Thursday, 4 June 2026
โรคระบาด

มุกดาหาร -ตำรวจน้ำ ปศุสัตว์ ร่วมกันทำลาย ชิ้นส่วนสุกรเถื่อน ของกลาง 660กก.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 เวลา 14.00 น. พ.ต.ท.พงษ์พิพัฒน์  บูรณะบัญญัติ สว.ส.รน.3 กก.10 บก.รน. มอบหมายให้ ว่าที่ ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ สุระสะ รอง สว.(ป.ทางน้ำ) ส.รน.3 กก.10 บก.รน. ร่วมเป็นคณะกรรมการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการทำลายชิ้นส่วนหมูเถื่อน ของกลาง จำนวน 660 กิโลกรัม ตามระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการทำลายสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นโรคระบาด หรือพาหะของโรคระบาด พ.ศ. 2558 โดยวิธีฝังกลบ ณ บริเวณด่านกักกันสัตว์มุกดาหาร ตำบลคำอาฮวน อำเภอมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259777

กัมพูชาเตือนภัย! มีผู้ป่วยโรคหัดแล้ว 375 ราย พบระบาดหนักตามแนวชายแดน

(23 ธ.ค.67) กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา (MOH) ออกคำเตือนเมื่อวันเสาร์ (21 ธ.ค.) เกี่ยวกับการระบาดเพิ่มของโรคหัด หลังพบผู้ป่วยโรคหัดอย่างน้อย 375 รายในปี 2024

กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์ว่าโรคหัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็วผ่านทางระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอหรือจาม พร้อมเสริมว่าโรคนี้สามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง เช่น ตาบอด สร้างความเสียหายต่อสมอง หรือกระทั่งเสียชีวิต โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ

กระทรวงฯ พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคหัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโรงเรียนและจังหวัดตามแนวชายแดนบางแห่ง โดยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคมปีนี้ กัมพูชายืนยันจำนวนผู้ป่วยโรคหัดใน 17 จังหวัด รวม 375 ราย

แถลงการณ์ระบุว่าอาการของโรคหัดมักปรากฏหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 10-14 วัน ได้แก่มีไข้สูง ไอ น้ำมูกไหล ตาแดงและมีน้ำตา และมีจุดผื่นขาวขนาดเล็กที่กระพุ้งแก้ม ผู้ป่วยโรคนี้มักมีผื่นแดงปรากฏตามร่างกายในช่วง 7-18 วันหลังรับเชื้อ โดยเริ่มจากใบหน้าและลำคอส่วนบน จากนั้นลามไปยังมือและเท้า พร้อมเตือนให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานที่มีอาการไข้สูง ไอ น้ำมูกไหล และมีผื่นแดง ไปพบแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

กระทรวงฯ ยังเรียกร้องให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานที่มีอายุ 9-59 เดือนไปรับวัคซีนป้องกันโรคหัดและหัดเยอรมันฟรีที่ศูนย์สุขภาพทุกแห่งเพื่อป้องกันการระบาดของโรค

อนึ่ง กัมพูชาเคยประกาศว่าตนเป็นประเทศปลอดโรคหัดเมื่อเดือนมีนาคม 2015 แต่กลับมาพบผู้ป่วยโรคหัดรายแรกอีกครั้งใน 7 เดือนต่อมา

WHO ประกาศภาวะฉุกเฉิน 'อหิวาตกโรค' หลังพบผู้ป่วยพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี"

(30 ธ.ค. 67) องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้ "อหิวาตกโรค" เป็น "ภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่" หลังจากพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี

นางมาร์กาเร็ต แฮร์ริส โฆษกองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การระบาดในครั้งนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องดำเนินการโดยด่วน ทั้งการรณรงค์ฉีดวัคซีนและการปรับปรุงระบบน้ำและสุขอนามัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมการระบาด

แม้ว่าจะมีความคืบหน้าในการควบคุมโรคอหิวาตกโรคในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่จำนวนผู้ป่วยกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2022 โดยมี 44 ประเทศรายงานพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 25% จาก 35 ประเทศในปี 2021 และแนวโน้มการระบาดยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2023 ขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้สูงขึ้นอย่างมาก

โดยซูดานใต้กำลังเผชิญกับการระบาดที่รุนแรงที่สุดในศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยบริเวณเมืองเร็งค์ ซึ่งเป็นจุดรับผู้อพยพจากความขัดแย้งในซูดาน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ในซูดานอาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นที่มีสุขาภิบาลไม่เพียงพอ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ WHO และรัฐบาลซูดานใต้เร่งแจกจ่ายวัคซีนในพื้นที่กรุงจูบาและบริเวณใกล้เคียง แต่แฮร์ริสระบุว่า การฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

แฮร์ริสเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาอหิวาตกโรคอย่างยั่งยืนต้องมุ่งไปที่การจัดหาน้ำสะอาดและแยกน้ำดื่มออกจากพื้นที่สุขา “วัคซีนเป็นเพียงเครื่องมือช่วยบรรเทาโรค แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้น้ำสะอาดเข้าถึงได้และแยกน้ำสะอาดจากพื้นที่ที่ใช้เป็นห้องน้ำ” เธอกล่าว พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการที่รวดเร็วเพื่อหยุดการแพร่เชื้อจากคนสู่คน

นางแฮร์ริสให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีทีจีเอ็นของจีนว่า การกลับมาระบาดอีกครั้งของอหิวาตกโรคเกิดจากทรัพยากรที่มีจำกัด โดยเฉพาะในเรื่องของระบบน้ำและสุขาภิบาลที่ไม่เพียงพอในหลายประเทศ ซึ่งทำให้โรคนี้กลายเป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก ในเดือนมกราคม 2566 องค์การอนามัยโลกได้จัดประเภทการระบาดของโรคนี้เป็นภาวะฉุกเฉินระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

นางแฮร์ริสกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่ยังไม่เพียงพอ และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้มั่นใจว่า ระบบน้ำและสุขอนามัยในแต่ละประเทศจะปลอดภัยและสามารถหยุดการแพร่ระบาดได้

อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อในลำไส้เฉียบพลันที่เกิดจากแบคทีเรีย "ไวบริโอ โคเลอแร" (Vibrio cholerae) ซึ่งแพร่กระจายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระ แม้ว่าโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการบริโภคอาหารที่ปลอดภัยและการรักษาสุขอนามัยที่เหมาะสม แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจถึงแก่ชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

สำหรับสถานการณ์ป่วยโรคอหิวาต์ บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ล่าสุดในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พบว่าฝั่งเมียนมาเสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชนในเมียวดีและโรงพยาบาลบ้านโก๊กโก๋ จำนวนผู้ป่วยสะสมในพื้นที่ดังกล่าวมีประมาณ 450 คน ส่วนที่หมู่บ้านส่วยโก๊กโก่ หรือเขตอิทธิพลจีนเทาในจังหวัดเมียวดี ซึ่งตรงข้ามกับตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด และบ้านวังผา อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ได้รับการประสานจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก พบผู้ป่วยอหิวาตกโรคจำนวน 3 ราย ใน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนถุงทอง 1 ราย ชุมชนร่วมแรง 1 ราย และชุมชนมณีไพสณ์ 1 ราย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตเทศบาลนครแม่สอด

HIV ระบาดในกองทัพรัสเซีย ยอดติดเชื้อพุ่ง 2,000% สะท้อนระบบบริหารจัดการของรัฐบาล - กองทัพล้มเหลว

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมานานกว่าสองปี ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของกองทัพรัสเซียเอง หนึ่งในปัญหาที่ถูกละเลยและไม่ถูกพูดถึงอย่างเป็นทางการ คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราการติดเชื้อ HIV ในหมู่กำลังพลทหาร โดยมีรายงานและข้อมูลจากแหล่งข่าวอิสระ รวมถึงนักวิชาการรัสเซียที่สะท้อนภาพการระบาดที่สูงผิดปกติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขที่น่าตกใจถึงการเพิ่มขึ้นกว่า 2,000% ของผู้ติดเชื้อในกองทัพ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางทางสุขภาวะและความไม่พร้อมของระบบสาธารณสุขทหารในช่วงสงคราม 

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังสะท้อนปัจจัยสังคมและวัฒนธรรม เช่น ความเครียดจากสภาพสงคราม พฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ความล้มเหลวของนโยบายรัฐในการป้องกันและรักษา และวาทกรรมความเข้มแข็งชายเป็นใหญ่ที่กดทับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ปัญหาการระบาดของ HIV ในกองทัพรัสเซียในมิติต่าง ๆ ทั้งจากมุมมองของสื่อ นักวิชาการรัสเซีย และบริบทเชิงนโยบายที่มีผลกระทบต่อการจัดการวิกฤตสุขภาพนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมของภัยความมั่นคงเชิงสุขภาวะที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐและแนวทางที่อาจเป็นไปได้ในการรับมือกับสถานการณ์นี้

แม้รัฐบาลรัสเซียจะพยายามควบคุมภาพลักษณ์ของกองทัพอย่างเข้มงวดโดยหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของกำลังพล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสงครามที่ภาพลักษณ์ความเข้มแข็งและความพร้อมของกองทัพถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รัฐจึงพยายามหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของทหาร รวมถึงภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ต้องการแสดงความแข็งแกร่งต่อโลกภายนอก แต่สื่ออิสระและนักวิชาการรัสเซียหลายรายกลับสะท้อนภาพของวิกฤตการณ์สุขภาวะที่กำลังขยายตัวในแนวหลังของสมรภูมิยูเครน Carnegie Politics รายงานว่า หลังการรุกรานยูเครนในปี ค.ศ. 2022 อัตราการติดเชื้อ HIV ในหมู่ทหารรัสเซียพุ่งขึ้นกว่า 2,000% ในบางพื้นที่ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงในภาวะสงคราม เช่น การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และการถ่ายเลือดในพื้นที่แนวหน้าโดยปราศจากระบบคัดกรองที่ได้มาตรฐาน สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงสภาพระบบแพทย์ทหารที่ไม่สามารถรองรับภาระของสงครามได้อย่างมีประสิทธิภาพ และชี้ไปยัง “รอยรั่วเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่ได้รับการเยียวยาในขณะที่หน่วยงานรัฐยังนิ่งเฉยต่อปัญหา สื่ออิสระอย่าง Echo of Moscow «Эхо Москвы» และ Verstka ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกว่าทหารบางนายมีการใช้เอกสารปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดสิทธิในการประจำการหรือเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้ติดเชื้อถูกส่งกลับไปยังแนวหน้าทั้งที่อยู่ในภาวะอ่อนแอจากโรค ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายของรัสเซียที่ไม่ได้กำหนดให้มีการตรวจหาเชื้อ HIV อย่างครอบคลุมก่อนหรือระหว่างการรับราชการทหาร โดยเฉพาะในกลุ่มทหารเกณฑ์ ส่งผลให้หลายรายเข้าสู่กองทัพโดยไม่มีการประเมินสุขภาพพื้นฐานที่จำเป็น

ในขณะที่ข้อมูลจาก Rospotrebnadzor «РОСПОТРЕБНАДЗОР» หรือหน่วยงานควบคุมโรคของรัฐ ยืนยันว่าตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นมา มีอัตราการตรวจพบเชื้อ HIV ในหมู่ทหารเกณฑ์อยู่ที่ประมาณ 0.4 รายต่อประชากร 100,000 ราย และ 8.1 รายต่อ 100,000 รายในหมู่ทหารสัญญาจ้าง แม้จะดูต่ำในเชิงเปรียบเทียบแต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่อาจเป็นเพียง “ยอดของภูเขาน้ำแข็ง” เนื่องจากการเก็บข้อมูลยังคงล้าหลังและมีแนวโน้มถูกปกปิดโดยหน่วยงานทหารเอง ด้านนักวิทยาศาสตร์และนักระบาดวิทยาชั้นนำอย่างศาสตราจารย์ ดร.วาดิม ปอครอฟสกี «Вадим Валентинович Покровский » แห่งสถาบันโรคติดเชื้อแห่งรัสเซีย ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มการแพร่ระบาดในกลุ่มชายหนุ่มอายุ 18–35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการเกณฑ์ทหาร โดยระบุว่าการแพร่เชื้อในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่ชนบท เช่น การใช้สารเสพติดโดยใช้เข็มร่วม การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ปลอดภัย ทั้งในกลุ่ม heterosexual และ bisexual โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ความรู้เรื่องการป้องกัน HIV ยังถูกกดทับด้วยวาทกรรมทางศีลธรรมและความกลัวการตีตรา การวิเคราะห์ของ ศาสตราจารย์ ดร.วาดิม ปอครอฟสกี สะท้อนปัญหาเชิงนโยบาย กล่าวคือ ภายใต้รัฐบาลรัสเซียในปัจจุบัน องค์กรภาคประชาสังคมและ NGO ด้านสุขภาพที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ใช้ยาและกลุ่ม LGBTQ+ ถูกจำกัดบทบาทอย่างหนัก บางแห่งถูกจัดเป็น “องค์กรตัวแทนต่างชาติ” (foreign agents) ซึ่งทำให้การเข้าถึงความรู้ การแจกจ่ายถุงยางอนามัย และการให้คำปรึกษาแก่ทหารหรือประชาชนทั่วไปในพื้นที่ห่างไกลแทบเป็นไปไม่ได้ นโยบายรัฐจึงไม่เพียงละเลย แต่ยัง “ปิดประตู” ต่อกลไกที่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้อย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาร่วมกัน ข้อมูลจากสื่อและนักวิชาการรัสเซียเหล่านี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นถึง “ปัญหาสุขภาพ” ในหมู่ทหาร แต่ยังสะท้อนความล้มเหลวของระบบทหารแบบรวมศูนย์ การปกปิดข้อมูลเพื่อรักษาภาพลักษณ์ และการใช้วาทกรรมรัฐชาติเหนือมนุษยธรรม

สถานการณ์การระบาดของเชื้อ HIV ในกองทัพรัสเซียในช่วงสงครามกับยูเครนถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนความเปราะบางทั้งในระดับบุคคลและโครงสร้างของรัฐทหาร แม้สงครามจะมุ่งเน้นไปที่การใช้กำลังทางทหารและเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ “ภัยคุกคามเชิงสุขภาพ” เช่น HIV กลับสร้างแรงกดดันและผลกระทบที่ซ่อนเร้นต่อสมรรถนะการรบของกองทัพ โดยพื้นฐานแล้ว ทหารที่ติดเชื้อ HIV มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงและลดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจในระยะยาว ซึ่งส่งผลให้กองทัพต้องแบกรับภาระการรักษาและเสี่ยงต่อการสูญเสียกำลังพลที่มีประสบการณ์ รวมทั้งการลดทอนประสิทธิภาพทางยุทธวิธีในสนามรบ โดยเฉพาะในสงครามที่กินเวลานานและต้องการกำลังพลที่แข็งแรงและพร้อมรบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สภาพแวดล้อมสงครามที่มีความเครียดสูง ความโดดเดี่ยว และความไม่แน่นอน ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้สารเสพติดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของ HIV ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว กลายเป็นปัญหาสุขภาพที่ยากต่อการควบคุมในบริบทของความขัดแย้ง

นักวิชาการและสำนักวิเคราะห์จากฝั่งตะวันตก เช่น International Crisis Group, RAND Corporation และ Foreign Policy ให้ความสนใจอย่างมากต่อปรากฏการณ์การระบาดของเชื้อ HIV ในกองทัพรัสเซีย โดยมองว่าเป็นปัญหาที่สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบของการบริหารจัดการกำลังพลและการดูแลสุขภาพภายในกองทัพท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อ รายงานจาก International Crisis Group ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลรัสเซียมุ่งเน้นการรักษาภาพลักษณ์กองทัพที่เข้มแข็งและไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงลบ โดยเฉพาะในเรื่องโรคติดต่อที่สามารถบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสังคมและทหารในเวลาวิกฤต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมรัฐที่ใช้การปกปิดและการเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนและพันธมิตรระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน RAND Corporation เน้นย้ำว่าความเครียดสะสมจากสภาพสงคราม ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในหมู่ทหาร ทั้งการใช้สารเสพติดชนิดฉีดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งทำให้การแพร่ระบาดของ HIV ในกองทัพเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก เนื่องจากกองทัพรัสเซียยังขาดระบบสนับสนุนสุขภาพและมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เช่น การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตและเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ Foreign Policy ยังชี้ให้เห็นว่าในบริบทของ “สงครามข้อมูล” ฝ่ายตรงข้ามใช้ข้อมูลปัญหาการแพร่ระบาด HIV ในกองทัพรัสเซียเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองและยุทธศาสตร์ เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือและขวัญกำลังใจของกองทัพและรัฐบาลรัสเซียในเวทีโลก ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นมากกว่าปัญหาสุขภาพ แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสงครามความคิดและความชอบธรรมของรัฐ การวิเคราะห์เหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของกองทัพสหรัฐในสงครามเวียดนามและอัฟกานิสถาน ที่เคยประสบกับปัญหาการระบาดของโรคติดต่อและพฤติกรรมเสี่ยงของกำลังพล ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการรบและการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ในระดับสูง ดังนั้น ปัญหา HIV ในกองทัพรัสเซียจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสุขภาพของทหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็น “ภัยคุกคามเชิงสุขภาวะ” ที่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐ ความพร้อมรบ และภาพลักษณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในสงครามที่ซับซ้อนนี้อย่างลึกซึ้ง

ในระดับยุทธศาสตร์ ปัญหานี้สะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบทหารรัสเซียที่มีโครงสร้างรวมศูนย์และขาดความโปร่งใส ในขณะที่รัฐพยายามแสดงภาพกองทัพที่เข้มแข็งและไม่มีจุดอ่อน แต่ความจริงภายในกลับเปิดเผยความเปราะบางที่อาจส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของกำลังพล ตลอดจนสร้างช่องทางให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์ในเชิงข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) เพื่อโจมตีภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลรัสเซีย ทั้งนี้การเพิกเฉยต่อปัญหาสุขภาพของทหารยังสะท้อนถึงความล้มเหลวในนโยบายรัฐที่จะจัดการกับวิกฤตสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับสงคราม ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ทางการเมืองและสังคมในระยะยาว เช่น การสูญเสียฐานกำลังพล การเพิ่มขึ้นของภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุข และความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล ดังนั้นการแก้ไขปัญหาการระบาด HIV ในกองทัพรัสเซียจึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพของทหารแต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับการรักษาความมั่นคงของรัฐในช่วงสงคราม และเป็นโจทย์ที่รัฐรัสเซียต้องเผชิญอย่างเร่งด่วนหากหวังจะรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและทหารในระยะยาว

บทสรุป สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ดำเนินมายาวนานไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของกองทัพรัสเซียที่ถูกมองข้ามอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อ HIV ในหมู่กำลังพล ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางสุขภาวะและความไม่พร้อมของระบบสาธารณสุขทหารในช่วงวิกฤต แม้ว่ารัฐรัสเซียจะพยายามควบคุมข้อมูลและสร้างวาทกรรมเน้นภาพลักษณ์ความเข้มแข็งของกองทัพเพื่อปกปิดปัญหาดังกล่าว แต่รายงานจากสื่ออิสระ นักวิชาการรัสเซีย และองค์กรระหว่างประเทศชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อที่สูงกว่า 2,000% ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมเสี่ยงที่ขยายตัวในบริบทสงคราม เช่น การใช้ยาเสพติดชนิดฉีดและการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อขวัญและสมรรถนะของทหารเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของรัฐในวงกว้าง สะท้อนความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการและนโยบายที่ขาดความโปร่งใส รวมถึงเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ในสงครามข้อมูลเพื่อโจมตีภาพลักษณ์และความชอบธรรมของรัฐบาลรัสเซีย เหตุการณ์นี้จึงตั้งคำถามสำคัญว่า รัฐรัสเซียจะสามารถรับมือกับวิกฤตสุขภาพเชิงโครงสร้างนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความลับที่ถูกปกปิดนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงอนาคตของความมั่นคงชาติในระยะยาวต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top