Thursday, 4 June 2026
เศรษฐกิจจีน

‘จีน’ อวดจีดีพีไตรมาสแรก ปี 2024 โต 5.3% สะท้อนเศรษฐกิจแข็งแกร่ง-เปี่ยมด้วยศักยภาพ

(29 เม.ย. 67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวแกร่งในไตรมาสแรกของปี 2024 ชี้ถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการฟื้นตัวของจีน ตลอดจนการนำเสถียรภาพซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมาสู่ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เผยว่าช่วงสามเดือนแรกของปี จีดีพีหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของของจีนขยายตัวร้อยละ 5.3 จากปีก่อนหน้า เร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 5.2 ในไตรมาสก่อนหน้า 

ในการประชุมโต๊ะกลมทางเศรษฐกิจแห่งประเทศจีน (China Economic Roundtable) รอบที่ 4 ซึ่งเป็นเวทีเสวนาที่จัดโดยสำนักข่าวซินหัว วิทยากรหลายท่านกล่าวว่าตัวเลขข้างต้นถือเป็น ‘การเริ่มต้นที่ดี’ พร้อมกล่าวว่าจีนเผชิญหน้ากับกระแสลมต้านทางเศรษฐกิจ ด้วยการผสานนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรากฐานที่มั่นคงแก่เศรษฐกิจเพื่อการพัฒนาที่ดีและมั่นคงในปี 2024

รายงานจากสำนักงานฯ ระบุว่า การเติบโตของจีดีพีจีนในไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเติบโตโดยรวมที่ร้อยละ 5.2 ของปี 2023 และสูงกว่าเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ราวร้อยละ 5 และเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจจีนในช่วงสามเดือนแรกของปีขยายตัวร้อยละ 1.6 ทั้งยังเติบโตติดต่อกันเป็นไตรมาสที่เจ็ด

นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดอื่น ๆ เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ปริมาณการค้าต่างประเทศ และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ล้วนชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ เป็นดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมสำหรับภาคการผลิตและบริการ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีรายงานการปรับปรุงดัชนีดังกล่าว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของภาคการผลิตกลับมาอยู่สูงกว่าระดับ 50 เป็นครั้งแรกนับแต่เดือนกันยายน บ่งชี้ถึงการกลับมาขยายตัวของภาคส่วนนี้

ตัวเลขสถิติของไตรมาสแรก แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนมีทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ และก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพสูงและขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม 

จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่ภาคส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูง ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียวและคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง ในไตรมาสแรกนี้ ภาคการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของจีนมีปริมาณการผลิตเติบโตร้อยละ 7.5 เร่งตัวขึ้นร้อยละ 2.6 จากไตรมาสก่อนหน้า

การลงทุนในอุตสาหกรรมการบิน ยานอวกาศและการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.7 ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ขณะที่การผลิตหุ่นยนต์บริการและยานยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 26.7 และ 29.2 ตามลำดับ

เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้กำหนดนโยบายของจีนกล่าวไว้ว่าจะเป็นไปในลักษณะคล้ายลูกคลื่น เพราะจะมีการพลิกผัน เลี้ยวลด และยังไม่นิ่ง จีนจึงใช้นโยบายที่หลากหลายเพื่อมาหักล้างแรงกดดันขาลงและรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง

จีนให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าใช้นโยบายการคลังเชิงรุกและนโยบายการเงินที่รอบคอบต่อไปในปีนี้ และได้ประกาศใช้มาตรการส่งเสริมการเติบโตหลายประการ อาทิ การออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษระยะยาว (Ultra-Long) และมีการจัดสรรเงินทุนเบื้องต้น 1 ล้านล้านหยวน ในปี 2024

เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค จีนเพิ่มความพยายามเป็นสองเท่าในการส่งเสริมการอัปเกรดอุปกรณ์ขนาดใหญ่และการนำสินค้าอุปโภคบริโภคเก่ามาแลกเป็นส่วนลดหรือแลกเป็นของใหม่

นอกจากนี้ จีนตั้งเป้าว่าปริมาณการลงทุนด้านอุปกรณ์ในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การก่อสร้าง การขนส่ง การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการให้บริการทางการแพทย์ จะเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 ภายในปี 2027 เมื่อเทียบกับปี 2023

เพื่อผลักดันการเปิดกว้างระดับสูงและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น จีนประกาศใช้มาตรการสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ 24 ข้อ เพื่อดึงดูดทุนต่างประเทศ และให้คำมั่นว่าจะปรับลดรายการกิจกรรมการลงทุนและกิจการต้องห้าม (Negative List) สำหรับบริษัทต่างชาติ รวมถึงเริ่มโครงการนำร่องต่าง ๆ เพื่อผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในการเข้าสู่จีนของนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างชาติ

จีนยังประกาศเพิ่มแรงจูงใจเชิงนโยบายอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนหลายธุรกิจ เช่น เศรษฐกิจสูงวัย สินเชื่อผู้บริโภค การจ้างงาน การพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ รวมไปถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก

FDI 101 เปิดอีกด้าน!! เงินลงทุนจากต่างประเทศใน 'จีน-อาเซียน' ตัวเลขสะสมจีนยังใหญ่กว่าอาเซียน 20 เท่า ส่วน ศก.ใหญ่กว่า 5 เท่า

(5 ส.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Sompob Pordi' ของ นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ 'FDI 101' ระบุว่า...

FDI ย่อมาจาก Foreign Direct Investment ซึ่งคือ เงินลงทุนจากต่างประเทศในภาคเศรษฐกิจจริง เช่น สร้างโรงกลั่นนํ้ามัน โรงไฟฟ้า โรงงานอาหารกระป๋อง ฯลฯ

ถ้าบังเอิญไปเห็นข้อความในภาพปลากรอบ (https://www.facebook.com/share/p/Kb79wYUJj1FeA7AT/?mibextid=oFDknk) ที่ปั่นให้คนอ่านเข้าใจผิดว่า 'เศรษฐกิจจีนแย่แล้ว' ไม่มีใครสนใจหอบเงินไปลงทุนแล้ว จากตรงนี้ไปคือข้อเท็จจริงครับ

เป็นความจริงที่ ในปี 2022 กับ 2023 FDI ของอาเซียนพุ่งกระฉูดเป็น $229 bn ในขณะที่ของจีนลดลงจากที่พีคในปี 2021 ที่ $344 bn เหลือ $100+ ใน 2022 กะ 2023

แต่ถ้าเราเอาตัวเลข FDI สะสมของจีน กะ อาเซียน มาวางเทียบกัน จะตื่นตาตื่นใจเพราะ ตัวเลขของจีนใหญ่กว่าอาเซียนกว่า 20 เท่า 

ส่วนที่ว่าจะเติบโตนำจีนใน 10 ปี ผมไม่รู้จริงว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจจีนใหญ่กว่าอาเซียนเกือบ 5 เท่า คาดว่าเขาฝันไปมากกว่า

สิ่งที่ภาพปลากรอบบอกเรา ไม่ได้แปลกอะไรเพราะ...

1. ตอนนี้จีนมีทุนของตัวเองมากมหาศาลแล้ว ไม่ได้พยายามดึงเอา FDI เข้าประเทศ แถมตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเรียบ ไม่เหลืออะไรแล้ว

2. จีนถูกฝรั่งควํ่าบาตร/กีดกันทางการค้าสารพัด แล้วทุนข้ามชาติที่ไหนจะขนเงินเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานโน่นนี่อย่างในอดีต

ถ้าผมเป็นสื่อเพื่อแสวงหากำไร ผมคงหากินกับคนโง่เหมือนกันเพราะง่ายดี 

แต่คงไม่สนุกเพราะจะทำให้ผมโง่ลง ๆ ทุกวัน 5555

เซี่ยงไฮ้ "ปารีสแห่งตะวันออก" : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

“เซี่ยงไฮ้เป็น1ใน4มหานครใหญ่ของจีน(เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง)ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานครในช่วงกว่า30ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย4ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่งจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้”
อลงกรณ์ พลบุตร ตุลาคม 2025

เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือมหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ "ปารีสแห่งตะวันออก" ในอดีต และ "ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก" ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด จากหมู่บ้านริมน้ำเล็ก ๆ สู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

อดีต จากหมู่บ้านประมงสู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลัง สงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็น เมืองท่าสนธิสัญญา

อิทธิพลตะวันตก: มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร สัญลักษณ์ยุคเก่า: เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก

จุดสิ้นสุด: ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง

ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990s รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต: ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
มหานครคู่ขนาน: ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้จึงมีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก

เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และนวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
ตลาดทุน: เป็นที่ตั้งของ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
สกุลเงินหยวน: รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
ท่าเรืออันดับหนึ่ง: ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
การเชื่อมต่อ: ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก

3. ศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub)
เทคโนโลยีขั้นสูง: เซี่ยงไฮ้เป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robotics) โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านหยวน ในเขตผู่ตง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้และนวัตกรรม

เซี่ยงไฮ้จึงเป็นมากกว่าเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานอดีตเข้ากับความยิ่งใหญ่ของอนาคตเพื่อขับเคลื่อนจีนในฐานะผู้นำบนเวทีเศรษฐกิจโลก

IMF ปรับคาดการณ์การเติบโต ของ “เศรษฐกิจจีน” ขึ้น 5% ในปี 2025 สูงกว่าประมาณการเดิม 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความยืดหยุ่นโดดเด่น และนโยบายหนุน

(14 ธ.ค. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 0.2 จุด หลังจากคณะผู้แทนกองทุนฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเพื่อการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ประจำปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะผู้แทนกองทุนฯ นำโดยโซนาลี เชน-จันดรา หัวหน้าคณะ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค. และจัดการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และพันธกิจทางนโยบาย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลจีน ธนาคารประชาชนจีน ตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ

เชน-จันดรากล่าวว่า เศรษฐกิจจีนแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง แม้เผชิญภาวะผันผวนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2568 สะท้อนผลลัพธ์จากมาตรการกระตุ้นเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยคณะผู้แทนกองทุนฯ ยังปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของจีนในปี 2569 เป็น 4.5% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3 จุด

คณะผู้แทนกองทุนฯ ระบุว่า จีนได้กระตุ้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว การผ่อนปรนทางการเงิน และการดำเนินการแบบมุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยชุดนโยบายที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตราว 5% ในปี 2568 โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2568 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบปีต่อปี


ที่มา : Xinhua

 

จีนเปิดเกมปี 2026 มุ่งขยายความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก เดินหน้าฟื้นการลงทุน ยกระดับคุณภาพชีวิตเป็นตัวนำ มีโอกาสเติบโตคุณภาพสูง

(18 ธ.ค. 68) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการการเงินและเศรษฐกิจของจีนเผยว่านโยบายเศรษฐกิจปี 2026 ของจีน จะเน้นการขยายความต้องการภายในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อกระตุ้นการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

เจ้าหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวถึงหลักการชี้นำจากการประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลางที่กรุงปักกิ่ง กล่าวว่า "จีนจะออกนโยบายเพื่อกระตุ้นการบริโภคทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการบริโภคในประเทศ"

 

จีนตั้งเป้ารักษาเสถียรภาพและฟื้นฟูการลงทุนที่ลดต่ำลง พร้อมประสานการลงทุนกับการบริโภค และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและตลาด เพื่อสร้างแรงผลักดันการเติบโตในภาพรวม ขณะที่เศรษฐกิจของจีนในปี 2025 คาดว่าจะเติบโตราว 5% มีมูลค่าประมาณ 140 ล้านล้านหยวน หรือราว 625 ล้านล้านบาท

 

เจ้าหน้าที่กล่าวอีกว่า แม้อุปสรรคจะยังมี แต่แนวโน้มเศรษฐกิจยังสดใส และตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีโอกาสเติบโตในเชิงคุณภาพสูง โดยมีแรงหนุนจากความต้องการของผู้ซื้อบ้านใหม่และผู้ต้องการยกระดับที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ จีนจะผลักดันการเปลี่ยนผ่านและพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งสร้างรูปแบบใหม่ในการพัฒนาภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา : Xinhua

 

จีนลุยลงทุนรถไฟ!! การลงทุนเดือนมกราคมเพิ่ม 5.5% มูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้านหยวน ทางรถไฟยาว 1.65 แสนกิโลเมตร เน้นสร้างประสิทธิภาพ-ความมั่นคง

(16 ก.พ. 69) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด รายงานว่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาคการรถไฟในประเทศจีนช่วงเดือนมกราคมปีนี้ อยู่ที่ 4.63 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 2.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยบริษัทฯ ระบุว่าการก่อสร้างทางรถไฟในช่วงดังกล่าวมีความก้าวหน้าทั้งด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ

ในโพสต์แถลงโดยบริษัทฯ ระบุว่า "บริษัทมุ่งตอบสนองยุทธศาสตร์สำคัญระดับชาติและพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาคโดยใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมและผลกระทบเชิงบวกของภาคการก่อสร้างทางรถไฟ" พร้อมกับเร่งก่อสร้างทางรถไฟโดยอาศัยนโยบายสนับสนุนในระดับชาติและเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่หลัก

ข้อมูลจากบริษัทฯ ยังระบุว่า ณ สิ้นปี 2568 ประเทศจีนมีทางรถไฟที่เปิดใช้งานรวมระยะทาง 165,000 กิโลเมตร ซึ่งรวมถึงทางรถไฟความเร็วสูงมากกว่า 50,000 กิโลเมตร

ภาพรวมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงการสนับสนุนนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการเดินหน้าโครงการก่อสร้างอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ที่มา : Xinhua

จีนเร่งสร้างความมั่งคั่งร่วม!! ภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญพักฐาน 10 เขตนำร้อยอัดฉีด GDP กว่า 60% มุ่งเน้นจ้างงานรายได้น้อย สังคมและบริการต้องแข็งแรงขึ้น

ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน : ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

หลิวจื้อเฉิง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว เผยการคาดการณ์ว่าภูมิภาคขุมพลังทางเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีนจะเดินหน้าผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับประชาชนทุกคน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

ภูมิภาคระดับมณฑล 10 แห่งซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ได้แก่ กว่างตง (กวางตุ้ง) เจียงซู ซานตง เจ้อเจียง ซื่อชวน (เสฉวน) เหอหนาน หูเป่ย ฝูเจี้ยน เซี่ยงไฮ้ และหูหนาน มีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนรวมกันกว่าร้อยละ 60 โดยหลิวเผยว่าพื้นที่เหล่านี้ได้พัฒนาหลายแนวทางเพื่อมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน และควรเดินหน้าเป็นแบบอย่างในด้านดังกล่าวต่อไป

หลิวกล่าวว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการพัฒนาที่สร้างความมั่งคั่งร่วมกันเพื่อประชาชนทุกคน ภูมิภาคดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตระหนักในภาระความรับผิดชอบของตนมากขึ้น และเป็นผู้นำการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันเนื่องจากมีพื้นฐานการพัฒนาที่ดีกว่า

เพื่อผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ หลิวกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้ใช้กลยุทธ์มุ่งให้ความสำคัญกับการจ้างงานเป็นอันดับแรก เพื่อรับรองว่ามีการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเพียงพอ อีกทั้งเรียกร้องการเดินหน้าเพิ่มรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเสริมแกร่งผลลัพธ์ความคืบหน้าในภารกิจขจัดความยากจน

หลิวเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรบริการสาธารณะที่ดีขึ้นและระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งขึ้น โดยชี้ว่าภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญควรเดินหน้าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในโครงการด้านความเป็นอยู่ของประชาชน และทำงานเพื่อเสริมสร้างระบบประกันสังคมที่ยั่งยืน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top