มุมโต้แย้งจากฝั่ง “เห็นชอบ” อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการร่างใหม่โต้แย้งข้อกังวลเหล่านี้ว่า การออกเสียงในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เป็นเพียง “ประชามติครั้งแรก” เพื่อถามความต้องการในเชิงหลักการเท่านั้น ยังไม่ใช่การยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่าทันที และตามกระบวนการยั
นับถอยหลังสู่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันสำคัญที่คนไทยจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เท่านั้น แต่ยังต้องตัดสินใจอนาคตของกฎหมายสูงสุดผ่านการ “ออกเสียงประชามติ” ในบัตรเลือกตั้งสีเหลือง กับคำถามสำคัญที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
ท่ามกลางบรรยากาศการรณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้าย สังคมได้เห็นจุดยืนที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ฝั่งหนึ่งสนับสนุนให้ “เห็นชอบ” เพื่อเปิดทางสู่การเปลี่ยนแปลง แต่อีกฝั่งหนึ่งนำโดยแกนนำพรรคการเมืองและนักวิชาการหลายท่าน ออกมารณรงค์ให้ “ไม่เห็นชอบ” (Vote NO) โดยเสนอให้ใช้วิธีแก้ไขรายมาตราแทนการร่างใหม่ทั้งฉบับ
.
เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน นี่คือสรุป 3 เหตุผลหลัก ที่ฝ่ายคัดค้านหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อกังวล
1. ต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหา” ให้ชัดก่อนถาม
ด้าน รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก พรรครักชาติ ให้ความเห็นแย้งในเชิงหลักการว่า การรณรงค์โดยบอกแค่ว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาเกี่ยวพันกันทั้งฉบับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ดร.เจษฎ์ มองว่าคำถามประชามติควรมีความชัดเจนมากกว่านี้ โดยต้องระบุ “วิธีการและเนื้อหาสำคัญ” ให้ประชาชนรับรู้ก่อน ไม่ใช่ขอฉันทามติไปก่อนแล้วค่อยไปว่ากันในรายละเอียด
2. กลัว “ตีเช็คเปล่า” เสี่ยงกระทบโครงสร้างหลัก
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เป็นหนึ่งในพรรคที่แสดงจุดยืนชัดเจน โดยมองว่าคำถามประชามติครั้งนี้มีลักษณะเป็น “คำถามปลายเปิด” ที่ยังไม่มีกรอบชัดเจนว่าจะร่างใหม่อย่างไร การลงมติเห็นชอบจึงเปรียบเสมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้ไปเขียนเงื่อนไขทีหลัง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การกระทบหมวดสำคัญหรือโครงสร้างหลักของประเทศ ทางพรรคจึงเสนอว่า หากรัฐธรรมนูญมีปัญหา ควรใช้วิธี “แก้ไขรายมาตรา” จะตรงจุด ชัดเจน และลดความขัดแย้งได้มากกว่า
3. หวั่น “สิ้นเปลืองงบ” และ “เปิดประตูสู่ความขัดแย้ง”
ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้า พรรคไทยภักดี สะท้อนมุมมองเรื่องความคุ้มค่าและความสงบเรียบร้อย โดยระบุว่าการยกร่างใหม่ทั้งฉบับต้องใช้งบประมาณมหาศาล และกระบวนการรับฟังความเห็นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงในสังคมไทยอีกครั้ง จึงเสนอให้รัฐบาลและภาคการเมืองมุ่งเน้นแก้ปัญหาปากท้องซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน มากกว่าการทุ่มทรัพยากรไปกับเรื่องรัฐธรรมนูญ








