Friday, 5 June 2026
ไทยจีน

ไทยชูประเด็นทุ่นระเบิดกลางเวที ‘แม่โขง-ล้านช้าง’ จีนยกมือหนุน!! พร้อมบีบกัมพูชาร่วมแก้ปัญหาด่วน

(18 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์…การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ครั้งที่ 10 ที่เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทย กล่าวถึงความสูญเสียที่เกิดกับทหารและประชาชนไทยจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติช่วยสนับสนุนไทยในการผลักดันให้กัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง 【Bangkokbiznews】

ด้าน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แสดงจุดยืนชัดว่า จีนเห็นด้วยกับไทยว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม และจีน พร้อมสนับสนุนในเชิงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ รวมถึงยินดีทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เพื่อสร้างบรรยากาศการเจรจาระหว่างไทย–กัมพูชา 【Reuters】

นอกจากนี้ แหล่งข่าวทางการจีนเปิดเผยว่า ภายหลังการประชุมอย่างเป็นทางการ นายหวัง อี้ ได้เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา มาหารืออย่างไม่เป็นทางการในลักษณะ “tea chat” เพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเปิดใจ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จีนใช้บทบาทการทูต ผลักดันให้กัมพูชาเข้ามามีส่วนร่วมในการถอดและเก็บกู้ทุ่นระเบิด 【Bangkokbiznews】

‘จีน-ไทย’ เตรียมซ้อมรบทางอากาศในไทย เพื่อเสริมทักษะยุทธวิธีและความร่วมมือของกองทัพ

(15 ก.ย. 68) กระทรวงกลาโหมจีน (MND) แถลงว่า จีนและไทยเตรียมจัดการฝึกทางอากาศร่วมกันในประเทศไทยภายในเดือนกันยายนนี้ โดยจีนจะส่งเครื่องบินหลากหลายประเภทพร้อมกำลังป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นเข้าร่วมการฝึก

โดยการฝึกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทักษะเชิงเทคนิคและยุทธวิธีของกำลังพล ทั้งยังเป็นการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมจีนระบุเพิ่มเติมว่า การซ้อมรบครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน พร้อมทั้งยกระดับการทำงานร่วมกันเชิงปฏิบัติของกองทัพจีนและกองทัพไทยในอนาคต

กองบิน 23 อุดรธานี เปิดรันเวย์ต้อนรับกองทัพอากาศจีน เปิดฉากการฝึกผสม Falcon Strike 2025

(17 ก.ย. 68) กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี จัดพิธีต้อนรับ พลอากาศตรี หลู่ หงโจว ผู้บัญชาการฐานทัพอากาศคุนหมิง และผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม Falcon Strike 2025 ฝ่ายจีน พร้อมคณะ โดยมี นาวาอากาศเอก พิสิฐ เทพสุวรรณ รองผู้บังคับการกองบิน 23 ให้การต้อนรับในโอกาสเดินทางมาร่วมการฝึกผสมระหว่างกองทัพอากาศไทยและจีน ระหว่างวันที่ 15–25 กันยายน 2568

การฝึก Falcon Strike 2025 มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการทางอากาศเชิงยุทธวิธี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางทหาร ซึ่งกองทัพอากาศไทยและจีนได้สานต่อความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยยกระดับศักยภาพและความพร้อมของกำลังพลทั้งสองฝ่าย

นอกจากมิติด้านการฝึกแล้ว Falcon Strike 2025 ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมิตรภาพระหว่างกองทัพอากาศไทยกับจีน ตอกย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างยั่งยืน

‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ พร้อมยกย่องพระราชกรณียกิจ ส่งเสริมมิตรภาพจีน–ไทย ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปยังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในนามของรัฐบาลจีนและประชาชนชาวจีน ประธานาธิบดีแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชนชาวไทย

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงกล่าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่เคารพรักอย่างสูงยิ่งในหมู่ราชวงศ์และประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงส่งเสริมมิตรภาพจีน-ไทยอย่างแข็งขัน และเสด็จฯ เยือนจีนในพระนามพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีคุณูปการอันใหญ่หลวงในการส่งเสริมมิตรภาพ “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เราจะรำลึกถึงพระองค์ตลอดไป

 

“ไทย-จีน” ร่วมใจ หารือด้านดิจิทัล เสริมแกร่ง “เศรษฐกิจ-สังคม” เห็นพ้องนำ AI ปราบอาชญากรรมออนไลน์ เตรียมพิจารณาจัดตั้งคณะทำงาน ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์ 2 ประเทศ

เมื่อวานนี้ (5 พ.ย. 68) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้การต้อนรับนายหวัง เหวยผิง (H.E. Mr. Wang Weiping) รองเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประจำเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง พร้อมคณะผู้แทนจากรัฐบาลเขตกว่างซีจ้วง ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยมีนางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และโฆษกกระทรวงดีอี นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือ

นายไชยชนก เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างไทยและรัฐบาลเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

โดยประเด็นหลักที่ถือเป็นความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน ได้แก่
1.การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ 
2.การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 
3.การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน การนำเทคโนโลยี AI มาป้องกันการหลอกลวงออนไลน์ (Anti-Online Scam) 
4.การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย

ขณะเดียวกันในการหารือทั้งสองฝ่ายยังได้มีข้อตกลงร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การนำเทคโนโลยี AI มายกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชน ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านดิจิทัล ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนมีศักยภาพและความพร้อมสูง จึงเป็นโอกาสอันดีในการขยายความร่วมมืออย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

“ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เตรียมพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างไทย–จีน  เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอื่น ๆ โดยหวังให้มีการผลักดันความร่วมมือนี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะคำนึงถึงความมั่นคงทางไซเบอร์และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายไชยชนก กล่าว

ในหลวง - พระราชินี เสด็จฯ เยือนจีนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โปรดเกล้าฯ ให้ ‘อนุทิน - สีหศักดิ์’ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ย้ำสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 50 ปี

นายกฯ เผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี และโปรดเกล้าฯ นายกฯ ตามเสด็จฯ ในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

(13 พ.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13 - 17 พฤศจิกายน 2568 ว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ ยืนยันว่าไม่มีภารกิจเพิ่มเติม แต่เป็นเพียงองค์ประกอบของขบวนเสด็จเท่านั้น การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ อันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่ความทรงจำ และเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน โดยแท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ดำเนินมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์บริเวณชายแดน ขณะนี้ได้มีการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างดีที่สุด โดยไม่มีความประสงค์ที่จะรุกรานหรือสร้างความขัดแย้งกับประเทศใด แต่ในขณะเดียวกันก็จะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามอธิปไตยของชาติ รวมถึงจะไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ทหารต้องประสบภัยอันตราย ทั้งนี้ กองทัพมียุทธวิธีและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการปฏิบัติการและการเยียวยาประชาชน โดยได้เตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เป็นคำสอนจากบรรพบุรุษที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ยืนยันว่าตั้งแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางยุทธวิธีให้กับกองทัพอย่างเต็มที่ โดยมีการสั่งการผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งจะประชุมเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์ การเตรียมความพร้อม และพิจารณาการสนับสนุนตามที่กองทัพร้องขอ รวมถึงการปรับแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ขอยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมเต็มที่ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติ รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอนุทิน กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งขณะนี้รัฐสภาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สองและวาระที่สามให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นข้อผูกพันที่ทั้งสองพรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดต้องกังวล ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมขอให้สอบถามนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เบื้องหลังคำต้อนรับของ “สี จิ้นผิง” ย้ำ “ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน” แต่งดำร่วมไว้ทุกข์กับคนไทย ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย–จีนยั่งยืน

(16 พ.ย. 68) รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า คำกล่าวถวายการต้อนรับของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในมหานครปักกิ่ง เป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายเต็มเปี่ยม เพราะประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เลือกใช้คำว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน อันเป็นคำที่ผู้นำจีนไม่เคยใช้กับผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐชาติใดมาก่อนหน้านี้เลย อันแสดงถึงความใกล้ชิดสูงสุด และเป็นการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและชาติจีนในระดับการเยือนระหว่างรัฐ (State visit) ที่องค์พระประมุข (Head of state) ต้องเสด็จพระราชดำเนินเยือนด้วยพระองค์เองเท่านั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างในภาพสำคัญภาพนี้ ในหลวงและพระราชินีทรงแต่งไว้ทุกข์ในคราวเสด็จเยือนจีนอย่าง State Visit ปกติคนจีนพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งชุดสีดำ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์ ไม่เป็นมงคล

แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา-เผิงหลี่หยวน แต่งชุดดำทั้งคู่ เป็นการร่วมไว้ทุกข์ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้นำจีนเลือกที่จะถวายพระเกียรติยศสูงสุดให้กับในหลวงของเรา

เป็นการไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ในฐานะครอบครัวไทย-จีน ใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน อันเป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายสูงสุดอย่างยิ่ง

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีพระวจนะกล่าวไว้ว่า จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ Rejoice with those who rejoice, cry with those who cry

มิตรเก่า เหล่าเผิงโหย่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ได้ฟูมฟายร้องไห้ แต่แสดงออกถึงความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งร่วมกับครอบครัวเดียวกัน ด้วยการใส่ชุดดำไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ไว้ทุกข์ร่วมกันกับคนไทยทั้งแผ่นดิน

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้คือศิลปะแห่งบูรพทิศที่ชาติตะวันตกอาจจะไม่มีวันเข้าใจ

ขอสายสัมพันธ์สองแผ่นดินจงยั่งยืน ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน นั้นมิได้เกินเลยกว่าความเป็นจริง

พระราชบุพการีแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์มีสายเลือดจีนอยู่มากมาย จนทำให้เกิดพระราชประเพณีสังเวยพระป้ายในทุกวันขึ้นปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน ทั้งที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นพระที่นั่งไม้แบบเก๋งจีนที่บรรดาพ่อค้าชาวจีนนำโดยพระยาโชฎีกราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวาย

การสร้างพระป้ายนั้นเริ่มจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระบวรราชวัง หรือวังหน้า ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบวรราชวัง โดยโปรดให้คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายมาสวดฉลองพระป้ายและมีพระราชพิธีสังเวยพระป้าย

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ประดิษฐาน ในพระบรมมหาราชวังและต่อมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ขึ้นอีกสององค์เพื่อประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระป้ายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน

เกี้ยซุงฮวดไช้ เป็นภาษิตจีนแต้จิ๋ว ที่แปลได้ว่า ลูกหลานกตัญญูโชคดี พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระป้ายในพระราชพิธีตรุษจีนที่สืบทอดมายาวนานนับร้อยปีในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์จึงเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชกตัญญุตาธรรมที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและพระบุรพราชการี อันเป็นคุณธรรมที่ควรยกย่องยิ่ง
คำถามสำคัญคือ เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผู้เขียนจะได้เลือกใช้ตัวอักษรสีแดงและตัวเข้มเพื่อแสดงว่าพระปรมาภิไธยหรือพระนามหรือนามที่เอ่ยถึงนั้นมีเลือดจีนหรือมีเชื้อสายจีน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำรัสเมื่อเสด็จเยี่ยมโรงเรียนจีนในประเทศไทยว่าทรงมีเลือดจีนและทรงสนับสนุนการเรียนภาษาจีนเป็นอย่างยิ่ง

เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ เท่าที่ผู้เขียนพอจะนึกออกมีดังนี้

หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีเลือดจีนอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้วยสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ทรงเสกสมรสกับ พระอัครชายาหยก บุตรีคหบดีชาวจีนที่มีนิวาสสถานบริเวณป้อมเพชร พระนครศรีอยุธยา

สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัยกีคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ซึ่งทรงเป็นพระราชธิดาของพระอัครชายาหยก ผู้มีเชื้อสายจีนเช่นกัน) ทรงสมรสกับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน คหบดีชาวจีนเชื้อสายขุนนางในกรุงปักกิ่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์มีพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าบุญรอด ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชมารดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สาม ราชินิกุลสุจริตกุล อันมีสมเด็จพระบรมราชินีและพระมเหสีที่มาจากสุจริตกุล อีกหลายพระองค์ ท้าวสุจริตธำรง (นาค) เป็นบุตรีคหบดีจีน ท้าวสุจริตธำรง เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชอัยกีใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
.
สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชมารดาใน สมเด็จพระสรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระอัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก พระบรมราชชนกใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชอัยกาใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี (ต่อมา พระวรราชชายา) พระนามเดิม ประไพ สุจริตกุล พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาของ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับ ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) มีเชื้อสายจีนเพราะเป็นธิดาของ ขุนพัฒน์ (หอย เตชะกำพุช) นายอากรบ่อนเบี้ย กับ นางเลี้ยบ เตชะกำพุช มีบ้านเดิมอยู่ที่สำเพ็ง

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงมีเชื้อสายจีนเช่นกัน พระบิดาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ซึ่งทรงมีเชื้อสายราชินิกุลสุจริตกุล มีเชื้อสายจีน ส่วนพระมารดาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและ หม่อมสุ่น คัคนางค์ ผู้เป็นธิดาพ่อค้าผ้าแพรเชื้อสายจีนชื่อกิมจากย่านสะพานหัน

สี่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของ พระยาพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (เจ้าสัวยิ้ม พิศลยบุตร) อภิมหาเศรษฐีและ มารดาชื่อ "ปราง" เชื้อสายจีนจากสกุล "สมบัติศิริ" เจ้าจอมมารดาอ่วม รับราชการใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าจอมมารดาของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นพระปัยยิกา (ทวด) ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติวันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด จนทรงถูกล้อว่า วันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด ลูกพระจุล หลานพระจอม ลูกเจ้า หลานเจ๊ก

ห้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีเชื้อสายจีนจากครอบครัวไทยจีนที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทรงมีพระราชมารดาคือ คุณหญิงจั่งเฮียง ติดใจ

อันที่จริงยังมีราชสกุลในราชวงศ์จักรีอีกหลายราชสกุลที่สืบเชื้อสายจีน ได้แก่

ราชสกุลปราโมช และ กปิตถา จาก เจ้าจอมมารดาอัมพา ในรัชกาลที่ 2 ซึ่ง พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยืนยันว่าบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ว่า สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว เป็นพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานให้แก่เจ้าจอมมารดาอำภา เชื้อสายจีนที่ทรงโปรดมาก

ราชสกุลยุคล ในรัชกาลที่ 5 มี เจ้าจอมมารดาจีน ผู้เป็นหม่อมใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นพระชนนีของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้น มาจากสายราชินิกุล คือทางพระราชบุรพการีสายพระราชมารดาแทบทั้งหมด

ดังนั้น คำกล่าวของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ไทยกับจีนใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน จึงหาได้เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปไม่แต่ประการใด แต่เป็นความจริง เพราะในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีเลือดจีนอยู่จริงในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากดังที่ได้กล่าวมานี้

“พระราชินีสุทิดา” ไอคอนแห่งความสง่างาม บนเวทีการทูตปักกิ่ง ยกฉลองพระองค์ ชุดไหมไทยสีดำประดับเส้นทอง ส่งให้ภาพลักษณ์สง่างามสมพระเกียรติ

(17 พ.ย. 68) สื่อจีนจำนวนมาก รวมถึงสื่อในฮ่องกงและไต้หวัน ต่างนำเสนอข่าวเกี่ยวกับกระแสชื่นชมฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีสุทิดา หลังจากที่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนเกิดกระแสกล่าวถึงพระอิริยาบถและการแต่งกายของพระองค์อย่างกว้างขวาง

สื่อระบุว่า ในงานเลี้ยงรัฐพิธีที่กรุงปักกิ่ง สมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงฉลองพระองค์ไทยโบราณสีดำ ทำจากไหมไทยลายเข้มประดับเส้นทอง พร้อมกระเป๋าทรงเครื่องหอมสีดำ ส่งให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูสง่างาม สุภาพ สำรวม และมีความหมายลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ การเลือกฉลองพระองค์สีดำจึงยิ่งได้รับความสนใจและความชื่นชมจากชาวจีน

ในอีกบทความหนึ่ง สื่อจีนรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีสุทิดาทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนประชาชนจีน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยสมเด็จพระราชินีสุทิดากลายเป็นจุดสนใจ เพราะฉลองพระองค์ที่ทรงเลือกสวมใส่ทุกวันล้วนได้รับเสียงชื่นชม

วันที่สามของการเยือน พระราชินีทรงสวมโค้ทสีน้ำเงินเข้มแบบเข้ารูป ประกอบกับรองเท้าส้นสูง 10 เซนติเมตร ดูสง่างาม สุภาพ และเหมาะสมกับพิธีการ ตลอดการเยือน พระองค์ทรงเปลี่ยนชุดหลายแบบ โดยเฉพาะโค้ทที่ทรงสวมในวันแรกได้รับคำชมเป็นอย่างมาก

พระราชินีสุทิดายังทรงฉลองพระองค์ไทยประเพณี 2 ชุด ในพิธีต้อนรับและงานเลี้ยงรัฐพิธี ซึ่งได้รับคำชื่นชมว่าสง่างาม “สมตำแหน่งพระราชินี” ชาวจีนจำนวนมากยังกล่าวว่า แม้พระองค์มีพระชนมายุ 46 พรรษา แต่ยังทรงดูอ่อนเยาว์ เปี่ยมด้วยความสำรวม อ่อนโยน และมีราศี

การเยือนครั้งนี้ทำให้ประชาชนจีนจำนวนมากประทับใจ จนเกิดกระแสผู้ติดตามและแฟนคลับของสมเด็จพระราชินีสุทิดาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

เซินเจิ้นหัวจักรการค้าใต้ ดันมูลค่าซื้อขาย ‘จีน–ไทย’ พุ่งเกือบแสนล้านหยวน รถยนต์ไฟฟ้า–อุปกรณ์ไฮเทควิ่งนำขบวนส่งออก มะพร้าว–ทุเรียนไทยทะลุขึ้นหิ้งซูเปอร์มาร์เก็ตจีน รับอานิสงส์ FTA–RCEP–AEO ลดต้นทุนทั้งสองฝั่ง

(21 พ.ย. 68) ท่าเรือเส้อโข่วในนครเซินเจิ้นตอนใต้ของจีนกำลังกลายเป็น “ประตูการค้า” สำคัญระหว่างจีนกับไทย ภาพมะพร้าวอ่อนจากไทยถูกขนลงตู้คอนเทนเนอร์ เคลียร์ศุลกากรแบบรวดเร็ว ก่อนกระจายสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า เกิดขึ้นเคียงคู่กับสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (NEV) ของ BYD ที่ใช้แขนกลประกอบชิ้นส่วนขั้นสุดท้าย เพื่อส่งตรงสู่ถนนกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้สะท้อนความสัมพันธ์การค้าที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเสิ่นเจิ้นและไทย

ตัวเลขมูลค่าการค้ารวมระหว่างเซินเจิ้นกับไทยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 สูงถึง 92.82 พันล้านหยวน (ราว 4.24 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อน ส่งให้เซินเจิ้นครองตำแหน่งเมืองจีนที่ทำการค้ากับไทยมากที่สุด ขณะที่ภาคยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นดาวเด่นของการส่งออก 

“ตั้งแต่ต้นปี เราส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ไปไทยแล้ว 11,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งจากปีก่อน และกระแสตอบรับจากตลาดดีมาก” หลิว เฟิง ผู้จัดการฝ่ายศุลกากรของ BYD ระบุ

ด้านข้อตกลงการค้าเสรีจีน–อาเซียน และกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ช่วยเร่งเครื่องการเติบโตนี้อย่างชัดเจน เซินเจิ้นศุลกากรออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้การส่งออกของ BYD ไปไทยแล้วกว่า 700 ฉบับ ครอบคลุมมูลค่าสินค้าราว 690 ล้านหยวน ช่วยประหยัดภาษีนำเข้าให้บริษัทมากกว่า 30 ล้านหยวน ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากเซินเจิ้นไปไทยช่วงมกราคม–ตุลาคม ทะยานขึ้นถึง 99.1% แตะระดับ 1.28 พันล้านหยวน ขณะเดียวกัน สินค้าไฮเทคอย่างอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็โตแรงเช่นกัน โดยยอดส่งออกไปไทยเพิ่มขึ้น 25.3% และ 63.1% ตามลำดับ

ด้านการนำเข้า เกษตรผลไม้ไทยยังครองใจผู้บริโภคจีนอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะ “มะพร้าวอ่อน” ที่ต้องพึ่งความเร็วของระบบศุลกากร “มะพร้าวอ่อนเสียได้ง่าย ต้องเคลียร์ด่านเร็วมาก” หวัง คง ผู้ดูแลศุลกากรของบริษัทผู้นำเข้า–ส่งออกแห่งหนึ่งอธิบาย พร้อมย้ำว่าช่องทางพิเศษ (Green Channel) สำหรับสินค้าเกษตรสดของเสิ่นเจิ้นศุลกากร ทำให้มูลค่านำเข้าผลไม้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 15% ในปีนี้ ขณะที่ทุเรียนไทยก็ใช้เวลาเพียงวันเดียวจากด่านเซินเจิ้นไปถึงชั้นวางในร้านผลไม้ทั่วจีน

อีกแรงหนุนสำคัญคือการที่ศุลกากรจีน–ไทย รับรองระบบผู้ประกอบการเศรษฐกิจที่ได้รับสิทธิพิเศษร่วมกัน (AEO Mutual Recognition) ทำให้บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ตรวจน้อยลงและผ่านด่านเร็วขึ้น “นี่คือ ‘ป้ายทอง’ ที่คู่ค้าจากไทยให้ความสำคัญมาก” หลี่ หยาน ผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรของบริษัทเทคโนโลยีผลไม้รายหนึ่งเผย โดยบริษัทของเธอเห็นการนำเข้าผลไม้จากไทยเพิ่มขึ้น 15% หลังระบบนี้มีผลบังคับใช้ 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมระหว่าง “นวัตกรรมและอุตสาหกรรมเขียว” ของเซินเจิ้น กับ “ทรัพยากรเกษตรและตลาดกำลังซื้อ” ของไทย จะยิ่งทำให้การค้าจีน–ไทยแข็งแรงขึ้น และช่วยผลักดันการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาคให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม

‘อนุทิน’ เผยสัมพันธ์ ไทย–จีน คู่มิตรถาวร ชื่นชมการต้อนรับพระมหากษัตริย์สมพระเกียรติ ย้ำความร่วมมือก้าวหน้าในทุกด้าน หวังผลักดันเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมอาเซียน

(6 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ามิตรภาพอันยืนยาว การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และสันถวไมตรีอันดีระหว่างไทยกับจีนจะขยับขยายกว้างไกลกว่าช่วงเวลา 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูต

นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่าการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. ตอกย้ำความไว้วางใจอันลึกซึ้งและมิตรภาพอันยืนยงระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมเสริมว่าเขาได้เห็นพิธีต้อนรับพระมหากษัตริย์ไทยในระดับสูงเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญอันประเมินค่าไม่ได้ต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

พร้อมกล่าวอีกว่าประมุขของรัฐทั้งสองปฏิบัติต่อกันดุจมิตรสหายที่คบหากันมานาน ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือทวิภาคี ขณะที่ความร่วมมือทวิภาคีในภาคส่วนต่างๆ กำลังก้าวหน้า ทั้งการเกษตร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา โดยเฉพาะความก้าวหน้าของการพัฒนาทางดิจิทัล ความร่วมมือทางโลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค

และชี้ว่าจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียนช่วยให้ไทยมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคควบคู่กับจีน นอกจากนี้การสนับสนุนจากจีนต่อการพัฒนาทางรถไฟความเร็วสูงของไทยแสดงให้เห็นความลึกซึ้งของความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อ และจะช่วยทั้งสองฝ่ายยกระดับห่วงโซ่มูลค่าทางอุตสาหกรรมและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค 

อนุทินกล่าวว่าไทยกำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงครั้งถัดไป และบรรดาประเทศสมาชิกยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรม พลังงาน และการเกษตร ซึ่งมีส่วนส่งเสริมสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค 

สำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคง อนุทินเน้นย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ และยืนยันว่าไทยจะไม่เป็นสวรรค์อันปลอดภัยของการก่ออาชญากรรม ทั้งนี้ อนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือไทย-จีนในอนาคตจะยังคงเติบโตและแข็งแกร่งต่อไป


ที่มา : Xinhua 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top