Monday, 20 July 2026
ไทย

ไทย-เวียดนาม ร่วมหารือ!! ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หารือแก้กฎระเบียบและภาษี เพิ่มความคล่องตัวธุรกิจลงทุน เสริมแกร่งสัมพันธ์อย่างยั่งยืน

สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ร่วมหารือคณะผู้แทนระดับสูงรัฐบาลเวียดนาม

เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ 10 มิถุนายน 2569 – คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (ที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาฯ ร่วมหารือกับ Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (ที่ 5 จากซ้าย) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี โดยเน้นการบูรณาการและลดอุปสรรคทางด้านแนวปฏิบัติ กฎระเบียบ ตลอดจนมาตรการทางภาษีและการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมการลงทุนของทั้งสองประเทศร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีคณะกรรมการสภาฯ และผู้นำภาคเอกชนชั้นนำของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ณ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันก่อน

หมายเหตุถึงกองบรรณาธิการ : บุคคลในภาพ (จากซ้าย)

1) ดร.เรืองฤทธิ์ อัมพุช อุปละนาละ กรรมการเลขาธิการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

2) คุณกุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ กรรมการ สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

3) คุณเลสเตอร์ หมิง เหลียง คู รองประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

4) คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธาน สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม

5) Mr. Ngo Hai Phan (โง ห่าย ฟาน) อธิบดีสำนักงานการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและวิทยาการรหัสลับ และ รองหัวหน้าคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

6) Mr. Truong Viet Dung (เจือง เหวียด หยุ๋ง) รองประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย

7) Mr. Vu Van Tan (หวู วัน เติน) อธิบดี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และเลขานุการคณะทำงานผู้ช่วยคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

8) Mr. Nguyen The Trung (เหงียน เท้ จุง) กรรมการผู้จัดการบริษัท DTT Technology Group และกรรมการคณะกรรมการอำนวยการกลางกำกับดูแลเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

ไทยเปิดประตูใหญ่อาเซียน!! นายกฯ ชู 3 แกนร่วมมือ ไทย–รัสเซีย ดันการค้า–ลงทุน–เศรษฐกิจดิจิทัลบนเวทีคาซาน ไทยเสนอตัวเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เชื่อมตลาดสองภูมิภาค

นายกฯ ชูไทยเป็นประตูเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน พร้อมผลักดันการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล ในเวที ASEAN-Russia Business Forum

วันนี้ (17 มิ.ย.69) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum กล่าวปาฐกถาโดยกล่าวถึงศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับอาเซียน พร้อมเชิญชวนนักธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน

นายกฯ ระบุว่า ปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยไทยกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative ช่วยให้ไทยดึงดูด FDI สูงสุดในรอบ 10 ปี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยง (Connectivity) ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล พร้อมเป็น “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียน 2. การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน พร้อมผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต 3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซียและพร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว การแพทย์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทย-รัสเซีย

ในช่วงท้าย นายกฯ กล่าวว่าการครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-รัสเซียในปี 2570 จะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1485753346920331&id=100064570394286&rdid=3qn3VGaJskdjGbFz#

ด่านไทย–มาเลเซีย สะดุดหนัก!! นักท่องเที่ยวมาเลเซียเดือด ติดด่านไทยขาออก 4-6 ชั่วโมง จุดชนวนเสียงวิจารณ์จากมาเลเซีย กระทบการท่องเที่ยวไทยใต้ช่วงหยุดยาว

มาเลเซีย - ไทย

ประเด็นติดด่าน
ในกลุ่มท่องเที่ยวไทยภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจและกังวลเกี่ยวกับปัญหาการรอผ่านด่านชายแดนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียกว่า 300,000 คน เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทย ส่งผลให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองมีปริมาณผู้ใช้บริการหนาแน่น โดยแม้ด่านขาเข้าจะมีความแออัดอยู่บ้าง แต่ปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดให้กับนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือด่านขาออก โดยเฉพาะบริเวณด่านนอก ที่มีผู้เดินทางต้องรอนานถึง 4-6 ชั่วโมง

นักท่องเที่ยวบางส่วนไม่สามารถข้ามด่านได้ทันเวลา ขณะที่บางคนต้องจอดรถนอนรออยู่ริมถนนจนถึงเช้า และมีผู้ที่ต้องลางานเพิ่มเนื่องจากเดินทางกลับไม่ทันตามกำหนด

ในสัปดาห์นี้ ข้อความที่ไวรัลในโซเซียล และ กลุ่มมาเลเซียเที่ยวภาคใต้ไทย เขียนแรงๆว่า
“Kuจะไม่เหยียบประเทศไทยอีกแล้ว! การตรวจคนเข้าเมืองเหี้xที่สุดในโลกเลย!”
ข้อความนี้ไวรัลในโซเซียล บางรายบอกว่าขอไม่เข้าไทยช่วงวันหยุดยาวอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100050370353740/posts/1565015331854130/?rdid=g8HejArcmmbasSKx#

170 ปี ไทย–ฝรั่งเศส!! เปิดวาระประวัติศาสตร์ ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ณ กรุงปารีส ฉลอง 170 ปี สัมพันธ์การทูตไทย–ฝรั่งเศส

ในหลวง-พระราชินี จะเสด็จฯเยือนฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี มีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในฐานะอาคันตุกะ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 นี้ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ เป็นการทรงเยือนฝรั่งเศสครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบกว่า 60 ปี นับตั้งแต่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเยือนเมื่อปี 2503 และทรงเยือนประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะครั้งแรก แม้จะทรงเยือนยุโรปก่อนหน้านี้เพื่อทรงร่วมงานของราชวงศ์ต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง

หมายกำหนดการโดยคร่าวของการทรงเยือนครั้งนี้ เริ่มด้วยพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนางบริจิตต์ มาครง ภริยา ณ โอเตลเดอวิลล์ หรือศาลาว่าการกรุงปารีส และจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงมีพระราชปฏิสันถาร ณ ทำเนียบประธานาธิบดี พระราชวังเอลิเซ่ โดยจะมีพิธีถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในวันเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ รวมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยสืบสานพระราชปณิธาน ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง กรุงปารีส และบริษัทโรงงานผลิตอากาศยานแอร์บัส เมืองตูลูส เป็นต้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461981309296149&id=100064528819440&rdid=x04hNYcM0zPO28oi#

170 ปีการทูต ไทย-ฝรั่งเศส มาครงต้อนรับ ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องในวาระ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย–ฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีมาครง มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับพระบาทสมเด็จพระมหาวชิราลงกรณ และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระมหากษัตริย์และพระราชินีแห่งประเทศไทย สู่ประเทศฝรั่งเศส ในโอกาสการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ครั้งแรกในทวีปยุโรป

ในปี 2026 ซึ่งเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ และนับเป็นเวลา 66 ปี หลังจากการเสด็จเยือนฝรั่งเศสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามคำเชิญของพลเอกชาร์ล เดอ โกลล์ ทั้งสองประเทศต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1335155658772791/?rdid=u2XgZBIuuNtnn8F8#

ดร.อักษรศรี ชี้จาก “ปารีส” ถึง “อาเซียน”!! ทำไมฝรั่งเศสสำคัญต่อไทยในโมงยามนี้ มองลึกกว่าพิธีรัฐสู่เกมความมั่นคง–การทูต 170 ปีไทย–ฝรั่งเศส วาระสำคัญที่สะท้อนทั้งมิตรภาพ ประวัติศาสตร์ และยุทธศาสตร์ความมั่นคง

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น เป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและยุทธศาสตร์เอเชีย 

โพสต์

Why  France #ทำไมเลือกเสด็จฯเยือนฝรั่งเศส ณ โมงยามนี้  ฝรั่งเศสไม่ใช่เป็นแค่เมืองแฟชั่นใช้โชว์ความงามของผ้าไทย หากแต่ใน #มุมความมั่นคงนำการทูต ฝรั่งเศสมีความสำคัญยิ่งยวด ภายใต้สถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ดังนี้

(1) ฝรั่งเศส คือ เจ้าอาณานิคมอยู่เหนือหัวของ #เขมร มาอย่างยาวนาน 90 ปี ก่อนที่จะให้เอกราชกับ #กัมพูชา

(2) ฝรั่งเศส คือ 1 ใน 5 ชาติที่มีเก้าอี้ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ #UNSC มีสิทธิ Veto ยับยั้งมติใดๆ ของที่ประชุม UN

(3) ฝรั่งเศส คือ #มหาอำนาจนิวเคลียร์ และเป็นชาติแกนนำในสหภาพยุโรป #EU และเป็นมหาอำนาจสำคัญในกลุ่ม #G7 ที่มีอิทธิพลสูงต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก

ขอขอบคุณประธานาธิบดี #มาครง ฝรั่งเศส และรัฐบาลฝรั่งเศส จัดพิธีรับเสด็จในหลวง/พระราชินี  #ประเทศไทย อย่างสมพระเกียรติ  จัดขบวนเสด็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเสด็จเยือนกรุงปารีส วาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส  28 มิย - 2 กค 2026

Credit ภาพ #Reuters

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1BUXhDxzPt/

“จีน–ไทย” สานสัมพันธ์ผ่านภาษา!! ทูตจีนเปิดเวที “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 ชูภาษาเป็นสะพานเชื่อมมิตรภาพ ไทย–จีน ปั้นคนรุ่นใหม่เข้าใจโลกมากขึ้น ตอกย้ำพลังการศึกษาเชื่อมสองชาติ

เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย เข้าพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ได้เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีนระดับอุดมศึกษา “สะพานสู่ภาษาจีน” ครั้งที่ 25 รอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วิสาหกิจจีน สมาคมพัฒนาสถาบันขงจื๊อ (ห้องเรียน) ในประเทศไทย คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ปกครองกว่า 500 คนเข้าร่วมงาน

เอกอัครราชทูตจางกล่าวว่า ภาษาเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแลกเปลี่ยนความคิด เป็นพาหะแห่งอารยธรรม และเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ตลอด 25 ปีที่ผ่านมาที่จัดการแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน “สะพานสู่ภาษาจีน” ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการแข่งขันสำหรับเยาวชนจากทั่วโลกเพื่อแสดงทักษะภาษาจีนของตนเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างจีนและโลกอีกด้วย ท่านเอกอัครราชทูตจางได้ให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันให้ใช้ภาษาเป็นสะพานเพื่อแสดงความสามารถ สร้างมิตรภาพ เปิดรับโลก และเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างจีนและไทย

ก่อนการแข่งขัน ท่านเอกอัครราชทูตจางได้เยี่ยมชมสถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และฐานบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาของพันธมิตรวิทยาศาสตร์และการศึกษานานาชาติเพื่อยานยนต์พลังงานใหม่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440681953/posts/1444131041078238/?rdid=ZorQtgc1V11GThJE#

ไทยโต้ข่าวชายแดน!! กองทัพภาคที่ 2 โต้กัมพูชา ยันไทยไม่ได้ขว้างระเบิด ชี้บาดแผลสอดคล้องเหยียบกับระเบิดมากกว่า ทภ.2 ขออย่าปักใจเชื่อข่าวฝ่ายเดียว

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงกรณีที่ปรากฏการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายกัมพูชาโดยกล่าวอ้างว่าทหารไทยได้ขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งของกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ดังนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยทหารในพื้นที่พบว่า ในห้วงเวลาประมาณ 12.45 นาฬิกา หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา และอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยไม่ได้มีการดำเนินการหรือปฏิบัติการใดๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพผู้ได้รับบาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา จำนวน 3 นาย โดยจากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บรายที่มีอาการหนัก มีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าข้างซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณแข้งขาเป็นหลัก ลักษณะดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บที่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบ
กับระเบิด มากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง เนื่องจากหากเป็นการระเบิดของระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลในหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย และอาจจะมีความรุนแรงมากกว่า ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ได้รับการตรวจสอบในเบื้องต้น ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยได้ใช้กำลังหรือขว้างระเบิดเข้าไปยังพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว โดยกองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพต่อข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน พร้อมดำเนินทุกภารกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีบริเวณชายแดน ตลอดจนพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1340065741615116/?rdid=qE4VYfYnaox0mY2e#

LGBT ได้ถูกจับค้าประเวณีรายได้กว่า 13.4 ล้านบาท!! จับ 2 ชาวไทยพำนักผิดกฎหมาย เกาหลีใต้สั่งฟ้อง 2 ชาวไทย ปมพำนักผิดกฎหมายและค้าประเวณีผ่านเว็บไซต์ LGBTQ+ ใช้ออฟฟิศเทลเป็นจุดนัดหมาย หลบเลี่ยงตรวจค้น

กลุ่มสาวประเภทสองชาวไทยที่พำนักอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ถูกจับกุมและส่งฟ้อง หลังลักลอบค้าประเวณีสร้างรายได้รวมกันกว่า 600 ล้านวอน (ประมาณ 13.4 ล้านบาท)

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและสำนักงานสืบสวนพิเศษของกระทรวงยุติธรรม กรุงโซล เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ว่า ได้ดำเนินคดีและส่งตัว นาย A และ นาย B สัญชาติไทย ต่อสำนักงานอัยการเขตโซลกลาง เมื่อปลายเดือนเมษายนและกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในข้อหาละเมิดกฎหมายการเข้าเมือง

ทั้งสองคนถูกตั้งข้อหาลักลอบค้าประเวณีในกรุงโซล เมืองปูซาน และพื้นที่อื่นๆ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 จนถึงเดือนที่แล้ว โดยคิดค่าบริการครั้งละ 100,000 ถึง 210,000 วอน จากการตรวจสอบพบว่า นาย A มีรายได้จากธุรกิจผิดกฎหมายนี้ประมาณ 200 ล้านวอน และ นาย B มีรายได้ประมาณ 400 ล้านวอน

จากการสืบสวนพบว่า ทั้งสองคนเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ในปี 2023 และพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายมานานกว่า 3 ปีหลังจากวีซ่าหมดอายุ โดยพวกเขาใช้วิธีหาลูกค้าผ่านเว็บไซต์นัดพบของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ด้วยการลงโฆษณาพร้อมระบุลักษณะทางกายภาพของตนเอง รวมถึงการโพสต์คลิปวิดีโออนาจารที่ถ่ายไว้เองลงบนสื่อสังคมออนไลน์ (SNS) เพื่อดึงดูดลูกค้า

นอกจากนี้ พวกเขายังใช้วิธีหลบเลี่ยงการจับกุมด้วยการให้ลูกค้าส่งภาพถ่ายยืนยันว่าถึงบริเวณออฟฟิศเทลแล้ว ก่อนที่จะแจ้งเลขห้องพักให้ทราบ

ทั้งนี้ สำนักงานสืบสวนพิเศษคาดการณ์ว่าอาจมีชาวต่างชาติรายอื่นที่ลักลอบค้าประเวณีด้วยวิธีการลักษณะเดียวกันนี้ จึงกำลังขยายการเฝ้าระวังโดยเน้นไปที่สื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์ลามกอนาจารต่างๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/61566470526067/posts/122226833318549017/?rdid=zIbhsAB4SdY0lq1b#

“กองทัพเรือ” เดินหน้าการทูตทหารเรือ!! “ไทย–เวียดนาม” จับมือแน่นด้านทะเล เสริมความปลอดภัยเดินเรือและผลประโยชน์ร่วมในอ่าวไทย เชื่อมความร่วมมืออาเซียนเพื่อความมั่นคงทางทะเล ย้ำความร่วมมือเพื่อสันติภาพในภูมิภาค

กองทัพเรือเดินหน้าการทูตทหารเรือ กระชับความร่วมมือทางทะเลกับกองทัพเรือเวียดนาม เสริมเสถียรภาพและความมั่นคงในอ่าวไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 พลเรือโท วศิน สระศรีดา เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ เป็นผู้แทนกองทัพเรือให้การรับการเยี่ยมคำนับของรองเสนาธิการทหารเรือเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุม Navy to Navy Talk (NTNT) ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ

ในการหารือ ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณกองทัพเรือเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการประชุม Navy to Navy Talk ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ การประสานงาน และการพัฒนาความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล พร้อมแจ้งให้ฝ่ายเวียดนามทราบว่า กองทัพเรือไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้บัญชาการทหารเรืออาเซียน ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 และเชิญกองทัพเรือเวียดนามเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การประชุม ASEAN Navy Young Officers' Interaction (ANYOI) ในปี 2570 การสัมมนา Naval Medicine Seminar ภายใต้กรอบ Western Pacific Naval Symposium (WPNS) และการฝึก ASEAN–Republic of Korea Exercise ซึ่งกองทัพเรือไทยร่วมเป็นเจ้าภาพกับกองทัพเรือสาธารณรัฐเกาหลี จัดต่อเนื่องจากการฝึก ASEAN Multilateral Naval Exercise (AMNEX) ที่ประเทศสิงคโปร์

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ประเทศไทยและเวียดนามเป็นประเทศชายฝั่งที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในอ่าวไทย ความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ การคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาค

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศในอ่าวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เอื้อต่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และการแก้ไขความเห็นต่างระหว่างรัฐด้วยการเจรจาและกฎหมายระหว่างประเทศ อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และส่งเสริมให้อ่าวไทยเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศและประชาชนในภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top