Friday, 5 June 2026
แอนจักรพงษ์

โซเชียลลุกเป็นไฟ!! ‘แอน จักรพงษ์’ ฟาดเดือดถึง ‘อาตี๋’ ลั่น!! อย่าแอบเข้าประตูหลัง หลอกใช้ หลอกถามคนอื่น

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 67 จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ ‘แอน จักรพงษ์’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Anne Jakrajutatip’ ฟาดเดือดถึง ‘อาตี๋ปริศนา’ โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า…

“อาตี๋จะทำธุรกิจต้องรู้จักให้เกียรติเจ้าของบ้าน… เดินไปทักเค้าหน้าบ้าน… ถ้าไม่ชอบเขาก็เลิกพูดถึงเขา… เลิกพูดเกี่ยวกับบ้านเขา! อย่าไปแอบเข้าประตูหลัง หลอกใช้หลอกถามพนักงานเขาจนบางคนเสียใจที่เสียรู้ถูกหลอกถาม… นึกไม่ถึงว่าอาตี๋ชอบแอบ และ ชอบประตูหลัง!”

งานนี้ทำเอาโซเชียลลุกเป็นไฟ วงการนางงามไม่เคยได้พัก ชาวเน็ตแห่เดากันยกใหญ่ว่า ‘อาตี๋ปริศนา’ คนนี้คือใคร?

‘JKN’ ขายหุ้น ‘มิสยูนิเวิร์ส’ ยังวุ่นไม่จบ หลัง ตลท. ให้แจงข้อเท็จจริง ชี้!! อาจมีคนซวย

‘ตลท.’ จี้!! ‘JKN’ แจงรายละเอียดปรับโครงสร้าง JKN Legacy ก่อนขายหุ้น ส่อปกปิดข้อมูลดีลขายกิจการองค์กรนางงามจักรวาล (MUO) หลังหลงเชื่อทนายศรีธนญชัย ให้ความเห็นการขายและโอนหุ้นดังกล่าว บริษัทไม่จําเป็นต้องได้รับมติที่ประชุมคณะกรรมการ ชี้!! งานนี้อาจมีหลายคนซวย

จากกรณีที่ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ได้ทำการขายและโอนหุ้น ใน JKN Legacy ในสัดส่วนร้อยละ 100% ของหุ้นทั้งหมด ให้กับ JKN Global Content ก่อนที่จะขายกิจการองค์กรนางงามจักรวาล (Miss Universe Organization : MUO)  ในสัดส่วน 50% ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวมีข้อน่าสังเกตหลายจุด

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขอให้ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ชี้แจงข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญกรณีบริษัทปรับโครงสร้างการถือหุ้น JKN Legacy ก่อนขายหุ้น และต่อมายื่นขอฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งกรณีเปิดเผยสารสนเทศเมื่อปรากฏข่าวลือ เพื่อให้เกิดความชัดเจนภายในวันที่ 6 ก.พ. 67 และสำหรับความเห็นของคณะกรรมการบริษัทภายในวันที่ 15 ก.พ. 67

ตลท.ระบุว่า JKN ได้แจ้งข้อมูลการปรับโครงสร้างถือหุ้น JKN Legacy, Inc. การขายหุ้นดังกล่าว การผิดนัดชำระหนี้ การยื่นขอฟื้นฟูกิจการ และการเปิดเผยข้อมูล

สรุปลำดับเหตุการณ์

- 1 ก.ย. 66 JKN ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ 452 ล้านบาท

- 11 ต.ค. 66 JKN ปรับโครงสร้างการถือหุ้น JKN Legacy จากบริษัทย่อยโดยตรง 100% เป็นบริษัทย่อยทางอ้อม 100% ผ่าน JKN Global Content Pte. Ltd.

- 20 ต.ค. 66 คณะกรรมการบริหารของ JKN มีมติให้ JKN Global Content ขายหุ้น JKN Legacy 50% และได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นในวันดังกล่าว

- 7 พ.ย. 66 คณะกรรมการมีมติให้ JKN ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ

- 9 พ.ย. 66 ศาลล้มละลายกลางรับคำร้องการขอฟื้นฟูกิจการ

- 22 ม.ค. 67 JKN ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อสอบถามของตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีปรากฏในสื่อต่างๆ ว่า JKN จะขายกิจการองค์กรนางงามจักรวาล (MUO) ว่า บริษัทคาดว่าจะมีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวในเวลาต่อไป
.
- 23 ม.ค. 67 JKN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 67 คณะกรรมการ JKN มีมติรับทราบ มติอนุมัติของคณะกรรมการบริหารเกี่ยวกับการขายหุ้น 50% ของ JKN Legacy ในราคา 16 ล้านเหรียญสหรัฐ (582 ล้านบาท) โดยแบ่งรับชำระ 3 งวด ภายในเดือน ธ.ค.66 เดือน พ.ค.และเดือน ก.ย. 67 กำหนดการโอนหุ้นเมื่อชำระเงินงวดสุดท้าย

- 29 ม.ค.67 JKN ชี้แจงเพิ่มเติมว่า JKN Global Content สามารถโอนหุ้นที่ซื้อขายได้เนื่องจากข้อห้ามตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการเป็นการต้องห้ามเฉพาะตัวของ JKN และการอนุมัติการขาย JKN Legacy เป็นไปตามขอบเขตอำนาจดำเนินการ และขนาดรายการน้อยกว่า 15% จึงไม่จำเป็นต้องได้รับมติที่ประชุมคณะกรรมการ และ JKN มีแผนนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น JKN Legacy เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเป็นเงินหมุนเวียนสำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อยและเพื่อสนับสนุนแผนการฟื้นฟูกิจการของบริษัท

ตลท.จึงขอให้ JKN ชี้แจง 1.) เหตุผลและความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการถือหุ้น JKN Legacy จากการถือหุ้นทางตรงเป็นการถือหุ้นทางอ้อม ก่อนยื่นฟื้นฟูผ่านศาลในเวลาไม่นาน รวมทั้งกรณีหากไม่เปลี่ยนโครงสร้าง JKN จะเป็นผู้ได้รับเงินจากการขายที่จะต้องอยู่ในข้อห้ามตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ อย่างไร

2.) ความคืบหน้าการรับชำระเงินตามงวดรับชำระข้างต้น รายละเอียดของวัตถุประสงค์การใช้เงินที่แจ้งว่าเพื่อสนับสนุนแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท ความเห็นของคณะกรรมการ JKN ต่อวัตถุประสงค์การใช้เงินว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทอย่างไร และมาตรการติดตามดูแลการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว

3.) เหตุผลที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลที่ ตลท.สอบถามไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรณีปรากฏข้อมูลในสื่อต่างๆ ว่า JKN จะขายกิจการ MUO โดยเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 67 แจ้งว่าบริษัทคาดว่าจะมีข้อสรุปในเวลาต่อไป แต่วันถัดมาคือวันที่ 23 ม.ค. 67 บริษัทได้แจ้งว่า JKN Global Content ได้ลงนามสัญญาซื้อขายกิจการดังกล่าวแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 66
.
โดยก่อนหน้านี้ JKN ระบุว่า ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท ได้ให้ความเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่บริษัทได้ดําเนินการทําธุรกรรมการขายและโอนหุ้นดังกล่าว บริษัทไม่จําเป็นต้องได้รับมติที่ประชุมคณะกรรมการ และ/หรือผู้ถือหุ้นของ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

- การขายและโอนหุ้นใน JKN Legacy ให้กับ JKN Global Content ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นโดยบริษัทในสัดส่วน 100% ไม่ถือเป็นรายการได้มาหรือจําหน่ายไป เนื่องจากไม่ทําให้บริษัทได้มาหรือจําหน่ายออกไปซึ่งสินทรัพย์ของกลุ่มบริษัท ดังนั้นจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือจําหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ พ.ศ. 2547

- ตามเอกสารระเบียบอํานาจอนุมัติรายการของบริษัท (ฉบับเริ่มใช้เมื่อช่วงปี 2561) ที่สํานักงานฯ ได้รับ การขายหุ้นที่บริษัทถือในบริษัทลูกและ/หรือบริษัทย่อยไม่จําเป็นต้องได้รับมติที่ประชุมคณะกรรมการ และ/หรือผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวอาจเข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/29 ที่ระบุว่า การได้มาหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นทรัพย์สินของบริษัทหรือบริษัทย่อย ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น 

ทั้งนี้ อาจเป็นไปได้ว่า ซีอีโอ ของ JKN และคณะกรรมการบริหาร ยังอ่อนหัดกับการรับมือ และเชื่อมั่นในที่ปรึกษาที่อาจมีลีลาคล้ายศรีธนญชัยมากเกินไป วางใจให้คำปรึกษากับเคสดังระดับประเทศที่มีคนจับตามองแบบนี้ จึงเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ทำให้โดน ตลท. สั่งชี้แจงในความไม่ชอบมาพากล และอย่าคิดว่าจะทำเหมือนกรณี บมจ. มอร์ รีเทิร์น (MORE) มาปล้นกลางแดดกันง่าย ๆ สุดท้ายก็ไปไม่รอดขีดเส้นใต้ไว้ได้เลย

ส่วน คณะกรรมการบริษัท ที่เห็นชอบกับกฎบริษัทที่เขียนไว้แปลกๆ ว่า การจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นบริษัทในกลุ่มไม่ต้องขออนุมัติคณะกรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด ทั้งที่จริง ตามกฎหมาย ต้องขอมติพิเศษจากผู้ถือหุ้น ตาม พ.ร.บ.บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน การที่สรุปออกมาแบบนี้ ถือว่าเร็วไปหน่อย ซึ่งกรรมการบริษัทอาจจะซวยเอาได้

ในมุมวิเคราะห์ของสื่อ จึงใคร่ขอเตือนสติกันอย่างตรงๆ ว่า ‘นักกฎหมายลีลาศรีธนญชัย’ นั้น อาจมีความเก่งกาจ จนไม่มีใครกล้าลอกเลียนแบบ เพราะอ่านและตีความกฎหมายด้านเดียว หาช่องให้คนหลงเชื่อ ซึ่งนักกฎหมายประเภทนี้น่าจะสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ไม่คิดว่ายังมีเหลือให้ขำๆ เล่นในยุค 5G นี้อีก และเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ รอติดตามกันต่อไปด้วยใจระทึกได้เลย

‘แอน จักรพงษ์’ เฉลยปม ‘แอนนาเสือ’ เหตุไม่เข้ารอบ เพราะแบบนี้นี่เอง

(11 ก.พ.67) แม้จะผ่านพ้นไปแล้วนับปีกับการประกวด ‘Miss Universe 2022’ โดยตัวแทนประเทศไทย ที่ได้ส่งเข้าประกวดในปีนั้น คือ ‘แอนนา เสืองามเอี่ยม’ เจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand และแม้ไม่เข้ารอบ แต่ก็ได้รับรางวัล ‘The ImpactWayv Award’ มาครอง ถือว่าทำได้อย่างเต็มที่ และสู้อย่างเสือ สมศักดิ์ศรีแล้ว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา  ‘แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ เจ้าขององค์กรนางงามจักรวาล ได้โพสต์ข้อความผ่านทาง X เผยถึงสาเหตุที่ทำให้ ‘แอนนาเสือ’ ไม่เข้ารอบ โดยระบุว่า…

“ซื้อเวมาปีแรก… พอไปถึงนิวออร์ลีนส์ บอกดิฉันทันทีว่า กรรมการคัดเลือก 16 คนเรียบร้อยแล้ว… ไม่มีไทย! ...ดิฉันเถียงแทบตาย คุณป้าทั้งสองบอกอีวายเอาเข้าระบบไปแล้ว ทบทวนอะไรไม่ได้เลย! ดิฉันเลยขอว่า ต้องมีรางวัลพิเศษให้กับนางเสือหลังจากสปีชดิฉันจบ… อีวายคงไม่ต้องเกี่ยวมั้งคะ?!”

อาจด้วยเพราะสาเหตุของความไม่ยุติธรรมและความไม่เป็นระบบนี้เอง ทำให้ แอน จักรพงษ์ เข้าซื้อกิจการของ Miss Universe Organization (MUO) ซึ่งเป็นผู้จัดการประกวดนางงามจักรวาลหรือ ‘Miss Universe’ ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น ไม่เกิน 20,000,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 800 ล้านบาท

'พอลล่า ชูการ์ต' ออกแถลงเป็นภาษาไทย ประกาศฟ้อง 'แอน จักรพงษ์' หลังถูกกล่าวหาฉ้อโกง ลั่น!! เป็นการลดทอนคุณค่าผู้ครองมงกุฎที่ผ่านมา

(19 ก.พ.67) แฟนนางงามช็อก หลังจากที่ ‘พอลล่า ชูการ์ต’ อดีตประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาไทยผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ฟาดกลับกรณีที่ถูก ‘แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป กล่าวหาฉ้อโกง รับสินบน พร้อมเตรียมดำเนินคดีกลับ ข้อความระบุว่า

“หลังจากที่ดิฉันได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานองค์กรมิสยูนิเวิร์สเมื่อเดือนพฤศจิกายน ดิฉันเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรมิสยูนิเวิร์ส พร้อมยังยินดีที่จะช่วยเหลือทางองค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านด้วยคำแนะนำ คำชี้แนะ จากประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมาเป็นเวลาอันยาวนาน

ดิฉันจำเป็นที่จะต้องออกมาแถลงในครั้งนี้ เพราะทางเจ้าขององค์กรมิสยูนิเวิร์ส แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ได้กล่าวหาดิฉันด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ และทำให้ดิฉันเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยปกติแล้วดิฉันเลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำพูดพวกนั้น แต่การกล่าวหาว่าดิฉันฉ้อโกงและรับอามิสสินจ้างเพื่อให้ประเทศใดประเทศหนึ่งได้รับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สในการประกวดมิสยูนิเวิร์สแต่ละปี

คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการหมิ่นประมาทในตัวดิฉันเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้หญิงทุกคนที่ได้ครองมงกุฎมิสยูนิเวิร์สที่ผ่านมาทั้งหมดว่าพวกเธอนั้นเป็นมิสยูนิเวิร์สที่ซื้อตำแหน่งมาโดยไม่ได้เข้าสู่ระบบของการประกวดอย่างเป็นธรรม

ดิฉันไม่สามารถยอมรับคำกล่าวหาที่รุนแรงอย่างไร้การยังคิดเยี่ยงนี้ได้ เพราะการกระทำเช่นนี้เป็นการดูถูกความเป็นมิสยูนิเวิร์สและผู้ที่ได้รับตำแหน่ง ดิฉันเตรียมดำเนินการทางกฎหมายในประเทศไทย ถึงแม้ว่าการดำเนินการทางกฎหมายของดิฉันจะเป็นเพียงแค่หนึ่งคดีของการฟ้องร้องจากหลาย ๆ คดีที่ผู้บริหารสูงสุดของ บริษัทเจเคเอ็น (LKN) กำลังเผชิญอยู่ก็ตาม

แต่การออกมาประกาศความจริงและประณามต่อข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ คือ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปกป้องมิสยูนิเวิร์สและชื่อเสียงขององค์กร ก่อนที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรมในราชอาณาจักรไทยต่อไป และฉันขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าเสียหายทั้งหมด

ดิฉันไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าไปร่วมในข้อถกเถียงข้อโต้แย้งทางสื่อโซเชียล ทุกคนที่รู้จักดิฉันดีย่อมรู้ความจริงทั้งหมดและสิ่งที่ดิฉันยืนหยัดอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ดิฉันขอให้ประสบการณ์ทั้งหมดของดิฉันที่ทำงานร่วมกับผู้หญิงที่น่าชื่นชมทั่วโลกเหล่านั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนและเนื้อแท้ในตัวดิฉันเอง”

‘บอสณวัฒน์’ ควงคู่ ‘แอนจักรพงษ์ ’ แถลงคว้าสิทธิ์ MUT ลั่นที่ผ่านมา “เรารักกัน บางส่วนมันคือการแสดง”

(19 ก.พ. 68) ทำเอาสะเทือนจักรวาลไปเมื่อวานนี้สำหรับ  ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ที่ได้ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการผ่านเพจเฟซบุ๊ก ณวัฒน์ อิสรไกรศีล -Mr.Nawat Itsaragrisil โดยโพสต์ภาพตัวเองกับป้าย MISS UNIVERSE พร้อมข้อความ “MGI ผู้ถือลิขสิทธิ์ อย่างเป็นทางการ Miss Universe X MGI Org.” พร้อมส่งหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวด่วนในวันนี้ (18 ก.พ. 68) โดย ณวัฒน์ อิสรไกรศีล และ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ จะร่วมแถลงข่าว ‘The New Era of MUT’ เปิดตัวผู้ถือสิทธิ์จัดการประกวด Miss Universe Thailand ณ MGI HALL ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK ภายในงานแถลงข่าว ‘The New Era of MUT’ เปิดตัวผู้ถือสิทธิ์จัดการประกวด Miss Universe Thailand 2025 จัดเต็มแสงสีเสียงประเดิมเปิดตัวด้วยการร่ายรำประยุกต์แสดงถึงความเป็นไทย

โดย บอส ณวัฒน์ ได้เผยว่า “ผมใช้เวลา 14 ปี เพื่อจะมายืนตรงนี้ ผมคิดว่านี่คือการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจและประเทศกำลังพัฒนา วันนี้ผมพูดถึง MU ได้อย่างเต็มปาก พูดได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบางส่วน มันคือการแสดง ผมกับคุณแอนเราคุยกันมาโดยตลอด เวลาแอบเจอกันต้องให้พนักงาน คนงาน กลับบ้านให้หมดก่อน MUT ปีนี้ มุ่งมั่นที่จะหาผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น แต่ต้องไม่สวยอย่างเดียว ต้อง Real ภายในและภายนอก และต้องสร้างมูลค่า ความมั่งคั่งให้ตนเองและองค์กรได้ บริบทโดยรวมยังต้องเน้นเรื่องธุรกิจ เพราะทุกองค์กรขับเคลื่อนได้ด้วยเงิน

ทางด้าน แอน จักรพงษ์ ก็ขึ้นเผยในงานแถลงว่า “ขอบคุณวิสัยทัศน์ ความเป็นกันเอง ความเป็นผู้นำในตัวบอส แอนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ที่บอสมี ทำให้แอนเชื่อใจได้ว่าบอสจะสามารถดูแลได้ทั้ง MGT และ MUT ประเทศไทยจะกลายเป็นอุตสาหกรรมความงามของโลก จากการร่วมมือกันในครั้งนี้ รู้สึกตื่นเต้นที่ MUT ปีนี้จะได้เป็นเจ้าบ้าน เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการต้อนรับสาวงามทั่วโลก และสาวงามคนนั้นจะถูกเจียระไนโดยบอสณวัฒน์ ขอให้ปีนี้เราได้เจอซูเปอร์สตาร์จาก MUT ในปีนี้นะคะ”

นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดตัวผู้เข้าสมัครจำนวน 22 คน พร้อมเปิดตัวPD แต่ละจังหวัดของ Miss Universe Thailand 2025 สำหรับรายละเอียดการจัดการประกวด Miss Universe Thailand 2025 มีการเปิดเผยสปอนเซอร์ทั้งรายใหญ่ และรายย่อยในส่วนของการประกวด จะเป็นระบบ 77 จังหวัด ซึ่งย้ำว่า ต้องประกวดเท่านั้น ห้ามจิ้ม ห้ามแต่งตั้งทั้งนี้ ยังมีการเปิดเผยตารางการแข่งขัน ระบุว่าวันปฐมนิเทศ 5 กรกฎาคม 2568

3 สิงหาคม 2568 เข้ากองวันแรก มีกิจกรรมลุ้น 10 สาวงามร่วมงาน Welcome Ceremony ที่เกาหลี

6 – 8 สิงหาคม 2568 เก็บตัวที่ กรุงเทพมหานคร

9 – 16 สิงหาคม 2568 เก็บตัวที่จังหวัดเจ้าภาพ คือ จ.ภูเก็ต

18 สิงหาคม 2568 รอบชุดประจำชาติ

20 สิงหาคม 2568 รอบ Preliminary

23 สิงหาคม 2568 รอบ Final...

เมื่อดีลใหญ่ไม่มาพร้อมการเงินที่แข็งแรง JKN ทุ่มซื้อ MU ท่ามกลางภาระหนี้-หุ้นกู้ ต้องพึ่งศาลล้มละลายฯ จัดโครงสร้างหนี้ใหม่ เตือนนักลงทุน “อย่าดูแต่ดีล ต้องดูงบ-ธรรมาภิบาลด้วย”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” คือหนึ่งในเคสธุรกิจที่สะท้อนภาพ “การเติบโตด้วยเลเวอเรจ” ได้ชัดที่สุดของตลาดทุนไทย จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้ประกอบการคอนเทนต์ สู่การเข้าตลาดหลักทรัพย์ และปิดดีลใหญ่ระดับโลกด้วยการซื้อ Miss Universe ก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าสู่โหมดฟื้นฟูกิจการและการถูกลงโทษจากหน่วยงานกำกับ

สำหรับผู้อ่านสายธุรกิจและนักลงทุน เคสของ JKN ไม่ได้เป็นเพียงดรามาของคนดัง แต่คือ “กรณีศึกษาเรื่องการบริหารหนี้ การใช้เลเวอเรจ และธรรมาภิบาล” ที่ควรถูกอ่านอย่างใจเย็น

1. จาก “คอนเทนต์ดีลเลอร์” สู่บริษัทจดทะเบียน

แกนธุรกิจดั้งเดิมของ JKN คือการเป็น “ผู้ซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างประเทศ” (โดยเฉพาะซีรีส์อินเดีย เกาหลี ฟิลิปปินส์) แล้วนำมาจำหน่ายให้สถานีโทรทัศน์ในไทยและภูมิภาค ธุรกิจนี้มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงในตัวเอง

- ถ้ามองถูกเทรนด์-ซื้อเรื่องที่ “ดังแน่” การนำไปขายต่อหลายช่องสามารถสร้างมาร์จิ้นสูง

- แต่ในมุมการเงิน ธุรกิจลักษณะนี้ต้องใช้เงินสดก้อนใหญ่ล่วงหน้าเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ ก่อนจะค่อย ๆ รับเงินกลับจากลูกค้าทีวีในภายหลัง

เมื่อ JKN เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฐานทุนก็ใหญ่ขึ้น มีความสามารถในการกู้ยืม-ออกหุ้นกู้-ทำดีลใหม่ ๆ ได้มากขึ้น แต่ก็หมายถึงความคาดหวังจากตลาดทุนที่จะเห็นการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งรายได้ กำไร และโครงการใหม่

2. ดีล Miss Universe: แสงสปอร์ตไลต์กับคำถามเรื่องเลเวอเรจ

ดีลซื้อ Miss Universe Organization (MUO) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของ JKN จากมุมมองเชิงกลยุทธ์ ดีลนี้มี “เหตุผลเชิงแบรนด์” ที่พอเข้าใจได้

- ทำให้ JKN กระโดดจากผู้เล่นในภูมิภาค ไปสู่การถือครองแบรนด์เวทีนางงามระดับโลก

- สามารถต่อยอดรายได้จากลิขสิทธิ์จัดประกวดในแต่ละประเทศ สปอนเซอร์ สิทธิ์ถ่ายทอด และคอนเทนต์ต่อยอดอื่น ๆ 

- เสริมภาพลักษณ์เจ้าของกิจการในฐานะ “ผู้หญิงข้ามเพศที่เป็นเจ้าของเวทีจักรวาล” ซึ่งทรงพลังมากทั้งเชิงสัญลักษณ์และการตลาด

แต่ในมุมตัวเลข ดีลขนาดหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐย่อมมาพร้อมคำถาม
- แหล่งเงินทุนมาจากไหน เงินกู้, หุ้นกู้, เงินสดของบริษัท, หรือโครงสร้างการเงินลูกผสม  

- กระแสเงินสดของ MUO เพียงพอจะรองรับต้นทุนและดอกเบี้ยในระยะกลาง-ยาวหรือไม่  

- ความผันผวนของรายได้เวทีนางงามในยุคที่ผู้ชมทีวีลดลง และการแข่งขันของแพลตฟอร์มดิจิทัลสูงขึ้น

ช่วงที่ดีลถูกประกาศ ตลาดอาจให้ “พรีเมียมด้านแบรนด์” กับ JKN แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตัวเลขในงบการเงินและภาระหนี้กลับเริ่มกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ

3. เมื่อหนี้และหุ้นกู้เริ่มไล่ทันธุรกิจจริง

โมเดลการ “โตด้วยเลเวอเรจ” ไม่ใช่เรื่องผิด หากมีแผนรองรับที่แข็งแรง กระแสเงินสดเพียงพอ ความสามารถจ่ายดอกเบี้ย และแผนรีไฟแนนซ์ในอนาคต แต่ในกรณีของ JKN การรวมกันของปัจจัยหลายด้านทำให้สถานการณ์เปราะบางอย่างรวดเร็ว

- รายได้คอนเทนต์และธุรกิจในประเทศถูกกดดันจากการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชม

- ส่วน Miss Universe เองก็ต้องลงทุน “ยกเครื่องแบรนด์” และรับมือกับข้อจำกัดหลังยุคทีวีดั้งเดิม

- ภาระชำระหุ้นกู้และหนี้สินทางการเงินเริ่มกดดันกระแสเงินสด

สุดท้าย JKN ต้องยื่นคำร้อง “ขอฟื้นฟูกิจการ” ต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอเวลาจัดโครงสร้างหนี้ใหม่กับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้ กระบวนการฟื้นฟูทำให้บริษัท “ยังมีโอกาส” เดินต่อ แต่ความเชื่อมั่นในตลาดทุนได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก

4. ประเด็นธรรมาภิบาล: ข้อมูล, การเปิดเผย, และบทลงโทษ

สิ่งที่ทำให้เคสนี้ถูกจับตามองมากขึ้น ไม่ได้มีแค่เรื่อง “บริหารหนี้พลาด” แต่คือเรื่อง “ธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)”

หน่วยงานกำกับตลาดทุนมีคำสั่งลงโทษทางแพ่งต่อทั้ง JKN และตัวแอนเอง ในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริษัทและดีลธุรกิจบางส่วน พร้อมโทษปรับ และคำสั่งห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการ/ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ประเด็นนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญ
- ในตลาดทุน “เรื่องเล่าที่สวยงาม” ไม่เพียงพอ ต้องมีข้อมูลจริงรองรับ  
- การให้ข้อมูลไม่ครบ-คลาดเคลื่อน หรือจัดวางโครงสร้างดีลให้ยากต่อการเข้าใจของผู้ลงทุน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง  

- แบรนด์ส่วนตัวของผู้บริหาร (Personal Brand) อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นช่วงแรก แต่เมื่อเกิดวิกฤต นักลงทุนจะกลับมาดู “ข้อเท็จจริงและเอกสาร” มากกว่าความรู้สึก

5. การเปลี่ยนผ่านของ Miss Universe และคำถามเรื่องอนาคต

ในขณะที่ JKN เดินหน้าในกระบวนการฟื้นฟู เวที Miss Universe ก็ต้องรักษาเสถียรภาพของตัวเองเช่นกัน มีการนำผู้ลงทุนและผู้บริหารชุดใหม่เข้ามา ทั้งในระดับผู้ถือหุ้นและทีมบริหาร

- มีนักลงทุนจากละตินอเมริกาเข้ามาถือหุ้นใน MUO  
- มีการเปลี่ยนตัวซีอีโอจากแอน มาเป็นผู้บริหารคนใหม่ พร้อมคำอธิบายเรื่องการปรับโครงสร้างและให้เจ้าของเดิม “ถอยไปโฟกัสครอบครัว”

สำหรับธุรกิจแล้ว นี่คือการ “ลดความเสี่ยงเชิงชื่อเสียงและการเมือง” เพื่อให้แบรนด์ Miss Universe สามารถเดินหน้าต่อไ7ด้ในระดับโลก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และคดีในฝั่งไทยที่ยังไม่ปิดบัญชี

เมื่อดีลใหญ่ไม่มาพร้อมการเงินที่แข็งแรง JKN ทุ่มซื้อ MU ท่ามกลางภาระหนี้-หุ้นกู้ ต้องพึ่งศาลล้มละลายฯ จัดโครงสร้างหนี้ใหม่ เตือนนักลงทุน “อย่าดูแต่ดีล ต้องดูงบ-ธรรมาภิบาลด้วย”

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “แอน จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์” คือหนึ่งในเคสธุรกิจที่สะท้อนภาพ “การเติบโตด้วยเลเวอเรจ” ได้ชัดที่สุดของตลาดทุนไทย จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้ประกอบการคอนเทนต์ สู่การเข้าตลาดหลักทรัพย์ และปิดดีลใหญ่ระดับโลกด้วยการซื้อ Miss Universe ก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าสู่โหมดฟื้นฟูกิจการและการถูกลงโทษจากหน่วยงานกำกับ

สำหรับผู้อ่านสายธุรกิจและนักลงทุน เคสของ JKN ไม่ได้เป็นเพียงดรามาของคนดัง แต่คือ “กรณีศึกษาเรื่องการบริหารหนี้ การใช้เลเวอเรจ และธรรมาภิบาล” ที่ควรถูกอ่านอย่างใจเย็น

1. จาก “คอนเทนต์ดีลเลอร์” สู่บริษัทจดทะเบียน

แกนธุรกิจดั้งเดิมของ JKN คือการเป็น “ผู้ซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างประเทศ” (โดยเฉพาะซีรีส์อินเดีย เกาหลี ฟิลิปปินส์) แล้วนำมาจำหน่ายให้สถานีโทรทัศน์ในไทยและภูมิภาค ธุรกิจนี้มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงในตัวเอง

- ถ้ามองถูกเทรนด์-ซื้อเรื่องที่ “ดังแน่” การนำไปขายต่อหลายช่องสามารถสร้างมาร์จิ้นสูง

- แต่ในมุมการเงิน ธุรกิจลักษณะนี้ต้องใช้เงินสดก้อนใหญ่ล่วงหน้าเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ ก่อนจะค่อย ๆ รับเงินกลับจากลูกค้าทีวีในภายหลัง

เมื่อ JKN เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฐานทุนก็ใหญ่ขึ้น มีความสามารถในการกู้ยืม-ออกหุ้นกู้-ทำดีลใหม่ ๆ ได้มากขึ้น แต่ก็หมายถึงความคาดหวังจากตลาดทุนที่จะเห็นการเติบโตต่อเนื่อง ทั้งรายได้ กำไร และโครงการใหม่

2. ดีล Miss Universe: แสงสปอร์ตไลต์กับคำถามเรื่องเลเวอเรจ

ดีลซื้อ Miss Universe Organization (MUO) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของ JKN จากมุมมองเชิงกลยุทธ์ ดีลนี้มี “เหตุผลเชิงแบรนด์” ที่พอเข้าใจได้

- ทำให้ JKN กระโดดจากผู้เล่นในภูมิภาค ไปสู่การถือครองแบรนด์เวทีนางงามระดับโลก

- สามารถต่อยอดรายได้จากลิขสิทธิ์จัดประกวดในแต่ละประเทศ สปอนเซอร์ สิทธิ์ถ่ายทอด และคอนเทนต์ต่อยอดอื่น ๆ 

- เสริมภาพลักษณ์เจ้าของกิจการในฐานะ “ผู้หญิงข้ามเพศที่เป็นเจ้าของเวทีจักรวาล” ซึ่งทรงพลังมากทั้งเชิงสัญลักษณ์และการตลาด

แต่ในมุมตัวเลข ดีลขนาดหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐย่อมมาพร้อมคำถาม
- แหล่งเงินทุนมาจากไหน เงินกู้, หุ้นกู้, เงินสดของบริษัท, หรือโครงสร้างการเงินลูกผสม  

- กระแสเงินสดของ MUO เพียงพอจะรองรับต้นทุนและดอกเบี้ยในระยะกลาง-ยาวหรือไม่  

- ความผันผวนของรายได้เวทีนางงามในยุคที่ผู้ชมทีวีลดลง และการแข่งขันของแพลตฟอร์มดิจิทัลสูงขึ้น

ช่วงที่ดีลถูกประกาศ ตลาดอาจให้ “พรีเมียมด้านแบรนด์” กับ JKN แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตัวเลขในงบการเงินและภาระหนี้กลับเริ่มกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ

3. เมื่อหนี้และหุ้นกู้เริ่มไล่ทันธุรกิจจริง

โมเดลการ “โตด้วยเลเวอเรจ” ไม่ใช่เรื่องผิด หากมีแผนรองรับที่แข็งแรง กระแสเงินสดเพียงพอ ความสามารถจ่ายดอกเบี้ย และแผนรีไฟแนนซ์ในอนาคต แต่ในกรณีของ JKN การรวมกันของปัจจัยหลายด้านทำให้สถานการณ์เปราะบางอย่างรวดเร็ว

- รายได้คอนเทนต์และธุรกิจในประเทศถูกกดดันจากการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชม

- ส่วน Miss Universe เองก็ต้องลงทุน “ยกเครื่องแบรนด์” และรับมือกับข้อจำกัดหลังยุคทีวีดั้งเดิม

- ภาระชำระหุ้นกู้และหนี้สินทางการเงินเริ่มกดดันกระแสเงินสด

สุดท้าย JKN ต้องยื่นคำร้อง “ขอฟื้นฟูกิจการ” ต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอเวลาจัดโครงสร้างหนี้ใหม่กับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้ กระบวนการฟื้นฟูทำให้บริษัท “ยังมีโอกาส” เดินต่อ แต่ความเชื่อมั่นในตลาดทุนได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก

4. ประเด็นธรรมาภิบาล: ข้อมูล, การเปิดเผย, และบทลงโทษ

สิ่งที่ทำให้เคสนี้ถูกจับตามองมากขึ้น ไม่ได้มีแค่เรื่อง “บริหารหนี้พลาด” แต่คือเรื่อง “ธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)”

หน่วยงานกำกับตลาดทุนมีคำสั่งลงโทษทางแพ่งต่อทั้ง JKN และตัวแอนเอง ในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับบริษัทและดีลธุรกิจบางส่วน พร้อมโทษปรับ และคำสั่งห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการ/ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ประเด็นนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญ
- ในตลาดทุน “เรื่องเล่าที่สวยงาม” ไม่เพียงพอ ต้องมีข้อมูลจริงรองรับ  

- การให้ข้อมูลไม่ครบ-คลาดเคลื่อน หรือจัดวางโครงสร้างดีลให้ยากต่อการเข้าใจของผู้ลงทุน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง  

- แบรนด์ส่วนตัวของผู้บริหาร (Personal Brand) อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นช่วงแรก แต่เมื่อเกิดวิกฤต นักลงทุนจะกลับมาดู “ข้อเท็จจริงและเอกสาร” มากกว่าความรู้สึก

5. การเปลี่ยนผ่านของ Miss Universe และคำถามเรื่องอนาคต

ในขณะที่ JKN เดินหน้าในกระบวนการฟื้นฟู เวที Miss Universe ก็ต้องรักษาเสถียรภาพของตัวเองเช่นกัน มีการนำผู้ลงทุนและผู้บริหารชุดใหม่เข้ามา ทั้งในระดับผู้ถือหุ้นและทีมบริหาร

- มีนักลงทุนจากละตินอเมริกาเข้ามาถือหุ้นใน MUO  

- มีการเปลี่ยนตัวซีอีโอจากแอน มาเป็นผู้บริหารคนใหม่ พร้อมคำอธิบายเรื่องการปรับโครงสร้างและให้เจ้าของเดิม “ถอยไปโฟกัสครอบครัว”

สำหรับธุรกิจแล้ว นี่คือการ “ลดความเสี่ยงเชิงชื่อเสียงและการเมือง” เพื่อให้แบรนด์ Miss Universe สามารถเดินหน้าต่อไ7ด้ในระดับโลก ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และคดีในฝั่งไทยที่ยังไม่ปิดบัญชี

6. ช่วงข่าวลือ: เมื่อภาพของ “ผู้บริหาร” ซ้อนทับกับภาพ “ผู้ต้องหาในสายตาสังคม”

ระยะหลังมีกระแสข่าวและรายงานจากสื่อบางส่วนว่า แอนไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และอาจพำนักอยู่ต่างประเทศ เช่น เม็กซิโก ท่ามกลางกระบวนการคดีและการติดตามจากเจ้าหนี้-ผู้ถือหุ้นกู้

ในเชิงธุรกิจ จุดนี้สำคัญในมุม “ความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบ”

- นักลงทุนและเจ้าหนี้มองหา “คำอธิบายที่ชัดเจน” มากกว่าข่าวลือบนโซเชียล  

- การไม่ออกมาชี้แจงหรือส่งสัญญาณความรับผิดชอบที่ชัดเจน อาจทำลายโอกาสในการกลับเข้ามามีบทบาทในวงการทุนในอนาคต แม้ตัวคดีจะจบลงในเชิงกฎหมายก็ตาม 

สำหรับสื่อธุรกิจอย่าง TST BIZ การรายงานประเด็นนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง

- สิ่งที่เป็น “ข้อเท็จจริงยืนยันแล้ว” (คำสั่ง ก.ล.ต., เอกสารบริษัทจดทะเบียน, คำสั่งศาล)  

- สิ่งที่เป็น “รายงานจากสื่อ/ข่าวลือ” ซึ่งต้องอธิบายฐานข้อมูลของมันอย่างระมัดระวัง  

7. บทเรียนสำหรับเจ้าของกิจการและนักลงทุน

เคส JKN-แอน จักรพงษ์ มีบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 4 ข้อสำหรับผู้อ่านสายธุรกิจ

1. เลเวอเรจไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องมี “buffer”  
การใช้หนี้-หุ้นกู้ขยายธุรกิจทำได้ แต่ต้องคำนวณให้เผื่อเศรษฐกิจแย่ลง รายได้ไม่เป็นไปตามแผน หรือดีลหลักใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลจริง

2. ดีลใหญ่ = ความซับซ้อนสูงของโครงสร้างการเงิน  
เจ้าของกิจการควรถามตัวเองเสมอว่า “เราเข้าใจดีลนี้ลึกพอไหม” ไม่ใช่แค่ในเชิงแบรนด์ แต่ในเชิงกระแสเงินสด ภาระหนี้ และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ

3. ธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูลคือ “ต้นทุนทางธุรกิจ”  
ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน-ทำให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิด อาจไม่ได้จบแค่คำขอโทษ แต่คือโทษปรับ แบนตำแหน่ง และลดโอกาสในตลาดทุนในระยะยาว

4. แบรนด์ส่วนตัวช่วยดันราคาหุ้นได้ระยะสั้น แต่พื้นฐานธุรกิจตัดสินเกมระยะยาว  
การสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแรงมีประโยชน์ แต่ถ้าพื้นฐานธุรกิจ-ตัวเลข-การบริหารความเสี่ยงไม่สอดคล้องกัน สุดท้ายตลาดจะ “รีเซ็ต” ความเชื่อมั่นกลับมาที่ข้อเท็จจริง

5. สำหรับนักลงทุน อย่าเชื่อแต่สปอตไลต์  
เคสนี้ย้ำเตือนว่า การลงทุนตาม “ข่าวดีลใหญ่-ภาพลักษณ์ผู้บริหาร” โดยไม่อ่านงบการเงิน โครงสร้างหนี้ และเงื่อนไขสำคัญ อาจต้องจ่ายราคาแพงในวันที่ความจริงปรากฏ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top