Saturday, 7 November 2026
เลือกตั้งสหรัฐ2026

อาจารย์อุ๋ยชี้! ทรัมป์พ่ายยับ เดโมแครตยึดสองสภา!! พิษเศรษฐกิจ–สงครามอิหร่านย้อนศร ทำรีพับลิกันเสียฐานเสียงสำคัญ เตือนนักการเมืองไทยอย่าหลงกระแสนิยม ประชาชนพร้อมเปลี่ยนผู้มีอำนาจ

อาจารย์อุ๋ยชี้! ทรัมป์พ่ายยับ เดโมแครตยึดสองสภา! เศรษฐกิจ–สงครามย้อนศร สะเทือนโลก เตือนนักการเมืองไทยระวังซ้ำรอย!

5 พฤศจิกายน 2569 — นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกาผ่านเฟสบุคว่า 

”ชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครต ซึ่งสามารถยึดเสียงข้างมากกลับคืนมาได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐหลายแห่ง ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะการพลิกชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในรัฐเท็กซัส แคนซัส และเซาท์แคโรไลนา ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกัน สะท้อนว่าความไม่พอใจรัฐบาลได้ขยายตัวลึกเข้าไปถึงพื้นที่ที่ทรัมป์เคยได้รับความนิยมสูง

“ผมมองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของพรรคเดโมแครต แต่เป็นสัญญาณว่าประชาชนจำนวนมากกำลังลงคะแนนแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลทรัมป์ และเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้ผู้นำจะได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่จากการเลือกตั้ง แต่หากบริหารประเทศไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้ ความนิยมก็สามารถพลิกกลับเป็นความไม่พอใจภายในเวลาเพียงสองปี

ย้อนกลับไปในปี 2024 ทรัมป์ได้รับชัยชนะจากคำมั่นสัญญาว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แก้ปัญหาเงินเฟ้อ ลดค่าครองชีพ และหลีกเลี่ยงสงครามที่สร้างภาระให้สหรัฐฯ แต่เมื่อกลับมาบริหารประเทศ นโยบายหลายอย่างกลับสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งแม้มีเป้าหมายปกป้องอุตสาหกรรมอเมริกัน แต่ก็ทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าและวัตถุดิบบางประเภทสูงขึ้น ภาระส่วนหนึ่งจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค

ยิ่งไปกว่านั้น สงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน กลายเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความไม่พอใจของประชาชน เพราะชาวอเมริกันจำนวนหนึ่งที่เคยคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะลดการเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามต่างประเทศ กลับต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งครั้งใหม่

ผลสำรวจผู้ลงคะแนนสะท้อนว่า ปัญหาค่าครองชีพและความกังวลเรื่องการบริหารประเทศเป็นประเด็นสำคัญในการตัดสินใจ ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งต้องการให้รัฐสภากลับมาทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลประธานาธิบดีมากขึ้น นั่นหมายความว่า ผู้ที่เคยสนับสนุนทรัมป์ในปี 2024 บางส่วนอาจไม่ได้เปลี่ยนไปนิยมแนวคิดของเดโมแครตทั้งหมด แต่ต้องการใช้การเลือกตั้งส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลที่ตนเริ่มไม่ไว้วางใจ

ในมิติทางกฎหมาย ผลเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนดุลอำนาจของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อเดโมแครตเข้าควบคุมรัฐสภาทั้งสองสภาในเดือนมกราคม 2027 รัฐบาลทรัมป์จะผลักดันกฎหมายสำคัญได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ การลดภาษี หรือการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศ ขณะที่วุฒิสภาสามารถสกัดการแต่งตั้งบุคคลสำคัญ รวมถึงผู้พิพากษาศาลสูงสุดได้

นอกจากนี้ รัฐสภายังสามารถเปิดการสอบสวนการบริหารงานของรัฐบาล ตรวจสอบการใช้งบประมาณและการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้เข้มข้นขึ้น แม้กระทั่งกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีก็อาจถูกหยิบยกขึ้นมา แต่การให้ประธานาธิบดีพ้นจากตำแหน่งยังต้องได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามของวุฒิสภา จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในฐานะประธานาธิบดี โดยเฉพาะด้านการต่างประเทศและความมั่นคง รวมถึงอำนาจยับยั้งร่างกฎหมาย ดังนั้น สหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติขัดแย้งกันอย่างหนักตลอดสองปีที่เหลือของรัฐบาล

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์โลก ผมเห็นว่าผลเลือกตั้งครั้งนี้อาจทำให้นโยบาย America First ของทรัมป์เผชิญข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้งบประมาณสนับสนุนสงคราม การออกกฎหมายเกี่ยวกับการค้า และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะยุติการแข่งขันกับจีนหรือยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าทันที เพราะทั้งสองพรรคต่างมีเป้าหมายรักษาความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของอเมริกา

ประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย จึงต้องเตรียมรับความไม่แน่นอนจากนโยบายสหรัฐฯ ที่อาจเปลี่ยนแปลงหรือถูกตรวจสอบมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการภาษี การควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย ผมเห็นว่าปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพราะประชาชนไม่ได้ผูกพันกับพรรคการเมืองอย่างถาวร พรรคที่เคยได้รับความนิยมสูงอาจสูญเสียคะแนนเสียงอย่างรวดเร็ว หากไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ รายได้เกษตรกร และความเหลื่อมล้ำได้จริง

แม้ไทยจะใช้ระบบรัฐสภา ต่างจากสหรัฐฯ ที่ใช้ระบบประธานาธิบดี อีกทั้งการเมืองไทยยังมีระบบพรรคร่วมรัฐบาล องค์กรอิสระ และกลไกตามรัฐธรรมนูญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง แต่ไม่ว่าระบบการเมืองจะแตกต่างกันเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้ กระแสความนิยมที่เคยมีอย่างท่วมท้นก็อาจพลิกกลับเป็นความไม่พอใจ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ได้เช่นกัน

บทเรียนสำคัญที่สุดจากความพ่ายแพ้ของทรัมป์ครั้งนี้คือ คะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ไม่ใช่เช็คเปล่าให้รัฐบาลใช้อำนาจตามใจชอบ และความนิยมในอดีตไม่ใช่หลักประกันชัยชนะในอนาคต

ผมจึงอยากเตือนนักการเมืองไทยทุกฝ่ายว่า อย่าหลงคิดว่ากระแสความนิยมจะอยู่กับตนตลอดไป เพราะประชาชนเลือกนักการเมืองมาเพื่อแก้ปัญหาชีวิต ไม่ใช่เพื่อฟังคำโฆษณา และเมื่อความหวังกลายเป็นความผิดหวัง ประชาชนก็พร้อมใช้คูหาเลือกตั้งเปลี่ยนผู้มีอำนาจได้เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/18bkTJcUrV/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top