีความเหมือนกันทั้งในการฝึกอบรมนักบินและการดำเนินงานทางเทคนิคระหว่างสองรุ่น

นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของการเติบโต ขับเคลื่อนด้วยความต้องการเดินทางทางอากาศและโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง แอร์บัสมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรกับสายการบินในภูมิภาคนี้ เพื่อนำเสนอฝูงบินที่ทันสมัยและยั่งยืน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top