Saturday, 5 April 2025
เศรษฐาทวีสิน

‘นายก’ เศร้าสูญเสียคุณแม่ ‘ชดช้อย ทวีสิน’ ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุรวม 96 ปี

(30 ก.ค.67) นางชดช้อย ทวีสิน มารดาของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุ 96 ปี หลังจากพักรักษาตัวมาระยะหนึ่ง ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ที่ศาลากวีนิรมิต วัดเทพศิรินทราวาส กทม. โดยทรงพระกรุณาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พระราชทานหรีด ในเย็นวันที่ 30 ก.ค.และจะมีการสวดพระอภิธรรมต่อไป

ประวัติ นางชดช้อย สกุลเดิม จูตระกูล เกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2471 สมรสกับ ร.อ.อำนวย ทวีสิน มีบุตร 1 คน คือนายเศรษฐา ต่อมา ร.อ.อำนวย ถึงแก่กรรม ขณะที่นางชดช้อยอายุ 38 ปี นายเศรษฐา อายุเพียง 3 ขวบ โดยนางชดช้อยได้เลี้ยงดูบุตรชายคนเดียว จนสำเร็จการศึกษาสูงสุดจากสหรัฐอเมริกา และทำธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนเข้าสู่การเมืองในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566

นางชดช้อยได้ล้มป่วย โดยมีบุตรชาย คือนายเศรษฐา ดูแลใกล้ชิดโดยตลอดกระทั่งวาระสุดท้าย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับคนใกล้ชิดว่า “เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”

>> สำหรับหมายกำหนดการ

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีสวดพระอภิธรรมศพ
นางชดช้อย ทวีสิน มารดานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
ณ ศาลากวีนิรมิต วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

วันอาคารที่ 30 กรกฎาคม 2567
16.00 - 17.30 พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
อัญเชิญพวงมาลาพระราชทานและประทาน วางที่หน้าหีบศพ
18.30 พิธีสวดพระอภิธรรม

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม - วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2567
เวลา 18.30 น. พิธีสวดพระอภิธรรม

'สภากาแฟ' เห็นพ้อง!! 14 ส.ค. 'นายกฯ นิด' น่าจะรอด 'ดิจิทัลหมื่น' ไปต่อ สวนทางห้ามบินดูไบ เพราะ 'ธรรมะจัดสรร' ความชอบธรรมเหนือถุงขนม

“อีกทั้งความผิดของผู้ถูกร้องที่ 2 ยังเสมือนเป็นความผิดประธาน ซึ่งในขณะที่มีการเสนอชื่อแต่งตั้งผู้ถูกร้องที่ 2 ให้เป็นรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยความผิดประธานโดยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีผู้ถูกร้องที่ 1 ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นความผิดอุปกรณ์ จึงไม่อาจมีไปด้วยได้”

ที่ยกมาข้างต้นคือเศษเสี้ยวคำชี้แจง 32 หน้าของนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ถูกร้องที่ 1 เมื่อ 7 มิ.ย.2567 ซึ่งได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และ 'เล็ก เลียบด่วน' ได้มีโอกาสทอดทัศนาแล้ว สรุปสั้นสุดไม่เกิน3บรรทัดเพิ่มเติมจากข้อความข้างต้นก็คือ...

'เศรษฐา' อ้างว่า ผู้ที่จะชี้ขาดว่า...ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่นั้น  คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กรรมการกฤษฎีกาหรืออดีต 40 สว.ผู้ร้อง...พร้อมยืนยันว่า การตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามผู้ถูกร้องที่ 2 (พิชิต  ชื่นบาน) ดำเนินการโดยชอบทุกประการ...

ครับประมาณนั้น...หากใครสังเกต 'นายกนิด' พักนี้จะเห็นว่า แม้ปมใหญ่ 'ดิจิทัลวอลเล็ต' อนาคตยังน่าหวาดเสียว...แต่ภาษากายนั้นดูผ่อนคลายราวกับรู้อนาคตวันพุธที่ 14 ส.ค.ว่า 'น่าจะรอด' คือ ไม่พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค หนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(4) และ (5) ที่อดีต 40 สว.ร้องต่อศาล...

ถ้ารอดก็ทำงานต่อไป...เดินหน้าปรับใหญ่ครม.ตามจันทร์ส่องหล้าลิขิตหรือใครลิขิตก็ว่ากันไป...แต่ถ้าหลุดจากตำแหน่งหนนี้ ขอเคลียร์ไว้ที่ตรงนี้ว่า หมดสิทธิที่ถูกเสนอชื่อชิงนายกฯ อีก เพราะเป็นปัญหาประเด็น 'ขาดคุณสมบัติ' ต่างจากกรณี สมัคร สุนทรเวช ที่หลุดเพราะคดี 'ชิมไปบ่นไป' กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ...แต่ สมัคร แค่โชคร้าย กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบไม่ได้ เพราะประเด็น 'เลือดข้นกว่าน้ำ' ตอนนั้นทักษิณดันน้องเขย...สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกฯ แทน...แต่ สมชาย ก็เป็นนายกฯ ได้แค่ 57 วัน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร...ตอนนี้สภากาแฟบางวง ที่ประกอบด้วยนักวิชาการ, สื่อมวลชน, นักการเมือง, นักสังเกตการณ์ ค่อนข้างจะมีทั้งข้อมูลเก่า ข้อมูลใหม่ตรงกันแล้วว่า...โอกาสเศรษฐา 'รอด' ได้ไปต่อนั้น มีมากกว่าไม่รอด...โดยศาลอาจจะมองในประเด็นไม่มีเจตนา...หรือบกพร่องโดยสุจริต คล้ายกรณีทักษิณเมื่อปี 2544 แต่จะเป็นตามนี้หรือไม่ก็รอดูกันอีกที...

อนึ่ง สำหรับกรณี ทักษิณ ชินวัตร ขอเดินทางไปดูไบแต่ศาลยกคำร้องไม่อนุญาตให้ไปนั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันสนั่นลั่นเมืองว่า มีอะไรในกอไผ่...ซึ่งน่าสังเกตว่า ทีมทนายไปยื่นคำร้องในวันเสาร์ที่ 27 ก.ค.

คอลัมน์ 'เลียบการเมือง' ขออนุญาตฟันธงหมากเกมความน่าจะเป็น 3 ประการ...

1) ทดสอบ ตรวจเช็กอุณหภูมิท่าทีของศาลหลังการเปลี่ยนตัวอธิบดีศาลอาญาเมื่อเดือน ก.ค.
2) ไปเคลียร์ธุรกิจสำคัญ และพบยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว
3) แก้เคล็ดดวงชะตาด้วยการย้ายที่พัก...และเผื่อเหลือเผื่อขาด หากมีความวุ่นวาย ก็อาจขอหลบภัยอยู่ต่างประเทศยาวอีกครั้ง และอาจตรวจรักษาสุขภาพตามที่อ้างว่านัดหมอไว้ 2 ครั้งด้วยก็ได้

ตามคำร้องทักษิณขอลา 1-16 ส.ค.ขณะที่คดีความผิดมาตรา 112 ศาลนัดตรวจเอกสารหรือนัดพร้อมวันที่ 19 ส.ค.  

ดังนั้น...สมมติ...หากทักษิณได้รับการอนุญาตออกนอกประเทศ...ภาพของทักษิณก็จะยิ่งถูกตอกย้ำความเป็น 'นักโทษเทวดา' ความเป็นผู้ทรงอิทธิพล ทว่า หากบังเอิญวันที่ 14 ส.ค.2567 เศรษฐา 'รอด' ก็อาจจะเคลมมั่ว ๆ ได้ว่า ไม่ใช่เพราะบารมีอิทธิพลของเขาเพราะเขาอยู่ต่างประเทศ!!

ต้องบอกกล่าวกันตรงนี้ว่า คำสั่งของศาลที่ไม่อนุญาตหนนี้นั้นได้รับการอนุโมทนาสาธุ ว่าชอบด้วยเหตุด้วยผลเป็นยิ่งนัก...หากจำกันได้ก่อนหน้านี้ร่วมเดือนเศษ...ศาลอาญาเพิ่งเปลี่ยนตัวอธิบดี  เหตุเพราะคนเก่าที่ถูกปล่อยข่าวเรื่อง 2 พันล้านนั้น มีเหตุอื้อฉาวบนรถไฟจนถูกย้าย ดังที่สำนักข่าวอิศราเคยนำเสนอไว้...แต่ทั้งนี้ท่านที่มาทำหน้าที่รักษาการอยู่ปัจจุบันและจะอยู่ชั่วคราวก็ทำหน้าที่เป็นอย่างดีโดยเฉพาะกรณีล่าสุดนี้ ก่อนที่เดือน ต.ค.ปีนี้ จะมีอธิบดีท่านใหม่มารับตำแหน่งเป็นทางการ...

ธรรมะจัดสรร...ถุงขนม หรือ ผลประโยชน์ หลายสิบล้าน หลายร้อยล้าน ไม่สามารถชนะความถูกต้องชอบธรรมได้ในท้ายที่สุด!!

‘เศรษฐา’ ปลื้ม ‘พลเอกประยุทธ์’ แนะให้อดทน รู้ว่าทำงานหนัก พร้อมแซว!! มีใครดื้อบ้าง บอก รทสช.ช่วยงานนายกฯ ดีๆ

(5 ส.ค. 67) ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ที่มาร่วมฟังสวดพระอภิธรรม คุณแม่ชดช้อย ทวีสิน มารดานายกฯ ได้มีการพูดคุยอะไรกันบ้างหรือไม่ ว่า ตามที่เห็นท่านให้ความเมตตา ซึ่งท่านมางานสวดศพคุณแม่ตน และระหว่างเดินมาก็ได้ให้กำลังใจ โดยท่านบอกว่าเป็นกำลังใจให้นะ ไปไหนมาบ้าง ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ตนได้ไป จ.นราธิวาส มา ท่านก็บอกว่า “โอ้ย ทำงานหนักเลย” และได้เดินผ่านรัฐมนตรี และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มาให้การต้อนรับ ท่านก็บอกว่า “ให้ช่วยนายกฯ ดี ๆ นะ” และหันไปแซวบางคนว่า “คนนี้ดื้อไหม อะไรอย่างไรไหม” ตนก็บอกว่า “ไม่ดื้อครับ ไม่มีใครดื้อ ทุกคนทำงานกันไม่มีเวลาดื้อ ปัญหาของพี่น้องประชาชนเยอะ” ซึ่งท่านก็หัวเราะ และยังเดินผ่าน 2-3 ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เช่น นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านก็บอกว่า “โอ้ย นี่ช่วยเหลือได้ดี” ซึ่งตนก็บอกว่า “ใช่ครับ เป็นกำลังสำคัญ” ก็เป็นการพูดคุยกันอย่างมีมิตรภาพที่ดี และระหว่างที่นั่งอยู่ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็นั่งด้วย ก็มีการพูดคุยกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฝากข้อห่วงใยอะไรหรือไม่? นายกฯ กล่าวว่า “ท่านบอกให้อดทน และท่านเป็นกำลังใจให้ และท่านก็ฝากตนกับพรรครวมไทยสร้างชาติ บอกให้ช่วยซึ่งกันและกัน ซึ่งก็เป็นความเมตตา” 

เมื่อถามว่า ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ได้เจอกับ พล.อ.ประยุทธ์ หลังเจอกันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล และได้พูดคุยกันเยอะใช่หรือไม่? นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่ครับ เคยได้เจอกันหลายครั้งกว่า 10 หน ระหว่างร่วมงานพระราชพิธี ระหว่างนั่งคอยที่ห้องรับรองก็พูดคุยกันเยอะ หลายๆ เรื่อง มีการขอความเห็นท่านหลาย ๆ เรื่องอยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้ปรากฏเป็นภาพออกไป”

เมื่อถามว่า จะมีโอกาสนัดพบและพูดคุยกันถึงเรื่องบ้านเรื่องเมืองเป็นกรณีพิเศษหรือไม่? นายเศรษฐา กล่าวว่า “ถ้าเกิดมีความจำเป็นก็คงต้องไปคุย ตนยินดีกับทุกท่านอย่างที่เคยบอก อดีตนายกรัฐมนตรีทุกท่านตนรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ได้คุยกับนายอานันท์ แต่คุยเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า”

เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าอย่าดื้ออย่าเกเร ให้ช่วยงานนายกฯ และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ดื้อ และเกเรหรือเปล่า? จังหวะนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ซึ่งยืนอยู่ด้วยตอนสัมภาษณ์ได้หัวเราะ ขณะที่นายกฯ ก็หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า “ไม่ดื้อครับ อย่างที่ตนเคยบอกเป็นเรื่องภายในของเขา ตนไม่เคยต้องไปถาม ร.อ.ธรรมนัส เรามุ่งมั่นทำงานกันอยู่แล้ว ตรงนี้อย่าเป็นประเด็นเลย เอาเรื่องพี่น้องประชาชนเป็นหลักดีกว่า”

‘นายกฯ’ สั่ง ‘สทนช.’ ทำแผนบริหารจัดการน้ำ 3 ปี จ่อชงครม.ภายในเดือนนี้ ยัน!! ไม่ซ้ำรอยน้ำท่วมปี 54

(5 ส.ค. 67) ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือการบริหารจัดการน้ำ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายชูชาติ รักจิตร อธิบดีกรมชลประทาน และคณะผู้บริหาร จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อมาถึงนายกฯ รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ จากอธิบดีกรมชลประทาน โดยภาพรวมสถานการณ์ฝนในปีนี้ ณ ขณะนี้อยู่ที่ 56% ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วในช่วงเดียวกันที่ 4% ขณะที่นายกฯ กำชับให้ทางกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง และคาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมให้ดูแลลงรายละเอียดเป็นรายอำเภอ 

นอกจากนี้อธิบดีกรมชลประทาน ยังรายงานถึงสถานการณ์ที่เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีการระบายน้ำ ตั้งแต่วันที่ 1-5 ส.ค.ในระดับคงที่ แต่เนื่องจากมีฝนตกลงมาท้ายเขื่อนจำนวนมาก จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม แต่ขณะนี้ได้ปิดการระบายน้ำที่เขื่อนขุนด่านปราการชลแล้ว

ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป นายกฯ ได้กำชับนายอนุทินว่า อยากฝากเรื่องของแม่น้ำโก-ลก จ.นราธิวาส หลังจากลงพื้นที่ร่วมกับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พบว่าจำเป็นจะต้องมีการขุดลอกคลองเพื่อไม่ให้คลองตื้นเขินและระบายน้ำได้เร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้ยังพอมีเวลาอยู่ เนื่องจากฤดูฝนของภาคใต้จะมาช้ากว่าภาคอื่น ๆ ประมาณ พ.ย. 

ขณะที่นายอนุทิน รายงานว่า เรื่องนี้มีแผนและอยู่ในแนวของผังเมือง ซึ่งกรมโยธาธิการจะประสานไปทางมาเลเซีย ทั้งนี้นายกฯ ยังได้เน้นย้ำ และกำชับอีกว่า ให้ดำเนินการโดยเร็วแม้ฝนจะมาช้าก็ตาม จะต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนฝนจะมา เพราะทางมาเลเซียเดือดร้อน เนื่องจากมีพื้นที่ต่ำกว่าประเทศไทย แต่ฝ่ายเราก็เดือดร้อนด้วยเช่นกัน อย่างปีที่แล้วก็เกิดปัญหาน้ำท่วมที่ จ.นราธิวาส หากดำเนินการตรงนี้ได้ก็จะบรรเทาความเดือดร้อนลงไปได้

จากนั้นนายกฯ เป็นประธานการประชุมหารือการบริหารจัดการน้ำ พร้อมมอบนโยบายว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วปัญหาเรื่องน้ำเราเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญทุกปี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง และน้ำไม่ได้คุณภาพ ซึ่งตนมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหานี้โดยเร่งด่วน เพราะส่งผลต่อความเสียหายอย่างหาค่ามิได้ต่อประชาชนคนไทยทุกคน ตนได้มอบหมายให้กระทรวงและหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องน้ำบูรณาการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะทำแผนงานและโครงการที่สามารถเร่งรัดดำเนินการในระยะเวลา 3 ปี และตลอดจนการพิจารณาโครงการสำคัญระยะยาว เพื่อให้น้ำถึงไร่นา น้ำสะอาดทุกหมู่บ้าน แก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ขอเน้นการเสริมประสิทธิภาพของโครงการที่มีอยู่เดิมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ก่อนพิจารณาก่อสร้างโครงข่ายการบริหารจัดการน้ำ และระบบการกระจายน้ำเพิ่มเติมเพื่อการใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปได้อย่างเหมาะสม โดยในช่วงฤดูฝนนี้ตนมอบหมายให้กรมชลประทานและสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA นำเสนอพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากและแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

จากนั้น เวลา 10.08 น. นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือการบริหารจัดการน้ำ ว่า ปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศไทยที่จะต้องแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นภายในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ น้ำดื่ม น้ำใช้น้ำบริโภค ตนได้มอบหมายให้หน่วยงานเรื่องน้ำเร่งทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดทำแผนงานด้านน้ำระยะ 3 ปี และแผนงานสำคัญระยะยาวเพื่อให้ “น้ำถึงไร่นา น้ำสะอาดทุกหมู่บ้าน แก้ปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำ” อย่างยั่งยืน 

ซึ่งตนเน้นย้ำให้ปรับปรุงโครงการที่มีอยู่เดิมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ตลอดจนก่อสร้างโครงข่ายการบริหารจัดการน้ำเพิ่มเติม โดยพิจารณาถึงความเร่งด่วนและความเหมาะสมในการใช้จ่ายงบประมาณเป็นสำคัญ โดยที่ประชุมหารือการบริหารจัดการน้ำได้พิจารณาและเห็นชอบแผน 3 ปี ด้านทรัพยากรน้ำและโครงการสำคัญ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ตลอดจนภัยพิบัติด้านน้ำอื่น ๆ ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประชาชน 6.22 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่รับประโยชน์ 24.19 ล้านไร่ โดยประกอบด้วยแผนงาน 5 ด้าน ดังนี้ 1.การเพิ่มน้ำอุปโภคบริโภค 2.การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิมและพัฒนาระบบกระจายน้ำ 3.การพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝน 4.การพัฒนาพื้นที่น้ำท่วมและป้องกันพื้นที่ชุมชนเมือง และ 5.การพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนและรัฐบาลมีนโยบายสำคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้กับพี่น้องประชาชน โดยตนได้สั่งการให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เร่งจัดทำแผนงานด้านน้ำและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายในเดือนส.ค.นี้ และตนได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชน เน้นการสื่อสารและแจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)  หรือ GISTDA ประเมินภาพถ่ายในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากร่วมกับกรมชลประทาน และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สทนช. ร่วมกัน ติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ บริหารจัดการและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนแจ้งเตือนประชาชน เพื่อให้เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด

เมื่อถามว่าแผนระยะ 3 ปี ใช้งบประมาณเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ขอให้คอยถึงสิ้นเดือนส.ค.ดีกว่า ให้สทนช. เตรียมเรื่องให้ครบก่อนวันนี้เป็นวันคลิกออฟ แล้วสิ้นเดือนส.ค.จะมีการแถลงใหญ่

เมื่อถามต่อว่ามีพื้นที่ไหนที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ นายกฯ กล่าวว่า เท่าที่ดูรายงานก็มีภาคตะวันออก ที่กำลังประสบปัญหาอยู่และภาคอีสานบางจุด ก็มีการสั่งการแล้วว่าให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ให้มีการปรับแผนตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการรายงานผลของ GISTDA 

เมื่อถามอีกว่ามีการแจ้งเตือนประชาชนได้มีการพัฒนาอย่างไรบ้าง  นายกฯ กล่าวว่า ให้ GISTDA  ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทานและกระทรวงมหาดไทย 

เมื่อถามต่อว่านายกฯเป็นห่วงและเน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษหรือไม่  นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนเรียนอย่างนี้อาชีพกษตรเป็นอาชีพหลักของเราหลาย 10 ล้านคน เรื่องของน้ำดื่มน้ำใช้ พวกเราในกรุงเทพฯมีน้ำใช้กันอย่างเต็มที่ แต่ถ้าลงไปต่างจังหวัดมีอีกหลายพื้นที่ที่น้ำใช้อุปโภคและบริโภคยังไม่มี และทุกปีเราใช้งบประมาณในการชดเชย เรื่องการช่วยเหลือจุนเจือเป็นปลายเหตุ ถ้าเราบริหารจัดการไม่ให้มีน้ำท่วมน้ำแล้ง ตนเชื่อว่าความเดือดร้อนของประชาชนจะหายไปเยอะ รวมถึงผลกระทบในเชิงบวกที่จะก่อให้เกิดผลผลิตทางด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเราเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารสูง การที่เมืองโลกร้อนระอุ มีเรื่องการแย่งอาหารเยอะมาก จะทำให้ประเทศไทยมีจุดเด่นทางด้านนี้มาก เรื่องน้ำมีอยู่ 3-4 เรื่อง คือ น้ำในระบบนิเวศ น้ำอุปโภคบริโภคและน้ำที่ใช้ในการเกษตร และเรื่องสุดท้ายพูดกันน้อย คือ น้ำที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ต้องการน้ำเยอะ การที่เราไปเชิญต่างชาติให้เขามาลงทุน และให้มาตรการด้านภาษีสนับสนุน เขามาแล้วน้ำขาดก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องบูรณาการครบทุกภาคส่วน ผู้บริหารทุกท่านเห็นพ้องต้องการ ถ้าเราบริหารจัดการน้ำได้ดีประเทศไทยก็เดินไปข้างหน้าได้

เมื่อถามย้ำว่ามั่นใจการบริหารจัดการน้ำจะไม่ซ้ำรอยน้ำท่วมปี 2554 ใช่หรือไม่ นายกฯ ยิ้มก่อนกล่าวว่า "ครับ"

เปิดดวงชะตาล่าสุด 'เศรษฐา' ดูสดใส 'ทักษิณ' หวั่นใจ วิบากกรรมยังรุมเพียบ

สัปดาห์ที่แล้ว...ได้กล่าวถึงกระแสข่าวว่า เศรษฐา ทวีสิน มีแนวโน้มน่าจะรอดได้ไปต่อในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุปัจจัยทางกฎหมายที่บางคนบอกว่ายังก้ำกึ่ง บางคนบอกว่าผิดชัด ๆ...แต่หลายคนเชื่อว่า...เหตุผลบกพร่องโดยสุจริต อาจจะเป็นประเด็นสำคัญ...

ความเชื่อว่า...เศรษฐาน่าจะรอด มีสูงขึ้นเป็นลำดับเมื่อมองจากภาษากายของเขาที่ดูสดชื่น มั่นอกมั่นใจแม้จะเพิ่งสูญเสียคุณแม่...แต่งานศพคุณแม่ได้อดีตนายกฯ ลุงตู่ 'พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา' ในฐานะองคมนตรีไปเป็นประธานสวดพระอภิธรรมเมื่อค่ำวันที่ 5 ส.ค.

และเย็นวันที่ 6 ส.ค. 'พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์' ประธานองคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ โดย พล.อ.ประยุทธ์ ไปร่วมอีกครั้ง รวมทั้งนายทักษิณ ชินวัตร และบุคคลสำคัญจำนวนมาก ย่อมทำให้นายเศรษฐาและครอบครัวภาคภูมิใจ...

ทำให้นึกถึงคำพยากรณ์ของซินแส ภาณุวัฒน์ พันธ์วิชาติกุล ที่สัมภาษณ์ในไทยโพสต์ ออนไลน์ว่า...ความสูญเสียของคุณแม่ช่วยค้ำยันให้ดวงผู้เป็นลูกดีขึ้น...เชื่อว่าเศรษฐาจะรอดแบบฉิวเฉียด...ได้ไปต่อ...

จะได้ไปต่อจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้รัฐบาลได้กำหนดวาระงานสำคัญหลังวันพิพากษา 14 ส.ค.เอาไว้แล้วว่า วันที่ 19-20 ส.ค. จะมีการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา...

ทำราวกับว่าวันที่ 14 ส.ค.ก็เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง...เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป...อะไรประมาณนั้น!!

ในขณะที่ดวงดาวของ 'เศรษฐา' ดูเหมือนจะโคจรในวิถีที่ปลอดภัย...หันไปดูชะตากรรมทักษิณดูเหมือนจะอมทุกข์อโศกไว้อย่างเห็นได้ชัด แม้พยายามจะยิ้มแย้มตอนพบปะยกมือไหว้ 'ลูงตู่' ในงานศพก็ตาม...

จะไม่ให้เครียดได้อย่างไรในเมื่อ...

1) มีคดีมาตรา 112 ติดตัวอยู่...ขอเดินทางไปนอกราชอาณาจักร (ดูไบ) ศาลก็ไม่อนุญาต

2) ความคาดหวังที่จะได้พ้นโทษเร็วกว่ากำหนด (31 ส.ค.2567) กล่าวคือ ขอรับอานิสงส์พร้อมกับการพระราชทานอภัยโทษทั่วไปเนื่องในวันมหามงคลก็ยังไม่ชัดเจนว่าได้หรือไม่...วันไหน!?

3) มิหนำซ้ำ...กรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) สรุปเปรี้ยงออกมาว่า ทักษิณได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลดีกว่านักโทษรายอื่น รพ.ตำรวจเลือกปฏิบัติ ขอส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ โอกาสจะถูกกล่าวหาพัวพันก็มี

4) รัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำยังบริหารไม่ได้ดั่งใจ...ดิจิทัล วอลเล็ต ยังถูกท้าทายเยาะเย้ยว่า...ไปไม่ถึงเป้าหมาย

..ฯลฯ..

ท่ามกลางความเครียดเคร่ง ข่าวแจ้งว่าทักษิณยอมที่จะไปเป็นองค์ปาฐกหัวข้อ 'VISION FOR THAILAND' ในงาน...ดินเนอร์ทอล์ก ที่จัดโดยเครือเนชั่น ในวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งตอนคิดงานใหม่ ๆ กะว่าจะเล่นมุกเลข 22 คือ จัดงานวันที่คิดว่าพ้นโทษ 22 ส.ค.ถ่ายทอดสดทางช่อง 22

แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผน...

หลังการจ้อครั้งสำคัญในวันที่ 22 ส.ค.ก็ยังไม่มีหลักประกันว่า...จะกำไรหรือขาดทุน...คนจัดงานอาจมีกำไร แต่พรรคเพื่อไทยและยี่ห้อชินวัตรยังไม่ชัดเจนว่าจะกำไร...

คนคำนวณมิสู้ปากพาไป...โปรดระวังปลาหมอคางดำ...!!

‘นายกฯ’ ขอบคุณ ‘เทนนิส-ฟ่าง-ออย’ หลังคว้าเหรียญรางวัลโอลิมปิก ชี้!! ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของไทย ที่กวาด ‘3 เหรียญ’ ในวันเดียว

(8 ส.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความชื่นชม ‘เทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ’ , ‘ฟ่าง ธีรพงศ์ ศิลาชัย’ และ ‘ออย สุรจนา คำเบ้า’ ที่คว้าเหรียญจากการเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิก 2024 ว่า…

“เทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ พาคนไทยใจฟูอีกแล้ว รอบนี้เอาชนะคู่แข่งจากจีน ในการแข่งขันกีฬาเทควันโดรุ่น 49 กิโลกรัม หญิง คว้าเหรียญทองแรกในโอลิมปิก 2024 ให้ไทย แถมเป็นเหรียญทองในวันเกิดของน้องด้วย สุดยอดเลย

เรายังได้เหรียญเงิน จาก ฟ่าง ธีรพงศ์ ในการแข่งขันกีฬายกน้ำหนักรุ่น 61 กิโลกรัม ชาย ปีนี้น้องเพิ่งมาโอลิมปิกครั้งแรกก็คว้าเหรียญเลย น้องอายุ 20 เท่านั้น อนาคตไกล

ขณะที่ ออย สุรจนา ก็คว้าเหรียญทองแดงจากกีฬายกน้ำหนักรุ่น 49 กิโลกรัม หญิง มาให้คนไทยด้วย น้องยกลูกเหล็กได้ถึง 200 กิโลกรัม แกร่งมาก ๆ

ถือเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันของไทยครับ ที่เราได้ 3 เหรียญในวันเดียว ผมขอแสดงความยินดีกับทุกคนจริง ๆ ทุกเหรียญรางวัลที่ได้รับ คือความสำเร็จ และความภาคภูมิใจของเราชาวไทย”

'นายกฯ' ไม่ฟันธง!! 'เทสลา' ปรับแผนลงทุนในไทย ยัน!! ตอนคุยผู้บริหาร มีระบุ 'จะลงทุนในอินเดีย-สนใจลงทุนไทย'

(13 ส.ค. 67) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีข่าวที่เทสลาปรับเรื่องแผนการลงทุนในไทย นายกฯ ทราบเรื่องนี้หรือไม่ ว่าไม่ทราบ ทางทีมงานยังคุยอยู่ ปัจจุบันเรื่องความอ่อนไหวทางด้านตลาดดีมานด์ของรถอีวีมีสูง เข้าใจว่าตอนนั้นที่คุยกันอยู่เขาเลือกดูอินเดียอยู่ และเขาคงไปแน่นอน เพราะมีตลาดความต้องการปริมาณสูงมาก ซึ่งเป็นประเทศที่เขาดูอยู่ แต่ถ้าเขาจะสร้างก็สร้างที่ประเทศไทย ตนทราบแค่นี้

'ศาลรัฐธรรมนูญ' ลงมติ 5 ต่อ 4 'นายกฯ เศรษฐา' มีความผิด กรณีแต่งตั้ง ‘นายพิชิต’ เป็นรัฐมนตรี ส่งผลให้ ครม.พ้นทั้งคณะ

(14 ส.ค.67) ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 40 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5 ) หรือไม่

จากกรณี นายเศรษฐา ได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้ หรือ ควรรู้อยู่แล้วว่า นายพิชิต ขาดคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 

เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริต และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือ ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา สิ้นสุดลงได้  

ส่งผลให้ นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30  

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญ ‘รับคำร้อง’ ไว้วินิจฉัย ด้วยมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 โดยตุลาการเสียงข้างมาก 6 เสียง ประกอบด้วย 1.นายปัญญา อุดชาชน 2.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม 3.นายวิรุฬห์ แสงเทียน 4.นายจิรนิติ หะวานนท์ 5.นายนภดล เทพพิทักษ์  และ 6.นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ 

ส่วนตุลาการฯ เสียงข้างน้อย 3 เสียง ประกอบด้วย 1.นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 2.นายอุดม รัฐอมฤต และ 3.นายสุเมธ รอยกุลเจริญ 

ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ไม่สั่งให้ นายเศรษฐา หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ  

โดยตุลาการฯ เสียงข้างมาก 5 เสียง ประกอบด้วย 1.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ 2.นายนภดล เทพพิทักษ์ 3.นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ 4.นายอุดม รัฐอมฤต และ 5.สุเมธ  รอยกุลเจริญ

ส่วนตุลาการฯ เสียงข้างน้อย 4 เสียง ประกอบด้วย 1.นายปัญญา อุดชาชน 2.นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม 3.นายวิรุฬห์ แสงเทียน 4.นายจิรนิติ หะวานนท์

‘เศรษฐา’ น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ สั่งพ้นเก้าอี้นายกฯ รับ!! เสียใจที่ถูกตัดสินว่าไม่มีจริยธรรม ยัน!! ตนไม่ใช่คนแบบนั้น

(14 ส.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดใจแถลงหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นสภาพจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยมติ 5 ต่อ 4 โดยระบุว่า…

ขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ให้โอกาสทุกฝ่ายชี้แจง ตนเคารพในคำวินิจฉัย โดยตลอดเวลาเกือบ 1 ปี พยายามทำทุกอย่างให้ทุกอย่าง ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต และยืนยันไม่ได้ทำตัวขัดแย้ง

ต่อข้อคำถาม ‘คาดคิดไว้หรือไม่?’ นายเศรษฐา กล่าวว่า ผลออกได้ทั้งซ้ายและขวา โดยไม่ได้คาดเดาผลที่จะออกมา ตนเสียใจเพราะจะถูกว่าเป็นนายกฯ ไม่มีจริยธรรม ซึ่งตนไม่ใช่คนแบบนั้น ซึ่งบ้านเมืองมีคนเก่งอีกหลายท่าน โดยนายภูมิธรรมกำลังเดินทางกลับมาอยู่ หากไม่ทันยังมีนายสุริยะ

“ยืนยันผมไม่ใช่คนแบบนั้น ไม่เชื่อมีใครวางยา โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคงตัดสินตามข้อมูล ไม่เกี่ยวว่าเข็ดกับการเมือง”

สุดท้ายต่อข้อคำถาม ‘ได้บทเรียนราคาแพง?’ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่อยากมองในแง่ลบ อย่าไปกล่าวล่วงว่าใครวางยาดีกว่า ขอให้ดำเนินต่อไปในการสรรหานายกฯ คนต่อไป

‘เศรษฐา’ เคลื่อนไหวผ่าน X หลังพ้นสถานะ ‘นายกฯ’ เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ใหม่ สวมถุงเท้าแดง-มีสุนัขตัวโปรด

(15 ส.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ใหม่หลังจากพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยในแอปพลิเคชัน X หรือ ทวิตเตอร์ ได้ใส่แฮชแท็กว่า #NewProfilePic โดยรูปภาพดังกล่าวเป็นรูปในลักษณะพักผ่อนอิริยาบถสบาย ๆ นั่งอยู่กับสุนัขตัวโปรด โดยในรูปนายเศรษฐาสวมถุงเท้าสีแดง ซึ่งเป็นสีที่เจ้าตัวชื่นชอบ

ทางด้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายเศรษฐา ได้มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก อาทิ เป็นกำลังใจให้ท่านนายกค่ะรู้สึกเสียดาย, ท่านคือแบบอย่างที่ดีงามในทุกด้าน, นายกที่ขยันและแข็งแกร่งที่สุด นายกในดวงใจค่ะ my role model,นายกที่ทำงานเยอะที่สุด คนนึง ใจเย็น พูดจาดีไพเราะ และเก่งมาก ๆ คนหนึ่ง เสียดายค่ะ และ ขอบคุณการทำงานอย่างหนักเพื่อประเทศชาติในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาครับ เป็นต้น

โดยวันนี้บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันเดียวกันนี้ เป็นไปอย่างเงียบเหงามีเพียงบรรดาสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ และข้าราชการที่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ในส่วนของนักการเมืองยังไม่มีบุคคลใดเข้ามา 

ส่วนบรรยากาศบนตึกไทยคู่ฟ้า ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ประตูยังคงปิดเงียบไม่มีบุคคลใดเข้าและออก  และในเวลา 14.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีรักษาการเป็นครั้งแรกที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top