Thursday, 4 June 2026
2475

เปิดตัว!! หนังสือการ์ตูน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ผู้กำกับ เผย!! อยากให้คนรุ่นใหม่ เข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้น

(9 พ.ย. 67) นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชัน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ เปิดตัวหนังสือการ์ตูนต่อยอดแอนิเมชัน เสริมฉากที่ไม่มีในหนัง พิมพ์ 4 สีทั้งเล่ม ปกแข็งทนทาน บอกเล่าเหตุการณ์ย่อยเรื่องยากให้ง่าย เข้าใจประวัติศาสตร์มากขึ้น ภูมิใจมีเด็ก ป.5 อ่านแล้วรู้เรื่อง สนุกแทบวางไม่ลง เผยมีอีกหลายเรื่องอยากคลี่คลาย ให้เด็กรุ่นหลัง ได้รู้ที่มาที่ไปให้แข็งแรง และหยัดยืนเติบโตได้

"ในระหว่างทำแอนิเมชัน เราเคยคิดเรื่องการดัดแปลงเป็นหนังสือการ์ตูน แต่ภาพยังไม่ค่อยชัดมาก ตอนนั้นคิดแค่ว่าเอาแอนิเมชันให้จบก่อน พอจบแล้วเสียงตอบรับดี เนื้อหาของเรื่องมันได้ บทที่ใส่ไปในเรื่องมันพร้อมที่จะทำ คิดว่าถ้ามันประสบผลสำเร็จ ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นรายได้ให้กับพวกเราด้วย แต่ผมก็ไม่อยากที่จะให้หนังสือมันแพงมาก ผมต้องการให้หนังสือมีคุณค่า ผมจึงทำเป็นปกแข็งและทำสี่สีทั้งเล่ม" นายวิวัธน์ กล่าว

สำหรับการจัดทำหนังสือการ์ตูนดังกล่าว นายวิวัธน์ กล่าวว่า เดิมตั้งเป้าไว้ที่ 3 เดือน สุดท้ายอยู่ที่ 4 เดือน แต่ถือว่าเร็วเมื่อเทียบกับการวาดการ์ตูนใหม่ทั้งหมด หากฉากไหนไม่สมบูรณ์ก็นำมาวาดเพิ่ม แต่ด้วยความที่มีแหล่งวัตถุดิบอยู่แล้ว และได้คุณเก่ง สุทธิ บุญมนัส เป็นคนวาดการ์ตูนและวางโครงเรื่อง ทำให้เล่าเรื่องราวอย่างราบรื่น ออกมาเป็นการ์ตูนแบบญี่ปุ่นที่เด็กๆ ย่อยง่ายและสนใจอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมาจากการสืบค้นกว่า 3 ปี มาเรียบเรียงใหม่ ถือเป็นการรวมพลังของคนทำแอนิเมชันเพื่อส่งต่องานให้สมบูรณ์

"สิ่งที่ภูมิใจที่สุด คือ เด็กอ่านแล้วรู้เรื่อง อ่านแล้วสนุก อันนี้คือหัวใจสำคัญในการทำประวัติศาสตร์ที่เล่ายาก ๆ เป็นเรื่องที่ตึงเครียด แต่ทำให้เด็กสามารถอ่านแล้วสนุกกับเนื้อหา และได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน คือคุณทำตำราเรียนมา 1 เล่ม มันมีแต่ข้อความ เด็กมันเบื่อไม่อยากอ่าน แต่พอทำเป็นการ์ตูน เด็กเกิดความสนใจที่จะศึกษาต่อ ผมคิดว่าเราประสบความสำเร็จมาก คุณแม่ส่งรูปมาให้ดูว่าลูกชาย ป.5 นั่งอ่านการ์ตูนโดยที่วางไม่ลง พวกเรารู้สึกหายเหนื่อยในสิ่งที่ทำมา มันได้ประโยชน์จริง ๆ" นายวิวัธน์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

‘น้อง ป.5 - น้อง อ.3’ รีวิวหลังอ่าน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ สนุกมาก วางไม่ลง!! ได้เรียนรู้ ความจริงในประวัติศาสตร์

(10 พ.ย. 67) รีวิวจาก น้อง ป.5 และน้อง อ.3 ที่ได้อ่าน ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก 

เด็กอ่านแล้วรู้เรื่อง อ่านแล้วสนุก

ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้จัดสร้าง ที่ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นจริงในประวัติศาสตร์ ให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้าใจ จะได้ไม่ถูก ‘บิดเบือน’

ระหว่างอ่าน!! มีถามแม่ “กษัตริย์ เป็นคนดีไหม”

ถ้าเป็นคุณ ‘จะตอบคำถามนี้ ของลูกว่าอย่างไร’ 

ส่งข้อความมาคุยกันกับ THE STATES TIMES

เผย!! หลุมฝังศพ ‘พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา’ นายกฯ คนแรกของไทย หลังมีเรื่องขัดแย้ง ‘คณะราษฎร์’ ลี้ภัย!! ไปสิ้นลมหายใจ ในเกาะปีนัง

(6 ก.ค. 68) หลุมฝังศพที่สงบเงียบ เรียบง่ายของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย หลังลี้ภัยอยู่ปีนัง อันเกิดจากแนวคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกับคณะราษฎร์

พระยามโนปกรณ์ไม่เห็นด้วย แต่ไม่โต้แย้ง เพียงแค่สงบนิ่ง แต่เป็นการสงบนิ่งในฐานะนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจที่ร้ายแรงกว่า พระยามโนปกรณ์ก็ต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ปีนังจนวาระสุดท้ายของชีวิต

หลุมฝังศพในกลางดงต้นไม้ในเกาะปีนัง ไม่มีคำประกาศสรรเสริญ วันฝังศพ ไม่มีบริวารแวดล้อม

นี่คือชีวิตในบั้นปลาย และสุดท้ายของ ‘อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย’ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

2475 ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย!! คือการย้ายศูนย์ศรัทธาทางการเมืองจากกษัตริย์สู่รัฐธรรมนูญ เมื่อ “ประชาชน” ถูกใช้เป็นธง เปิดมุมมอง 2475 ในฐานะการเปลี่ยนอำนาจ จากชนชั้นนำเก่าสู่ชนชั้นนำใหม่

ยูโทเปีย : จากปรีดีถึงการเมืองมวลชนยุคใหม่

เมื่ออดีต อุดมการณ์ และประชาชน ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ

การมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าซ่อนอยู่เสมอ คือประเทศไทยมักถูกอธิบายด้วยไม้บรรทัดของคนอื่น มากกว่าจะถูกมองจากรากฐาน ประสบการณ์ และเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของตัวเอง เรามักถูกชวนให้คิดว่า ประเทศไทยควรเหมือนญี่ปุ่น ควรเหมือนฝรั่งเศส ควรเหมือนอังกฤษ ควรเหมือนสหรัฐอเมริกา หรือบางยุคก็ควรเดินตามจีนและยุโรปเหนือ ราวกับว่าการพัฒนาบ้านเมืองมีสูตรสำเร็จเพียงการหยิบแบบอย่างจากต่างประเทศมาวางทับลงบนสังคมไทย

แต่ประเทศแต่ละประเทศมีรากประวัติศาสตร์ของตนเอง มีชนชั้นนำแบบของตนเอง มีความทรงจำทางการเมืองแบบของตนเอง และมีความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ รัฐสภา ข้าราชการ ทหาร และประชาชนแตกต่างกัน การใช้แบบจำลองของประเทศหนึ่งมาตัดสินอีกประเทศหนึ่ง จึงทำให้การอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยคลาดเคลื่อนได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อผู้ถืออำนาจในแต่ละยุคหยิบแนวคิดต่างประเทศมาใช้ตามรสนิยมของตนเอง ประเทศไทยจึงเหมือนเรือที่ถูกเปลี่ยนหางเสืออยู่เรื่อย ๆ เลี้ยวซ้ายที ขวาที โดยขาดแกนยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องของบ้านเมือง

ประเด็นนี้เห็นชัดมากเมื่อพูดถึงคำว่า “ปฏิวัติ” เพราะในทางทฤษฎี คำนี้ฟังเหมือนการลุกขึ้นของประชาชนทั้งประเทศเพื่อสร้างระเบียบใหม่ แต่ในประวัติศาสตร์จริง การปฏิวัติจำนวนมากเริ่มจากกลุ่มคนที่อยู่ใกล้อำนาจเดิม มีการศึกษา มีเครือข่าย มีความสามารถในการจัดตั้ง และมีความต้องการจะสถาปนาอำนาจใหม่ขึ้นแทนอำนาจเก่า คำว่า “ประชาชน” จึงมักถูกใช้เป็นธง เป็นชื่อ และเป็นความชอบธรรมของชนชั้นนำใหม่ มากกว่าจะหมายถึงประชาชนทั้งประเทศที่ได้กำหนดทิศทางด้วยตนเองอย่างแท้จริง

กรณี 2475 ของประเทศไทยจึงควรถูกมองให้ละเอียดกว่าการแบ่งขาวดำแบบง่าย ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นเกิดจากกลุ่มบุคคลในระบบราชการ ทหาร พลเรือน และนักเรียนนอกที่ได้รับอิทธิพลจากโลกความคิดสมัยใหม่ คนกลุ่มนี้มีความรู้ มีตำแหน่ง มีเครือข่าย และอยู่ใกล้โครงสร้างอำนาจเดิมพอสมควร ในสายตาของข้าพเจ้า การเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นจึงมีลักษณะของการย้ายอำนาจจากชนชั้นนำเก่าไปสู่ชนชั้นนำใหม่ มากกว่าจะเป็นการลุกฮือของประชาชนล่างสุดทั้งประเทศในความหมายของการปฏิวัติประชาชน

อีกเส้นหนึ่งที่ควรมองควบคู่กัน คืออิทธิพลของการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ถูกหยิบมาใช้ในการเมืองไทย ทั้งในยุคปรีดีและในหมู่นักการเมืองยุคใหม่บางกลุ่มที่พยายามยึดโยงตนเองเข้ากับคณะราษฎร ความคิดแบบฝรั่งเศสไม่ได้ทำงานเฉพาะในฐานะทฤษฎีการเมือง แต่ยังทำงานในฐานะ “พิธีกรรมทางอำนาจ” ด้วย พูดง่าย ๆ คือ เมื่ออำนาจเดิมถูกทำให้เสื่อมความชอบธรรม ก็ต้องมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ในฐานะศูนย์รวมความศรัทธาทางการเมือง

ในฝรั่งเศสยุคปฏิวัติ เราเห็นการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ขึ้นมาทดแทนระเบียบเก่า ทั้งเทพีเสรีภาพ เหตุผล สาธารณรัฐ และพิธีกรรมทางการเมืองแบบใหม่ที่พยายามทำให้ “ประชาชน” “รัฐธรรมนูญ” และ “สาธารณรัฐ” กลายเป็นสิ่งสูงส่งแทนบัลลังก์และศาสนจักรเดิม แนวคิดของโรแบสปีแยร์จึงไม่ได้เดินไปในทางคอมมิวนิสต์โดยตรง แต่เป็นการสร้างศาสนาทางการเมืองแบบสาธารณรัฐ ใช้สัญลักษณ์ ใช้พิธีกรรม และใช้ความศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ เพื่อทำให้อำนาจใหม่มีฐานทางจิตใจเหนือประชาชน

เมื่อมองกลับมาที่คณะราษฎร ภาพของ “รัฐธรรมนูญ” ที่ถูกยกขึ้นเป็นของสูง ถูกวางบนพาน และถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของระบอบใหม่ จึงมีลักษณะคล้ายการสร้างวัตถุบูชาทางการเมืองในแบบฝรั่งเศส เทพีรัฐธรรมนูญของไทยทำหน้าที่คล้ายเทพีเสรีภาพของฝรั่งเศสในแง่ที่เป็นภาพแทนของระเบียบใหม่ ซึ่งต้องการเข้ามาแทนความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบเก่า

ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแนวคอมมิวนิสต์โดยตรง แต่เป็นการสร้าง “ความศักดิ์สิทธิ์ชุดใหม่” ขึ้นมาทดแทนระบบพระมหากษัตริย์ที่คนกลุ่มหนึ่งต้องการก้าวข้าม รัฐธรรมนูญจึงไม่ได้ถูกใช้เพียงในฐานะกติกาทางการเมือง แต่ถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ เป็นพิธีกรรม เป็นสิ่งวิเศษทางความคิด เพื่อให้ระบอบใหม่มีมนต์ขลังพอจะยืนแทนระเบียบเดิม

นี่ทำให้การอ่าน 2475 ต้องมองลึกกว่าเรื่องประชาธิปไตยในความหมายแคบ ๆ เพราะสิ่งที่คณะราษฎรทำไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนระบบการปกครอง แต่ยังเป็นความพยายามเปลี่ยนศูนย์กลางความศรัทธาทางการเมือง จากพระมหากษัตริย์ไปสู่รัฐธรรมนูญ จากพระราชอำนาจไปสู่อำนาจของคณะผู้ก่อการ และจากความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันเดิมไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของสัญลักษณ์ใหม่ที่ตนเองสร้างขึ้น

เมื่อมาถึงปรีดี พนมยงค์ คำถามที่มักถูกหยิบขึ้นมาคือ ปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าคำถามนี้มีประโยชน์ระดับหนึ่ง แต่ยังแคบเกินไป ประเด็นที่ควรถามให้ลึกกว่าคือ ปรีดีหยิบเครื่องมือทางความคิดใดมาใช้เพื่อก้าวข้ามอำนาจเดิม และสร้างความชอบธรรมให้อำนาจใหม่ของคณะราษฎร ปรีดีอาจไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ในความหมายของสมาชิกพรรคปฏิวัติแบบโซเวียต แต่เขาเป็นนักการเมืองปัญญาชนที่รู้จักใช้กระแสของยุคสมัยเป็นอาวุธทางความคิด ทั้งภาษาของสังคมนิยม เศรษฐกิจวางแผน สหกรณ์ รัฐประกันความสุขสมบูรณ์ และภาพสังคมใหม่ที่ราษฎรจะพ้นจากความทุกข์

จุดนี้ต้องแยกระหว่าง “ศรัทธาในอุดมการณ์” กับ “การใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ” คนคนหนึ่งอาจไม่ได้เชื่อคอมมิวนิสต์ทั้งระบบ แต่อาจหยิบหลักคิดบางส่วนของสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์มาใช้เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ทางอำนาจได้ คนคนหนึ่งอาจไม่ได้ต้องการสร้างสหภาพโซเวียตในประเทศไทย แต่อาจใช้ภาพรัฐวางแผน เศรษฐกิจรวมศูนย์ และสังคมอุดมคติ เป็นบันไดในการก้าวข้ามระเบียบเดิมได้ นี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้าคิดว่า ปรีดีควรถูกอ่านในฐานะผู้ใช้เครื่องมือของยุคสมัย มากกว่าจะถูกอ่านเพียงด้วยป้ายคำว่าเป็นหรือไม่เป็นคอมมิวนิสต์

ในช่วงที่ปรีดีศึกษาอยู่ในฝรั่งเศส โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง กระแสสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ เศรษฐกิจแบบรัฐวางแผน และการรื้อระเบียบเก่ากำลังเป็นภาษาใหม่ของการเมืองโลก หลังการปฏิวัติรัสเซีย สหภาพโซเวียตกลายเป็นภาพทดลองขนาดใหญ่ของการใช้รัฐจัดการเศรษฐกิจและสังคม ปรีดีเติบโตทางความคิดอยู่ในบรรยากาศเช่นนั้น เขาไม่จำเป็นต้องรับทั้งหมดมาเป็นศาสนาทางการเมือง แต่สามารถเลือกหยิบบางส่วนมาใช้ตอบโจทย์ทางอำนาจของตนเองได้

อีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาคือประสบการณ์ปะทะกับอำนาจราชการสยามในต่างแดน โดยเฉพาะกรณีพิพาทระหว่างปรีดีกับอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีสเมื่อ พ.ศ. 2469 จนปรีดีถูกเรียกตัวกลับเมืองไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการก่อตั้งคณะราษฎรไม่นาน และอาจสะท้อนบาดแผลทางศักดิ์ศรีของคนหนุ่มผู้มีการศึกษา มีความทะเยอทะยาน และกำลังสร้างตัวตนในเวทีสากล แต่กลับถูกอำนาจราชการแบบเดิมกำกับ ควบคุม และลงโทษ

หากใช้กรอบของ Maslow มาอ่าน แรงจูงใจของมนุษย์ไม่ได้หยุดอยู่ที่ปากท้อง แต่ยังรวมถึงศักดิ์ศรี สถานะ การยอมรับ ความสำเร็จ และความต้องการเอาชนะอำนาจที่ตนเห็นว่ากดทับอยู่ด้วย ดังนั้น แรงผลักดันของปรีดีจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ความทุกข์ยากของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีน้ำหนักสำคัญอยู่ที่ความต้องการพิสูจน์ตนเอง การเอาชนะอำนาจที่กดทับ และการลบความรู้สึกพ่ายแพ้ทางสถานะ

เค้าโครงการเศรษฐกิจ หรือสมุดปกเหลือง จึงเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าปรีดีไม่ได้หยิบเพียงถ้อยคำประชาธิปไตยมาใช้ แต่หยิบกลไกแบบรัฐวางแผนเข้ามาเป็นแกนกลางของการจัดระเบียบประเทศ แผนดังกล่าวพูดถึงการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร การวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ การจัดระบบสหกรณ์ และบทบาทของรัฐบาลในการจัดการเศรษฐกิจ ข้อกล่าวหาเรื่องคอมมิวนิสต์ในยุคนั้นจึงมีแรงสะเทือนสูง เพราะแม้ปรีดีอาจไม่ใช่คอมมิวนิสต์โดยตัวตน แต่เครื่องมือที่เขาหยิบมาใช้มีเงาของยุคคอมมิวนิสต์–สังคมนิยมพาดอยู่ชัดเจน

อีกชั้นหนึ่งคือเรื่อง “ยูโทเปีย” หรือภาพสังคมอุดมคติ จากคำบอกเล่าในหนังสือ ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า ของ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี มีประเด็นที่ควรนำมาตรวจสอบว่า ปรีดีหยิบภาพความคิดเรื่องโลกอุดมคติมาใช้ในทางการเมือง ภาพ “ศรีอารยะ” ที่ถูกใช้ในการโฆษณาทางการเมืองนั้นทำงานคล้ายยูโทเปีย คือเสนอภาพโลกที่ทุกคนพ้นทุกข์ มีความสุขสมบูรณ์ และได้รับการจัดระเบียบชีวิตอย่างเสมอหน้า

ปัญหาของยูโทเปียคือมันงดงามที่สุดในฐานะคำสัญญา มากกว่าในฐานะแผนปฏิบัติจริง เมื่อความฝันแบบนี้ถูกแปลงเป็นโครงการทางอำนาจ รัฐหรือคณะผู้ก่อการอาจกลายเป็นผู้ถือสิทธิ์ตีความแทนประชาชนทั้งหมดว่าอะไรคือความสุข อะไรคือความเสมอภาค และประชาชนควรเดินไปทางไหน แม้แต่มาร์กซ์และเองเกลส์ก็ยังวิจารณ์สังคมนิยมแบบยูโทเปียว่าเป็นความคิดที่พยายามแก้ปัญหาสังคมจากจินตนาการของนักคิด มากกว่าจากเงื่อนไขจริงทางเศรษฐกิจและประวัติศาสตร์

กล่าวให้ตรงคือ ยูโทเปียอาจเป็นภาพฝันที่งดงาม แต่เมื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจ มันอาจกลายเป็นข้ออ้างให้คนกลุ่มหนึ่งจัดการชีวิตของคนทั้งประเทศ โดยอ้างว่าตนรู้ดีกว่าประชาชนว่าประชาชนควรมีความสุขแบบใด ปัญหาของปรีดีจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเขาเป็นหรือไม่เป็นคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบนักออกแบบสังคมที่เชื่อว่าตนเองมีสูตรสำเร็จเพียงพอจะจัดวางเศรษฐกิจ ที่ดิน แรงงาน และชีวิตของราษฎรทั้งประเทศ

เมื่อขยับจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน ปัญหานี้ไม่ได้จบอยู่ที่ปรีดีหรือคณะราษฎร แต่อดีตเหล่านี้ถูกนำกลับมาใช้เป็นทุนทางความชอบธรรมของการเมืองร่วมสมัย โดยเฉพาะกลุ่มการเมืองที่พยายามผูกตัวเองเข้ากับคณะราษฎร ปรีดี ประชาชน และความเปลี่ยนแปลง การยึดโยงกับคณะราษฎรจึงไม่ได้เป็นเพียงการอ้างประวัติศาสตร์ แต่เป็นการยืมสัญลักษณ์ของระบอบใหม่มาใช้สืบต่อการต่อสู้ทางการเมืองในปัจจุบัน

การวิเคราะห์เรื่องนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่างตัวพรรคการเมืองกับเครือข่ายแนวร่วมรอบพรรค เพราะหลายครั้งสิ่งที่รุนแรงที่สุดไม่ได้ออกมาจากประกาศทางการของพรรคโดยตรง แต่ออกมาจากกลุ่มออนไลน์ เพจสนับสนุน อินฟลูเอนเซอร์การเมือง และมวลชนบางส่วนที่อ้างอิงทิศทางเดียวกัน

ตัวพรรคอาจพูดด้วยภาษานโยบาย ภาษากฎหมาย หรือภาษาปฏิรูป แต่เครือข่ายรอบนอกบางส่วนกลับลากเส้นให้ไกลกว่า ผ่านการเสียดสี การปรามาส การผลิตข่าวลือ การสร้างภาพล้อเลียน และการสาดเสียเทเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันภาครัฐโดยรวม บรรยากาศเช่นนี้ทำให้การเมืองเคลื่อนไปไกลกว่าการถกเถียงเชิงนโยบาย และกลายเป็นการปลุกเร้าให้มวลชนบางส่วนเข้าใจว่า การปรามาสหรือการทำลายความชอบธรรมของสถาบันหลักคือการต่อสู้ทางการเมืองที่ชอบธรรม

มาตรา 112 จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เห็นต้นทุนของการเมืองแบบนี้อย่างชัดเจน คนที่สร้างวาทกรรมอาจไม่ได้เป็นคนรับโทษ คนที่ปล่อยข่าวลืออาจหลบอยู่หลังบัญชีนิรนาม คนที่ปลุกอารมณ์มวลชนอาจอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่า แต่คนที่หลงเชื่อ แชร์ต่อ โพสต์เอง หรือพูดตาม กลับเป็นคนที่ต้องขึ้นศาล ต้องติดคดี และบางคนต้องติดคุกจริง การเมืองแบบปลุกเร้าโดยไม่รับผิดชอบจึงอาจไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจมากขึ้น แต่กลับทำให้ประชาชนกลายเป็นโล่มนุษย์ทางการเมืองของคนที่อยู่สูงกว่า

เมื่อมองเช่นนี้ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่คอมมิวนิสต์ ฝรั่งเศส ปรีดี หรือคณะราษฎร แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบใช้อดีตเป็นอาวุธ ใช้อุดมการณ์เป็นข้ออ้าง ใช้ประชาชนเป็นโล่ และใช้เครือข่ายรอบนอกทำงานในสิ่งที่ตัวพรรคไม่อาจพูดได้อย่างเปิดเผย ประเทศไทยไม่ได้ขาดความเปลี่ยนแปลง แต่ถูกบังคับให้มองความเปลี่ยนแปลงผ่านไม้บรรทัดของคนอื่นมากเกินไป ประเทศไทยไม่ได้ขาดการถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์ แต่มีปัญหากับการเลือกใช้อดีตเป็นอาวุธ ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนอ้างประชาชน แต่มีปัญหากับคนที่อ้างประชาชนเพื่อผลักประชาชนจริงไปเสี่ยงคุก เสี่ยงคดี และเสี่ยงชีวิตทางสังคมแทนตนเอง

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคำว่าคอมมิวนิสต์ อาจอยู่ที่วิธีคิดแบบใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ ใช้ประชาชนเป็นข้ออ้าง ใช้อดีตเป็นใบอนุญาต และใช้ข่าวลือเป็นเชื้อไฟ เมื่อยูโทเปียกลายเป็นอาวุธ เมื่อรัฐธรรมนูญถูกยกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทนการเป็นกติกาที่ตรวจสอบได้ เมื่อประวัติศาสตร์ต่างชาติกลายเป็นไม้บรรทัดฟาดประเทศไทย และเมื่อมวลชนถูกผลักให้กระทำผิดแทนผู้ปลุกเร้า บ้านเมืองย่อมไม่ได้เดินไปสู่ศรีอารยะอย่างที่ถูกโฆษณา หากแต่อาจเดินเข้าสู่วงจรเดิมของการแย่งชิงอำนาจ ที่เปลี่ยนเพียงธง คำขวัญ และคนถือไมโครโฟนเท่านั้น

ปราชญ์ สามสี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top