Friday, 5 June 2026
เรื่องเล่าจากเคลมลิน

ประชากรรัสเซียในภาวะวิกฤต หลังอัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายในบริบทเศรษฐกิจ สงคราม และภูมิรัฐศาสตร์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารัสเซียกำลังเผชิญกับวิกฤตประชากรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งเป็นวิกฤติประชากรที่ลึกซึ้งและต่อเนื่อง หลายฝ่ายมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติในระยะยาว อัตราการเกิดที่ลดลง สัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และอัตราการอพยพของแรงงานฝีมือสูงล้วนบ่งชี้ถึงปัญหาที่ฝังรากลึกและยังหาทางแก้ไม่ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ค.ศ. 2023 ที่อัตราการเกิดลดลงถึงระดับต่ำสุดในรอบ 200 ปี ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามในยูเครน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมรัสเซีย 

โดยในปี ค.ศ. 2023 มีเด็กเกิดใหม่ในรัสเซียเพียงประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีเด็กเกิดเพียง 616,200 คน เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี ค.ศ. 2022 ที่มีมากกว่า 635,000 คน หรือมากกว่านั้นในช่วงก่อนโควิด สื่ออิสระและนักวิชาการบางส่วนได้ชี้ว่า จำนวนการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนี้เป็นผลมาจาก 1) สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน 2) ความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต 3) ความไม่มั่นคงทางสังคมและการเมืองจากสงครามในยูเครน 4) ค่านิยมใหม่ที่ไม่เน้นการสร้างครอบครัวในคนรุ่นใหม่  

ถึงแม้จะผ่านพ้นช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ไปแล้ว แต่จำนวนผู้เสียชีวิตในรัสเซียยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้สงครามในยูเครนยังได้คร่าชีวิตประชาชนและทหารรัสเซียจำนวนมาก (ตัวเลขไม่เป็นทางการระบุหลักแสนราย) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างประชากรโดยเฉพาะในกลุ่มชายหนุ่มวัยแรงงาน นอกจากนี้หลังการประกาศระดมพลบางส่วนในเดือนกันยายน ค.ศ. 2022 (partial mobilization) มีชายชาวรัสเซียหลายแสนคนอพยพออกนอกประเทศ โดยเฉพาะผู้มีการศึกษาและทักษะสูง เช่น โปรแกรมเมอร์ วิศวกร นักวิจัย ฯลฯ ทำให้รัสเซียสูญเสียทรัพยากรมนุษย์สำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่ออัตราการเกิดในระยะยาว นักประชากรศาสตร์ชี้ว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง รัสเซียอาจเห็นจำนวนประชากรลดลงจากราว 143 ล้านคนในปัจจุบัน เหลือเพียง 130 ล้านคนในปี ค.ศ. 2050 หรืออาจต่ำกว่านั้นในสถานการณ์เลวร้าย สถาบันเพื่อการวิเคราะห์และคาดการณ์เชิงยุทธศาสตร์ «ИСАП» ของรัสเซียรายงานว่า รัสเซียกำลังเข้าสู่ “ยุคประชากรหดตัว” «эпоха демографического сжатия» ซึ่งเป็นผลจากทั้งการเกิดที่น้อยเกินไป การเสียชีวิตที่มาก และการย้ายถิ่นออก 

แม้รัฐบาลรัสเซียจะพยายามส่งเสริมการเกิดอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการสวัสดิการต่าง ๆ เช่น เงินอุดหนุน “ทุนมารดา” «материнский капитал» แต่แนวโน้มอัตราการเกิดกลับยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างในมิติ เศรษฐกิจ และ สังคม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 

1) ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น เงินเฟ้อ ค่าอาหารและที่อยู่อาศัยพุ่งสูง โดยเฉพาะหลังจากรัสเซียเผชิญกับการคว่ำบาตรระหว่างประเทศจากกรณีสงครามในยูเครนรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไม่เพียงพอในการดูแลลูกมากกว่าหนึ่งคนโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่อย่างมอสโกหรือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจครอบครัวต้องเผชิญกับภาระที่หนักกว่าภูมิภาคอื่น ๆ หลายเท่า ค่าเช่าหรือค่าผ่อนชำระอพาร์ตเมนต์มีราคาเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศถึง 2–3 เท่า ค่าเลี้ยงดูเด็กในศูนย์รับเลี้ยงหรือโรงเรียนอนุบาลเอกชนสูงจนครอบครัวรายได้ปานกลางเข้าไม่ถึง ค่าจ้างพี่เลี้ยงเด็กในมอสโกเฉลี่ยอยู่ที่ 60,000–80,000 รูเบิล/เดือน (ราว 700–900 ดอลลาร์) ซึ่งเทียบเท่าหรือสูงกว่าค่าแรงเฉลี่ยในหลายภูมิภาคของประเทศ รายงานจาก Институт демографии НИУ ВШЭ ระบุว่า “ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนในมอสโกตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 18 ปีสูงกว่า 11 ล้านรูเบิล (ประมาณ 125,000 ดอลลาร์)” ซึ่งเป็นอัตราที่ “ไม่สอดคล้องกับรายได้ของชนชั้นกลางทั่วไป”นักประชากรศาสตร์อย่างเอเลนา ซาคาโรวา «Елена Захарова»  จาก Russian Academy of Sciences ชี้ว่า“ในระบบเศรษฐกิจที่เสี่ยงและมีต้นทุนการดำรงชีวิตสูงเช่นนี้ ครอบครัวจำนวนมากไม่สามารถ ‘แบกรับ’ ค่าใช้จ่ายของเด็กแม้แต่หนึ่งคนได้” จากข้อมูลของธนาคารกลางรัสเซีย «Банк России» ปี ค.ศ. 2023 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 7.4% แต่ในหมวดสินค้าเด็กเพิ่มขึ้นมากกว่า 10–15% ในบางเขตเมืองราคานม ผ้าอ้อม ของใช้เด็ก และบริการทางการแพทย์พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่เพิ่มสูงส่งผลให้ครอบครัวรุ่นใหม่ลังเลในการมีลูกหรือมีลูกเพิ่ม รายงานของ РАНХиГС (Russian Presidential Academy of National Economy and Public Administration) ชี้ว่า “ระดับรายได้ต่ำและความรู้สึกถึงความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่เลื่อนการแต่งงานและการมีบุตร” ปัจจัยข้างต้นนำไปสู่การเลื่อนหรือยกเลิกแผนการมีบุตร โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกลางที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง การลดขนาดครอบครัวลงเหลือลูกคนเดียว หรือไม่แต่งงานเลย และภาวะ “urban childfree” ที่กำลังขยายตัวในหมู่คนหนุ่มสาวในเขตเมืองที่เลือกเส้นทางการงาน ความมั่นคง และเสรีภาพ มากกว่าการมีบุตร 

2) การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมและโครงสร้างครอบครัว การแต่งงานล่าช้าและการเลือกที่จะอยู่คนเดียว (Singlehood) กลายเป็นเรื่องปกติในหมู่คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในเขตเมือง การให้ความสำคัญกับอาชีพและความมั่นคงส่วนบุคคลมากกว่าการมีครอบครัวและลูกหลาน รวมถึงอัตราการหย่าร้างสูงโดยรัสเซียมีอัตราการหย่าร้างสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก ส่งผลต่อทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มองว่าครอบครัวไม่มั่นคง อเล็กซานเดอร์ ซินเนลนิโคฟ «Александр Синельников» นักสังคมวิทยาชาวรัสเซียชี้ว่า“ความคิดเรื่องครอบครัวในรัสเซียเปลี่ยนจาก ‘การมีลูกเพื่ออนาคตชาติ’ เป็น ‘จะมีลูกเมื่อรู้สึกว่าตัวเองมั่นคงเพียงพอ’ ซึ่งในเงื่อนไขปัจจุบัน แทบไม่มีใครรู้สึกเช่นนั้น” 

3) การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัว พบว่าในรัสเซียสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาลไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในเขตเมืองชั้นนอกและในภูมิภาคห่างไกล ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นมีน้อยทำให้พ่อแม่โดยเฉพาะผู้หญิงทำงานลำบากเมื่อมีลูก การสนับสนุนทางรัฐจำกัด แม้จะมีนโยบายให้ “ทุนมารดา” «Материнский капитал» ที่ให้เงินสนับสนุนแก่ครอบครัวที่มีลูกคนที่สองหรือสาม และถูกขยายเพิ่มเติมในยุคของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่ผลลัพธ์ยังไม่ยั่งยืนแต่ระบบสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ค่าดูแลเด็กหรือการลางานเพื่อเลี้ยงดูบุตรยังไม่เพียงพอในทางปฏิบัติ รวมถึงมีการเสนอสิทธิพิเศษด้านที่อยู่อาศัย เงินสนับสนุนการศึกษา และลดภาษีสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคนซึ่งถึงแม้จะมีนโยบายเหล่านี้ แต่ปัญหาในระดับโครงสร้างยังไม่สามารถแก้ได้ เช่น ความไม่มั่นคง การอพยพแรงงาน และการขาดความเชื่อมั่นในอนาคต 

สงครามในยูเครนกับวิกฤติประชากรของรัสเซีย สงครามในยูเครนมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อประชากรทั้งในยูเครนและรัสเซียรวมถึงในระดับภูมิภาคและโลก มันส่งผลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงประชากรและอัตราการเกิดในรัสเซียและยูเครนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในแง่ของการย้ายถิ่นฐาน การสูญเสียชีวิต และการแยกครอบครัว โดยมีผลดังนี้ 

1) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ สงครามทำให้ประเทศสูญเสียการผลิตในระยะยาวส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ในรัสเซีย เช่น มอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สงครามทำให้ราคาสินค้าพื้นฐานเพิ่มขึ้น และรัสเซียต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกส่งผลให้มีปัญหาภายในเรื่องห่วงโซ่อุปทานของสินค้าและบริการ ประชาชนได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนสินค้าและบริการบางประการ 

2) ผลกระทบต่อประชากรในด้านการย้ายถิ่นฐาน หลังจากการประกาศสงครามและมาตรการคว่ำบาตรหลายครั้ง ทำให้จำนวนประชากรรัสเซียเริ่มลดลง เนื่องจากการย้ายถิ่นฐานของผู้เชี่ยวชาญทางการงานและเยาวชนที่มองหาความมั่นคงทางการเงินและอาชีพในประเทศที่มีสภาพเศรษฐกิจที่ดีกว่า 

3) ผลกระทบทางสังคม สงครามในยูเครนทำให้มีการสูญเสียชีวิตของพลเรือนและทหารจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้มีการสูญเสียครอบครัวและมีผลกระทบทางอารมณ์ต่อผู้ที่รอดชีวิต หลายครอบครัวต้องแยกจากกันเนื่องจากสงคราม ทำให้เกิดการสูญเสียในหลายมิติ ทั้งด้านอารมณ์และการทำงาน การขาดแคลนทรัพยากรสำหรับครอบครัวที่ยังคงอยู่ในเขตสงคราม เด็กจำนวนมากต้องเผชิญกับความทรงจำที่รุนแรงจากสงคราม รวมถึงการสูญเสียทั้งครอบครัวและทรัพย์สิน ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาทางจิตใจในระยะยาว 

4) การลดลงของอัตราการเกิดในยูเครนและรัสเซีย การที่ประชากรจำนวนมากในทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ การสูญเสียชีวิต และการย้ายถิ่นฐานส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะมีบุตรในอนาคต อัตราการเกิดลดลงในทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของรัสเซีย ในแง่สังคมและเศรษฐกิจการมีบุตรในประเทศที่ประสบปัญหาทางการเงินและสงครามกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้น การมีบุตรไม่ได้ถูกมองว่าเป็นทางเลือกหลักสำหรับเยาวชนในประเทศเหล่านี้ 

5) ผลกระทบทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ สงครามนี้ได้ผลักดันให้ประชาชนในทั้งสองประเทศมีอัตลักษณ์และความภักดีทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดยมีบางกลุ่มที่สนับสนุนการบูรณภาพของอาณาเขตในขณะที่บางกลุ่มเรียกร้องให้เกิดความเป็นอิสระ ก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองในรัสเซียและยูเครนและการแทรกแซงจากต่างประเทศและการปฏิรูปโครงสร้าง โดยประเทศตะวันตกได้มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนยูเครนทั้งทางการเงินและทางการทหาร ซึ่งมีผลกระทบต่ออำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซีย 

6) ความขัดแย้งในเชิงอารยธรรม สงครามทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างอารยธรรมตะวันตกและอารยธรรมรัสเซีย-ยูเครน การสนับสนุนจากโลกตะวันตกให้แก่ยูเครนทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่าง "อารยธรรมตะวันตก" และ "อารยธรรมรัสเซีย" ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตีความอัตลักษณ์ของทั้งสองชาติ 

แนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลรัสเซีย 
รัฐบาลรัสเซียพยายามรับมือกับวิกฤตประชากร โดยเฉพาะอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ได้นำไปสู่การกำหนดนโยบายส่งเสริมครอบครัวในหลากหลายมิติ โดยหนึ่งในนโยบายหลักที่มีบทบาทชัดเจนที่สุดคือ นโยบาย "Mother Capital" «Материнский капитал» "Mother Capital"ถูกนำมาใช้ในปี ค.ศ. 2007 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อัตราการเกิดของรัสเซียตกต่ำหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ครอบครัวมีลูกคนที่สองและสาม  หลักการคือ ครอบครัวที่มีลูกคนที่สองขึ้นไปจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐซึ่งสามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น ซื้อที่อยู่อาศัย ชำระค่าเล่าเรียนของบุตร นำไปสะสมในกองทุนบำนาญของมารดา ในปี ค.ศ. 2020 ได้มีการขยายสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เริ่มให้สิทธิตั้งแต่ลูกคนแรก เพิ่มจำนวนเงินสนับสนุน และเพิ่มทางเลือกในการใช้เงินทุน เช่น การสร้างบ้านในเขตชนบท อย่างไรก็ตามนโยบายนี้มีข้อจำกัด แม้ช่วงแรกมีผลกระตุ้นอัตราการเกิดในระดับหนึ่ง (ช่วงปี 2007–2015) แต่ไม่สามารถรักษาผลลัพธ์ระยะยาวได้ การมีบุตรยังคงถูกมองว่าเป็นภาระทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ค่าครองชีพสูง นักวิชาการบางรายชี้ว่า นโยบายนี้มีลักษณะ "เงินจูงใจชั่วคราว" ที่ไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างทางสังคมที่ลึกซึ้งได้ เช่น ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน หรือปัญหาที่อยู่อาศัยในระยะยาว นอกจากนี้รัฐบาลยังมีมาตรการจูงใจเพิ่มเติมด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และภาษี เช่นโครงการจำนองพิเศษสำหรับครอบครัวที่มีลูก «семейная ипотека» อัตราดอกเบี้ยต่ำสุดเพียง 5% การสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถกู้เงินเพื่อซื้อหรือสร้างบ้านโดยมีรัฐช่วยประกัน บางส่วนของ Mother Capital สามารถนำไปใช้เพื่อชำระค่าเล่าเรียนในระดับก่อนและหลังมหาวิทยาลัย สนับสนุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยมีทุนการศึกษาสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลายคนลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาสำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคน บางภูมิภาคมีการมอบ สถานะ “ครอบครัวใหญ่” «многодетная семья» ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษในเรื่อง ค่าขนส่ง อาหารกลางวันในโรงเรียน รวมถึงการเข้าสถานพยาบาลหรือศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน  

สรุป วิกฤตประชากรของรัสเซียเป็น “สัญญาณอันตราย” ต่อเสถียรภาพของรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว การลดลงของประชากรกำลังท้าทายอุดมการณ์ “รัสเซียที่เข้มแข็ง” ที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองทศวรรษ  

ซึ่งวิกฤตประชากรในรัสเซียไม่สามารถอธิบายได้เพียงจากปัจจัยเชิงประชากรศาสตร์เท่านั้น หากแต่เป็นผลพวงจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ โครงสร้างสังคม และค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง ความไม่มั่นคงในชีวิตประจำวัน ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และการขาดระบบสนับสนุนจากรัฐล้วนหล่อหลอมให้คนรุ่นใหม่ลังเลที่จะสร้างครอบครัว หลายฝ่ายมองว่าการแก้ไขวิกฤตประชากรของรัสเซียไม่สามารถพึ่งนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบสวัสดิการและโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย

‘จอร์เจีย’ เผชิญแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ สะท้อนการต่อสู้ระหว่างสองขั้วอุดมการณ์ยุโรปกับรัสเซีย

(7 ต.ค. 68) เหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงทบิลิซีช่วงกลางปี ค.ศ. 2025 ซึ่งนำไปสู่การบุกวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองและอัตลักษณ์ที่ลึกซึ้งในสังคมจอร์เจีย การลุกฮือครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการต่อต้านรัฐบาลของพรรค Georgian Dream เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ระหว่างสองเส้นทางของประเทศ ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระหว่าง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “การเมืองอำนาจนิยมเชิงอุปถัมภ์” 

จุดเริ่มต้นของการประท้วงเกิดจากการที่รัฐบาลผลักดัน “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” (Foreign Agents Law) ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับกฎหมายในรัสเซียที่ใช้ควบคุมองค์กรภาคประชาสังคมและสื่ออิสระ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กลุ่มหรือองค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเกิน 20% ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ตัวแทนของต่างชาติ” ซึ่งในทางปฏิบัติถูกมองว่าเป็นการตีตราผู้เห็นต่างและปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง นักวิชาการจอร์เจียจำนวนมากชี้ว่าการผ่านกฎหมายลักษณะนี้เป็นการ “เบี่ยงทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ” ออกจากเส้นทางการบูรณาการกับสหภาพยุโรป เพราะเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้สหภาพยุโรปเพิ่งอนุมัติสถานะ “ประเทศผู้สมัครสมาชิก (candidate status)” ให้กับจอร์เจีย เหตุการณ์นี้จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในเมืองทบิลิซีออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลถอนกฎหมายดังกล่าว พร้อมตะโกนสโลแกน “จอร์เจียคือยุโรป” (Georgia is Europe) กลางจัตุรัสเสรีภาพ การชุมนุมครั้งนี้มีลักษณะเป็น “การลุกฮือของคนรุ่นใหม่” อย่างชัดเจน กลุ่มนักศึกษา นักข่าว และภาคประชาสังคมเป็นแกนหลักในการจัดการโดยใช้สัญลักษณ์ธงสหภาพยุโรปเคียงคู่กับธงชาติจอร์เจีย พร้อมข้อความ “Georgia is not Russia” ซึ่งกลายเป็นวลีสำคัญของการเคลื่อนไหว รัฐบาลตอบโต้ด้วยการระดมกำลังตำรวจและหน่วยพิเศษเข้าควบคุมพื้นที่โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการป้องกันการ “บ่อนทำลายรัฐ” เมื่อขบวนผู้ประท้วงพยายามฝ่ากำแพงกั้นเพื่อเข้าไปยังบริเวณวังประธานาธิบดี การเผชิญหน้าก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนขว้างหินและจุดไฟเผารถยนต์ของเจ้าหน้าที่ เหตุการณ์ลุกลามจนมีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคนและมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคมจอร์เจียอย่างลึกซึ้งและทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำลงในสายตานานาชาติ สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบ ในขณะที่รัสเซียออกแถลงการณ์ในทิศตรงกันข้ามโดยระบุว่าความไม่สงบในจอร์เจียเป็นผลจาก “การยุยงของตะวันตก” ซึ่งสะท้อนการต่อสู้ทางวาทกรรมระหว่างสองขั้วอำนาจในภูมิรัฐศาสตร์ยูเรเซีย

ในทางการเมืองภายใน เหตุการณ์ 4 ตุลาคมได้เปลี่ยนการประท้วงจาก “การต่อต้านกฎหมาย” ให้กลายเป็น “การต่อต้านรัฐบาล” อย่างเต็มรูปแบบ แกนนำฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอิราคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) และคณะรัฐมนตรีลาออกทันที พร้อมจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อเตรียมเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลับกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็น “ปฏิบัติการที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติ” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนววาทกรรมของรัสเซียในช่วงวิกฤตยูโรไมดานอย่างชัดเจน ในทางกลับกันรัฐบาลพรรค Georgian Dream แสดงท่าทีแข็งกร้าวโดยอ้างว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ปกป้องอธิปไตยของจอร์เจียจากการแทรกแซงภายนอก” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สะท้อนแนวคิดแบบรัสเซีย การปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง รวมถึงการบุกจับแกนนำภาคประชาสังคมทำให้สถานการณ์ลุกลามและกลายเป็นวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาล

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ยูโรไมดาน (Euromaidan) ในยูเครนปี ค.ศ. 2013 – 2014 ซึ่งเริ่มจากการต่อต้านการตัดสินใจของรัฐบาลนายวิคเตอร์ ยานูโควิชที่ปฏิเสธข้อตกลงกับสหภาพยุโรปและหันไปใกล้ชิดรัสเซีย ความคล้ายคลึงระหว่างทั้งสองกรณีอยู่ที่การปะทะกันของ “สองแนวคิดทางการเมือง” ได้แก่แนวคิดยุโรปเสรีนิยมกับแนวคิดรัสเซียอนุรักษนิยมซึ่งต่างแย่งชิงอิทธิพลในรัฐหลังโซเวียต อย่างไรก็ตามบริบทของจอร์เจียมีความซับซ้อนกว่านั้นเพราะแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะสนับสนุนเส้นทางสู่ยุโรปแต่รัฐบาลกลับถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและข้าราชการที่มีสายสัมพันธ์ลึกกับรัสเซีย จึงทำให้ “ทางแยก” ของจอร์เจียมิได้เป็นเพียงเรื่องนโยบายระหว่างประเทศเท่านั้นแต่ยังเป็นการชี้ชะตาทิศทางของรัฐในเชิงอัตลักษณ์ว่าจอร์เจียจะยังคงยืนหยัดในฐานะส่วนหนึ่งของยุโรปประชาธิปไตยหรือจะถอยกลับเข้าสู่วงโคจรแห่งอิทธิพลของรัสเซียอีกครั้ง

เมื่อพิจารณาภูมิหลังและโครงสร้างการเมืองภายในจอร์เจียพบว่าจอร์เจียเป็นรัฐยุคหลังโซเวียตที่มีลักษณะทางการเมืองผันผวนที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรปตะวันออกและคอเคซัส หลังจากได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1991 จอร์เจียต้องเผชิญทั้งสงครามกลางเมือง ความขัดแย้งดินแดนในแคว้นอับคาเซียและแคว้นเซาท์ออสซีเชีย รวมถึงการแทรกแซงจากรัสเซียซึ่งมองจอร์เจียเป็นส่วนหนึ่งของ “พื้นที่อิทธิพลตามธรรมชาติ” (sphere of influence) ในภูมิภาคคอเคซัส ระบอบการปกครองของจอร์เจียถูกกำหนดให้เป็นสาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี (semi-presidential republic) ซึ่งอำนาจบริหารถูกแบ่งระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามลักษณะของอำนาจดังกล่าวได้กลายเป็นแหล่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน โดยฝ่ายหนึ่งมุ่งใกล้ชิดยุโรปและนาโตในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยึดโยงกับรัสเซียในฐานะมหาอำนาจดั้งเดิมในภูมิภาค 

การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีในปี ค.ศ. 2004 ภายหลัง “การปฏิวัติกุหลาบ” (Rose Revolution) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองจอร์เจียยุคใหม่ การปฏิวัติดังกล่าวเป็นผลจากการลุกฮือของประชาชนที่ไม่ยอมรับการทุจริตและระบบอุปถัมภ์ของรัฐบาลนายเอดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ (Eduard Shevardnadze) ที่ตกค้างจากยุค
โซเวียต นายมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งได้รับการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและมีแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยได้เข้ามาเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจะ “ตัดขาด” จอร์เจียออกจากอิทธิพลของรัสเซียและฟื้นฟูรัฐให้ทันสมัยตามแบบยุโรป ในเชิงโครงสร้างการบริหารประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีได้ดำเนินการปฏิรูประบบราชการและต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น มีการปลดเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต ปรับโครงสร้างตำรวจให้มีความโปร่งใสและสร้างภาพลักษณ์ของรัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้จอร์เจียกลายเป็น “ตัวอย่างของการปฏิรูปในโลกหลังโซเวียต” (Post-Soviet Reform Model) ในสายตาตะวันตก ด้านนโยบายต่างประเทศรัฐบาลของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีประกาศชัดเจนว่าจอร์เจียจะมุ่งสู่สหภาพยุโรป (EU) และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) พร้อมกับพยายามลดการพึ่งพารัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจและพลังงาน การเลือกข้างนี้ทำให้ความสัมพันธ์กับมอสโกตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงจุดแตกหักในปี ค.ศ. 2008 เมื่อรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในสงครามจอร์เจีย–ออสซีเชียใต้ (Russo-Georgian War) ซึ่งส่งผลให้จอร์เจียสูญเสียดินแดนบางส่วน และทำให้ประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีถูกโจมตีจากฝ่ายค้านว่า “ยั่วยุรัสเซีย” จนนำประเทศเข้าสู่สงคราม แม้การบริหารของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจะถูกยกย่องจากโลกตะวันตกในฐานะ “ผู้นำประชาธิปไตยเชิงปฏิรูป” แต่ภายในประเทศกลับเกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการรวมศูนย์อำนาจและการจำกัดเสรีภาพสื่อ โดยเฉพาะในช่วงปลายรัฐบาล ซึ่งฝ่ายต่อต้านมองว่าเขาใช้กลไกรัฐในการกดดันคู่แข่งทางการเมือง การประท้วงในปี ค.ศ. 2007 – 2011 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสะท้อนถึงการเสื่อมศรัทธาของประชาชนบางส่วน หลังจากพรรคของเขา United National Movement (UNM) พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2012 ให้กับพรรค Georgian Dream ของนายบิดซินา อิวานิชวิลี (Bidzina Ivanishvili) อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเศรษฐีที่มีสายสัมพันธ์กับรัสเซีย อำนาจของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีจึงสิ้นสุดลงและเขาถูกดำเนินคดีหลายข้อหาหลังออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตามมรดกทางการเมืองของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลียังคงส่งอิทธิพลต่อสังคมจอร์เจียจนถึงปัจจุบันเขาได้สร้างรากฐานของรัฐที่มุ่งหน้า “สู่ยุโรป” อย่างเปิดเผย และได้ปลุกเร้าความรู้สึกประชาชาติในฐานะ “รัฐอิสระที่ต่อต้านการครอบงำของรัสเซีย” ซึ่งกลายเป็นแก่นสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองจอร์เจียยุคใหม่

เมื่อพรรคการเมือง Georgian Dream ขึ้นครองอำนาจตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เป็นต้นมา พรรคก็ถูกวิจารณ์ว่าเริ่มเบี่ยงเบนจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมและมีท่าทีประนีประนอมกับรัสเซียมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลในยุคของประธานาธิบดีมีเคอิล ซากาชวิลีซึ่งผลักดันการปฏิรูปประเทศและการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอย่างเข้มข้น ความแตกต่างระหว่าง “ฝ่ายโปรยุโรป” และ “ฝ่ายใกล้รัสเซีย” จึงได้กลายเป็นเส้นแบ่งทางอุดมการณ์ที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้โครงสร้างการเมืองของจอร์เจียยังมีลักษณะรวมศูนย์สูง มีการใช้กลไกรัฐและสื่อมวลชนเพื่อควบคุมการรับรู้ของประชาชนในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของประชาธิปไตยแบบเปลี่ยนผ่าน (transitional democracy) ภายในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เมื่อรัฐบาลออกกฎหมายที่ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพ โดยเฉพาะ “กฎหมายตัวแทนต่างชาติ” ที่มีลักษณะคล้ายกับกฎหมายของรัสเซียได้จุดชนวนความไม่พอใจของประชาชนจนเกิดการชุมนุมขนาดใหญ่และการบุกวังประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 2025 

บทสรุป จอร์เจียกำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในที่หยั่งรากลึก ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่าง “ยุโรป” กับ “รัสเซีย” ซ้อนทับกับการต่อสู้เพื่ออำนาจภายในรัฐอย่างเข้มข้น จนกลายเป็นฉากหลังสำคัญของการปะทุทางการเมืองครั้งล่าสุด เหตุการณ์ปะทะหน้าวังประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2025 จึงมิใช่เพียงความรุนแรงทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นจุดตัดทางอัตลักษณ์ของรัฐจอร์เจียที่กำลังถูกฉีกออกเป็นสองเส้นทางระหว่างการยืนหยัดในระเบียบเสรีนิยมแบบยุโรปกับการถอยกลับสู่โครงสร้างอำนาจนิยมที่รัสเซียยังคงเป็นแม่แบบและสะท้อนคำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบว่า “จอร์เจียจะเดินไปทางไหน” ในศตวรรษที่ 21

เวียดนามลุยพลังงานใหม่ “เวียดนาม” จับมือ “รัสเซีย” เน้นพลังงานนิวเคลียร์ LNG ตอบรับวิกฤตพลังงานโลก ไทยต้องเร่งปรับตัวยุทธศาสตร์

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม 'ฝั่ม มิงห์ จิ๋ง' เดินทางเยือนกรุงมอสโกระหว่างวันที่ 22–26 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

รัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์แต่ยังเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายสำคัญต่อวิกฤตพลังงาน" การลงนามข้อตกลงหลายด้าน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ninh Thuan 1 ที่ใช้เทคโนโลยีรัสเซีย มีกำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์ และการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและยกระดับโครงสร้างพลังงานประเทศ

ความร่วมมือด้านพลังงานนี้ยังครอบคลุมการสำรวจผลิตและการลงทุนร่วมในภาคน้ำมันและก๊าซ ซึ่งช่วยให้เวียดนามได้รับประโยชน์ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยให้รัสเซียสามารถขยายอิทธิพลทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่พลิกตลาดจากยุโรปสู่เอเชีย ขณะที่เวียดนามมีนโยบายถ่วงดุลมหาอำนาจ โดยสร้างพันธมิตรพลังงานหลากหลายเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ในขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความท้าทายในการวางยุทธศาสตร์พลังงาน เนื่องจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดความชัดเจน ทำให้ยังเป็นฝ่าย "ตั้งรับ" มากกว่าที่จะเป็น "ผู้เล่นเชิงรุก"

ไทยจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานและพันธมิตร ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น ศูนย์กลาง LNG และระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับดำเนินนโยบายทูตพลังงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและวางตำแหน่งในเวทีโลกอย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องของ "วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์" ที่ช่วยให้รัฐสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรองในสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

รัสเซียลุยดาวเทียม เปิดเกมใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ปล่อยดาวเทียม Rassvet 16 ดวง แข่งกับ Starlink เพื่ออำนาจดิจิทัล สะท้อนยุทธศาสตร์อธิปไตยทางเทคโนโลยี

รัสเซียเปิดเกมอวกาศ ปล่อยดาวเทียม “Rassvet” ท้าชน Starlink ในศึกภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Bureau 1440 «Бюро 1440» ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรก จำนวน 16 ดวง ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Rassvet” «Рассвет» การปล่อยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้จรวดขนส่ง Soyuz-2.1b เมื่อเวลา 20:24 น. ตามเวลามอสโก ดาวเทียมทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่วงโคจรเริ่มต้น (parking orbit) ได้สำเร็จ และอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ในอดีตอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการสื่อสาร แต่ในปัจจุบันระบ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจและอิทธิพลได้โดยตรง เห็นได้จากกรณีของ Starlink ที่ถูกใช้งานในสงครามต่าง ๆ  เช่น สงครามรัสเซีย - ยูเครน สงครามอิหร่าน - อิสราเอล แสดงให้เห็นชัดว่าการควบคุมโครงข่ายสื่อสารสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบในสนามรบ การข่าว และการรับรู้ของสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้การที่รัสเซียพัฒนา “Starlink เวอร์ชันของตนเอง” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศ การปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการ “เปิดเกมใหม่” ในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX และตอกย้ำว่า “อวกาศ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจ ไม่เพียงรัสเซียแต่รวมถึงสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย


ในโลกที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอำนาจรัฐ โครงการ Rassvet จึงเป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นในศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ โครงการ “Rassvet” (แปลว่า “รุ่งอรุณ”) เป็นเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ของ Russia ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบสื่อสารผ่านอวกาศของตนเอง โดยมี Bureau 1440 เป็นผู้ดำเนินการหลัก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โครงการฯ มีเป้าหมายหลักในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วประเทศและในระยะยาวขยายไปสู่ระดับโลกเพื่อให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก ในเชิงเศรษฐกิจโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (digital divide) ภายในประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกลที่การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังล้าหลัง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการสาธารณะ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในด้านความมั่นคงโครงการ Rassvet มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของรัสเซียโดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ เช่น Starlink และช่วยให้รัฐสามารถควบคุมระบบการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลกผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางดิจิทัล และเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ

โดยโครงการ “Rassvet” ของ Russia ที่พัฒนาโดย Bureau 1440 ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันกับระบบอย่าง Starlink

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดาวเทียมของโครงการนี้อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งช่วยลดความหน่วง (latency) ของสัญญาณเมื่อเทียบกับดาวเทียมวงโคจรสูงทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ใกล้เคียงกับระบบภาคพื้นดินมากขึ้นในด้านการสื่อสาร ดาวเทียมถูกติดตั้งระบบ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินเข้ากับโครงข่ายอวกาศช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (inter-satellite laser links) ซึ่งช่วยให้ดาวเทียมสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยตรงในอวกาศโดยไม่ต้องผ่านสถานีภาคพื้นดินทุกครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายมีความเร็วสูงขึ้น ลดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นคงของระบบโดยรวมในด้านพลังงานและการควบคุม ดาวเทียมของ Rassvet ใช้ระบบพลังงานรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง และติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบพลาสมา (plasma propulsion) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งวงโคจรได้อย่างแม่นยำ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเครือข่าย

นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาระบบแยกตัวดาวเทียมจากจรวด (satellite deployment system) ของตนเอง เพื่อรองรับการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากในแต่ละครั้งและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยดาวเทียมในรุ่นปัจจุบันยังได้นำบทเรียนจากภารกิจทดลองก่อนหน้า เช่น Rassvet-1 และ Rassvet-2 มาปรับปรุง ทำให้มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านการดำเนินงาน โครงการได้เริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจาก “ระยะทดลอง” ไปสู่ “ระยะปฏิบัติการจริง” โดยดาวเทียมจะผ่านการตรวจสอบระบบก่อนเคลื่อนย้ายไปยังวงโคจรปฏิบัติการเป้าหมาย สำหรับแผนในอนาคต รัสเซียตั้งเป้าจะขยายจำนวนดาวเทียมเป็นมากกว่า 250 ดวงภายในปี 2027 เพื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ และเพิ่มเป็นหลายร้อยดวงในระยะยาวเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและระดับโลกตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้โครงการมีงบประมาณรวมมากกว่า 514 พันล้านรูเบิลจนถึงปี 2036 โดยรัฐจะสนับสนุนบางส่วนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสรุปโครงการ Rassvet ไม่ได้เป็นเพียงระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเสริมสร้างอำนาจของรัฐในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

หากพิจารณาผู้เขียนพบว่าการพัฒนาโครงการ “Rassvet” ของรัสเซียเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ประการแรก บริบทสำคัญคือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สงครามรัสเซีย -ยูเครนซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองจึงกลายเป็น “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าทางเลือกประการที่สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Starlink ของ SpaceX ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอินเทอร์เน็ตโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินเป็นหลัก สู่ยุคที่ “อวกาศ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การที่บริษัทเอกชนสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ ยิ่งกระตุ้นให้รัฐอย่างรัสเซียต้องเร่งสร้างระบบของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาหรืออิทธิพลจากต่างชาติ

ประการที่สาม ภายในประเทศเอง รัสเซียมีความต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โครงการ Rassvet จึงตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ การที่รัฐต้องสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการสื่อสารของตนเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ โดยสรุป บริบทของโครงการ Rassvet จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภายนอกและความจำเป็นภายในประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการปรับตัวต่อโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำลังย้ายเข้าสู่ “อวกาศและโครงข่ายดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อพิจารณาโครงการ “Rassvet” ของ Russia เทียบกับ Starlink ของ SpaceX จะเห็นได้ว่าทั้งสองมี “เป้าหมายคล้ายกัน” แต่ “สถานะและศักยภาพยังต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” ในเชิงเป้าหมาย ทั้ง Rassvet และ Starlink ต่างมุ่งสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม Starlink มีจุดเริ่มต้นในฐานะ “บริการเชิงพาณิชย์ระดับโลก” ขณะที่ Rassvet มีมิติของ “ความมั่นคงและอธิปไตยดิจิทัล” ที่เด่นชัดกว่า โดยต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและสร้างระบบของตนเอง

ในด้านความก้าวหน้า Starlink ถือว่า “นำหน้าอย่างมาก” โดยมีดาวเทียมมากกว่าหลายพันดวงในวงโคจร และให้บริการจริงในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ขณะที่ Rassvet เพิ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในปี 2026 และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่าย

ในเชิงเทคโนโลยี ทั้งสองระบบใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำและการสื่อสารความเร็วสูง แต่ Starlink มีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ การทดสอบจริง และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ Rassvet พยายาม “ก้าวกระโดด” ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยเลเซอร์และระบบ 5G NTN มาใช้ตั้งแต่ระยะแรก

ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ Starlink ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมืออิทธิพลของ United States” โดยเฉพาะจากบทบาทในความขัดแย้ง เช่น Russia–Ukraine War ขณะที่ Rassvet เป็นความพยายามของรัสเซียในการสร้าง “ทางเลือกของตนเอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยสรุปแม้ว่าในปัจจุบัน Rassvet ยังตามหลัง Starlink อย่างมากในด้านขนาดและการใช้งานจริง แต่ในระยะยาวโครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของโลก คือการที่รัฐต่าง ๆ พยายามสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง” และลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในสมรภูมิอวกาศและเทคโนโลยีในอนาคต

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ไทยจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ไทยยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าผู้พัฒนา โดยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว ก็จำเป็นต้องเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

โดยสรุป การเปิดตัวโครงการ Rassvet ของรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในโลกที่ “ข้อมูลและโครงข่ายดิจิทัล” กลายเป็นแหล่งอำนาจใหม่ การแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอนาคต ในบริบทนี้โครงการ Rassvet แสดงให้เห็นว่า “อวกาศ” ได้กลายเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อรักษาอธิปไตยและเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์” ในการมองเทคโนโลยี ข้อมูล และอวกาศเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจในโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวและวางตำแหน่งของตนเองได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมได้ก่อนเสมอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เปิดประวัติ “ซูโรวิคิน” นายพลอาร์มาเกดดอน ผู้บัญชาการรัสเซียในสมรภูมิยูเครน แม่ทัพสายแข็งของปูติน หลังรัสเซียยกระดับโจมตียูเครน ผู้ถูกจับตาหลังเกมล้างแค้นสะพานไครเมีย

การโจมตีที่หนักหน่วงครั้งนี้ถือเป็น "การล้างแค้น" ที่ชัดเจนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่เตือนถึงการตอบโต้อย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุวินาศกรรมบนสะพานไครเมียหรือสะพานเคียร์ช (Kerch) ที่เป็นเส้นทางส่งเสบียงทางทหารและเชื่อมระหว่างรัสเซียกับไครเมีย และผลการของชำระแค้นครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 คน บาดเจ็บ 105 คน ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้ว เมืองใหญ่และเมืองเล็กมากกว่า 300 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้

พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน" ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการคนแรกในสมรภูมิทั้งประเทศของยูเครน ในวันเดียวกับที่สะพานเคียร์ชถูกวินาศกรรม เพื่อ"หยุด" การโจมตีโต้กลับจากยูเครน ที่สร้างความระส่ำระสายให้กองทัพรัสเซียก่อนหน้านี้

นายพลกองทัพบก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรัสเซียในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหาร специальной военной операции (СВО) ในยูเครน นายพลมีประสบการณ์มากมาย

- ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 เขาเป็นหัวหน้ากองกำลังอวกาศของรัสเซีย Воздушно-космические силы (ВКС)

- ในปี 2019 เขาสั่งกองทหารรัสเซียในซีเรีย

-เมื่อไม่นานมานี้ในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหารทางใต้ แสดงความแข็งแกร่งและแหวกแนว

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 หรือที่รู้จักในชื่อรัฐประหารเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกรัฐบาลของสหภาพโซเวียตกลุ่มหนึ่ง ที่คัดค้านโครงการปฏิรูปของประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก่อนจะเกิดการปะทะกันและมีพลเรือนเสียชีวิต 3 คน และผู้นำที่กองปืนไรเฟิลเข้าปะทะก็คือ ซูโรวิคิน ที่ตอนนั้นมียศแค่ร้อยเอก

คนที่รู้จักเขาดีบอกว่า 'ซูโรวิคิน' เป็นผู้บัญชาการที่มีความสามารถมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย เขาได้ชื่อว่าเป็น "บุคคลในตำนาน" ที่เกิดมาเพื่อรับใช้แผ่นดินเกิดอย่างซื่อสัตย์ เช่นตอนที่ได้รับคำสั่งเมื่อปี  2534 ซูโรวิคินคือคนที่เข้าไปในรถถังโดยไม่ลังเล และทำหน้าที่เพื่อประเทศของเขา

Sergey Surovikin เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2509 ที่เมืองโนโวซีบีร์สค์ในครอบครัวพนักงาน ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจาก Omsk Higher Combined Arms Command School (ต่อมาในปี 1995 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากแผนกบัญชาการของ Frunze Military Academy และในปี 2002 ด้วยเกียรตินิยมอีกครั้งจาก Military Academy of เจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองทัพ RF) ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 Surovikin เปลี่ยนจากผู้บังคับหมวดปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์มาเป็นผู้บัญชาการกองร้อยและรองผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ ในปีพ.ศ. 2532 ระหว่างการฝึกซ้อม เขาได้นำรถรบทหารราบดับเพลิงพร้อมกระสุนจากที่ตั้งของบุคลากร ซึ่งเขาได้รับเหรียญรางวัล ตามรายงานบางฉบับ เขารับใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังจำกัดโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชีวประวัติอย่างเป็นทางการของ Surovikin บนเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมก็ตาม ในปีพ.ศ. 2534 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการและรักษาการผู้บัญชาการกองพันของกองพลปืนไรเฟิลทามันที่ 2 Guards Motor ในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรักษ ภาวะฉุกเฉินในเมืองหลวง ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมการสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งรัฐ ในคืนวันที่ 21 สิงหาคม กองพันทหารราบที่ใช้เครื่องยนต์บนยานรบทหารราบภายใต้คำสั่งของ Surovikin พยายามเจาะทะลุเครื่องกีดขวางที่สี่แยก Garden Ring และ Novy Arbat

อันเป็นผลมาจากการปะทะกันทำให้มีผู้เสียชีวิตสามคน - Dmitry Komar (ถูกหนอนผีเสื้อทับขณะเคลื่อนยานรบทหารราบ), Ilya Krichevsky และ Vladimir Usov (ถูกยิงตาย) ผู้โจมตีได้เผา BMP หนึ่งตัว อีกตัวเสียหาย และทหารหกนายได้รับบาดเจ็บ ถูกไฟไหม้ และบาดเจ็บ หลังจากนั้นกัปตัน Surovikin ใช้เวลาหลายเดือนในศูนย์กักกันก่อนการพิจารณาคดี Matrosskaya Tishina แต่ในเดือนธันวาคม 2534 สำนักงานอัยการมอสโกได้ปิดคดีอาญากับเขาและทหารคนอื่น ๆ "เนื่องจากไม่มีสัญญาณของการกระทำที่มีโทษทางอาญา"

บนรถถังกับองค์ประกอบ

ตั้งแต่ปี 1995 Sergei Surovikin รับใช้ในกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ Gatchina 201st Gatchina ซึ่งประจำการในทาจิกิสถาน (ปัจจุบันเป็นฐานทัพทหารที่ 201 สำนักงานใหญ่ในดูชานเบ) ซึ่งครอบคลุมพรมแดนระหว่างทาจิกิสถานและอัฟกานิสถานซึ่งสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในเวลาเดียวกัน กองพลที่ 201 ร่วมกับ Surovikin ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านแก๊งติดอาวุธ แต่ยังช่วยพลเรือนของทาจิกิสถานด้วย

ในปี พ.ศ. 2541 ปริมาณหยาดน้ำฟ้าลดลงเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาค Vose ของสาธารณรัฐในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการตกตะกอนของโคลน ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พวกเขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

Surovikin เสร็จสิ้นการบริการของเขาในทาจิกิสถานในฐานะเสนาธิการและหลังจากสำเร็จการศึกษาจาก Academy of the General Staff ยังคงให้บริการในเขตทหาร Volga-Urals ซึ่งตั้งแต่ปี 2002 เขาได้สั่ง Simferopol ลำดับที่ 34 ของ Suvorov Red Banner Motorized Rifle Division ชื่อ หลัง Sergo Ordzhonikidze (เยคาเตรินเบิร์ก)

ในเวลานั้น ผู้ที่ได้รับแจ้งในสำนักงานใหญ่ของเขตได้กล่าวถึงพล.ต.สุโรวิกิน วัย 36 ปีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่จริงจังและมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งในเวลาอันสั้น ได้นำกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ของเขาจากการล้าหลังไปสู่สภาพความพร้อมรบที่คงอยู่ อย่างไรก็ตาม Surovikin กลายเป็นหนึ่งในนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพรัสเซีย

ในเดือนมิถุนายน 2547 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลยานยนต์ Evpatoria Red Banner Guards ที่ 42 ซึ่งประจำการในเชชเนีย การก่อตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดกลุ่มของกระทรวงกลาโหมในเขตปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย (CTO) ในนอร์ทคอเคซัสและมีส่วนร่วมในการปะทะกับนักสู้ชาวเชเชนหลายครั้ง ซูโรวิกินได้รับชื่อเสียงในฐานะผู้นำทางทหารที่ดุดันและมีความต้องการสูง

สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน – นี่คือบัญชีพิเศษของเรา

อย่างที่สื่อเขียน ในขณะนั้นสถานการณ์ในคอเคซัสเหนือบางครั้งเปลี่ยนแปลงไปทุกนาที และมีเวลาศึกษาและตัดสินใจอย่างร้ายแรงน้อยมาก ดังนั้น Surovikin จึงมีประโยชน์มากสำหรับประสบการณ์การต่อสู้ที่หลากหลายในทาจิกิสถาน อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่นายพลเอกต้องแก้ตัวสำหรับการกระทำของกองทัพ หนึ่งในกรณีที่รู้จักกันดีคือการชำระล้างหมู่บ้าน Borozdinovskaya เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนซึ่งดำเนินการโดยนักสู้ของกองพัน Vostok

ตามคำกล่าวของชาวบ้านในหมู่บ้าน ทหารติดอาวุธมากถึง 400 คนมาถึงโบรอซดินอฟสกายา เผาบ้านสี่หลังและนำชาย 11 คนไปด้วย ชาวบ้านอ้างว่าพบศพ 2 คนในบ้านที่ถูกไฟไหม้ หลังจากการชำระล้าง ประมาณหนึ่งพันคน - ชาติพันธุ์อาวาร์ - หนีไปดาเกสถาน ตั้งค่ายใกล้ Kizlyar

จากสำนักงานใหญ่สู่ผู้บริหาร

ในเดือนพฤศจิกายน 2551 Sergei Surovikin กลายเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลัก (GOU) ของเจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองกำลัง RF ซึ่งรับผิดชอบในการวางแผนการป้องกันสหพันธรัฐรัสเซียและการบังคับบัญชาและการควบคุม เขารับตำแหน่งนี้ในบริบทของการปฏิรูปกองทัพรัสเซียในวงกว้าง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจาก "ปฏิบัติการบังคับจอร์เจียสู่สันติภาพ" Surovikin ทำงานภายใต้การนำของ Anatoly Serdyukov (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555) และ Nikolai Makarov (หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทั่วไปในปี 2551-2555)

ตั้งแต่มกราคม 2010 Surovikin เป็นเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของเขตทหาร Volga-Urals (PurVO สำนักงานใหญ่ - Yekaterinburg) ในเดือนกันยายน 2010 PurVO ร่วมกับส่วนตะวันตกของเขตทหารไซบีเรีย กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตการทหารกลางที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (TsVO) ในเดือนธันวาคม 2010 Sergei Surovikin เข้ารับตำแหน่งเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของ Central Military District

“ขุนศึกคนใหม่”

ในเดือนตุลาคม 2556 Sergei Surovikin กลายเป็นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันทางอากาศ ในโพสต์นี้ เขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในหมู่เกาะคูริลและในอาร์กติก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017 Surovikin ได้เป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังรัสเซียในดินแดนของสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย ในช่วงเวลานี้ กองทัพซีเรียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรัสเซีย สามารถปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ได้หลายอย่าง เข้าควบคุมอาณาเขตส่วนใหญ่ของประเทศ การสื่อสารหลักในการคมนาคมขนส่ง แหล่งน้ำมัน และวัตถุอื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังการบินและอวกาศของประเทศ (VKS) Воздушно-космическими силами (ВКС) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชายผู้ไม่มีประสบการณ์ในการบินหรือทำงานด้านการบินมายืนอยู่ที่หัวหน้ากองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่า Surovikin ไม่ใช่ทหารธรรมดาที่มีความสามารถหลากหลายได้รับการกล่าวโดยคนที่รู้จักเขามากกว่าหนึ่งครั้ง หนึ่งในนั้นคืออดีตผู้บัญชาการกลุ่มทหารใน North Caucasus พันเอก - นายพล Vyacheslav Dadonov Вячеслав Дадонов

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2017 Surovikin ได้รับตำแหน่งฮีโร่แห่งรัสเซีย "สำหรับความกล้าหาญและความกล้าหาญที่แสดงในการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารในสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยคำสั่งของประธานาธิบดี เขาได้รับยศนายพลแห่งกองทัพบก Surovikin ยังได้รับรางวัล Order of Courage, Orders of the Red Star และ "For Military Merit", เหรียญรางวัล Order of Merit for the Fatherland, I และ II องศา, เหรียญ "For Courage", "For Military Merit" และอื่น ๆ

«За военные заслуги», медалями ордена «За заслуги перед Отечеством» I и II степеней, медалями «За отвагу», «За боевые заслуги» и другими.

ตั้งแต่ปี 2022 Surovikin รับผิดชอบกองกำลังภาคใต้ในเขต NVO ในยูเครนซึ่งครอบครองจุด Gorskoye และ Zolote (20 กิโลเมตรทางใต้ของ Lisichansk) และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu ได้แต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการแบบรวมกลุ่มคนแรกของกลุ่มกองกำลังรัสเซียทั้งหมดในเขต NVO ผู้เชี่ยวชาญประเมินการนัดหมายนี้ในเชิงบวก

ตามที่นักวิจัย IMEMO RAS และผู้เชี่ยวชาญของ Russian International Affairs Council (RIAC) Ilya Kramnik ИМЭМО РАН и эксперта Российского совета по международным делам (РСМД) Ильи Крамника ารมีอยู่ของการบัญชาการแบบรวมเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมกองกำลังได้ดีขึ้นและเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ Surovikin ได้รับการประเมินว่าเป็นผู้บัญชาการที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีโดยมีความเข้าใจในสงครามสมัยใหม่และการมีอยู่ของคุณสมบัติทางศีลธรรมและความตั้งใจที่เหมาะสม

หัวหน้าสาธารณรัฐเชเชน Ramzan Kadyrov ยังชื่นชมการแต่งตั้ง Sergei Surovikin ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนใหม่ของกลุ่มกองกำลังสหรัฐในภูมิภาค NVO Kadyrov กล่าวว่าเขาคุ้นเคยกับ Surovikin เป็นการส่วนตัวและยังเรียกเขาว่าผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์และเป็นนักรบที่แท้จริง

โดยส่วนตัวฉันรู้จักและรู้จัก Sergei Vladimirovich เป็นอย่างดีมาเกือบ 15 ปีแล้ว ฉันสามารถพูดเกี่ยวกับเขาได้อย่างแน่นอนว่าเขาเป็นแม่ทัพที่แท้จริงและเป็นนักรบ ผู้บังคับบัญชาที่มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่น และมองการณ์ไกล ซึ่งแนวคิดเช่นความรักชาติ เกียรติยศ และศักดิ์ศรียืนหยัดเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ ฉันยินดีต้อนรับและยินดีกับการนัดหมายนี้

Рамзан Кадыров

Kadyrov ยังแสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์ในเขต NMD จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยสังเกตว่าตอนนี้กลุ่มกองกำลังที่รวมกันอยู่ในมือที่ดีแล้ว ในทางกลับกัน Yevgeny Prigozhin ผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท Concord และผู้ก่อตั้งบริษัททหารเอกชน (PMC) Wagner กล่าวว่า Sergei Surovikin เป็น "ผู้บัญชาการที่มีอำนาจมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย" частной военной компании (ЧВК) «Вагнер» Евгений Пригожин

 นายพลอาร์มาเก็ดดอน

Sergey Surovikin คือใคร?

“สำหรับคนตายทุกคน เราจะทำลายสามคน”

หลังจากการพิจารณาคดีพ้นผิด Surovikin ได้รับยศพันตรีและถูกส่งไปยัง Frunze Military Academy ซึ่งเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมเช่นเดียวกับโรงเรียน จากนั้นเขาก็ทำหน้าที่ในแผนกที่ 201 ที่มีชื่อเสียงและมีส่วนร่วมในสงครามในทาจิกิสถาน - อีกเสียงสะท้อนของการล่มสลายของอดีตจักรวรรดิโซเวียต

อาชีพทหารกำลังเพิ่มขึ้น ในปี 2545 Sergei Surovikin สำเร็จการศึกษาอีกครั้งด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทั่วไป ตั้งแต่ปี 2547 เขาเป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ที่ 42 ต่อสู้ในเชชเนีย ที่นี่กวีทหาร Vladimir Slepak อุทิศเพลง "Comdivid" ให้กับ Surovikin

ในปี 2548 อันเป็นผลมาจากการจู่โจม ทหารเก้านายของกลุ่มลาดตระเวนของกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 ซึ่งนำโดยนายพล ถูกสังหาร Surovikin พูดกับกล้องของช่อง Ren-TV โดยตรง: “นี่เป็นการโจมตีที่กล้าหาญ สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน นี่เป็นบัญชีพิเศษของเรา” และเขาก็รักษาคำพูดของเขา เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการตอบโต้ ผู้ก่อการร้าย 24 คนถูกทำลาย อีก 8 คนถูกควบคุมตัวและย้ายไป FSB

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2017 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรียและดำเนินการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุม Sukhna และ Deir ez-Zor การสู้รบเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2011 เมืองต่างๆ ได้เปลี่ยนมือแล้ว แต่พวกเขาสามารถรับมือได้หลังจากที่นายพลใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 ซึ่งสนับสนุนการโจมตีสำเร็จเท่านั้น Surovikin ได้รับฉายาว่า "นายพล Armageddon" และ VKS กลายเป็นเฮดช็อตสำหรับศัตรูซึ่งช่วยให้คุณพัฒนาแนวรุกได้สำเร็จ และถ้าคุณจำการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเมืองยูเครนเมื่อวานและวันนี้ได้ ซึ่งรวมถึงการใช้การบินเชิงกลยุทธ์แบบเดียวกัน คุณจะพบความคล้ายคลึงกันบางอย่าง

ในวันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซีย คือ День России  หรือ “วันรัสเซีย” ในปี ค.ศ. 2022 ตรงกับวันอาทิตย์ ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ออกมาเฉลิมฉลองกันในวันนี้ ก่อนหน้านี้ชาวรัสเซียเรียกวันหยุดนี้ว่า "วันประกาศอิสรภาพ "พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน"  « Суровикин, Сергей Владимирович (General Armageddon) เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1966 ที่เมือง Новосибирск ประเทศรัสเซีย ผู้นำกองทัพรัสเซีย ผู้บัญชาการกองกำลังการบินและอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2017 วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (2017) นายพลกองทัพบก 2021

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นที่ทราบกันดีว่านายพล Surovikin เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรัสเซียทางใต้ระหว่างการรุกรานยูเครนของรัสเซีย[2] ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังสหพันธรัฐรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกรัสเซียของยูเครน)

ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจากโรงเรียน Omsk Higher All-Arms Command School ซึ่งตั้งชื่อตาม M.V. Frunze Омское высшее общевойсковое командное училище имени М. В. Фрунзе.» หลังจบจากสถานศึกษา เขารับราชการในทาจิกิสถานในฐานะผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ จากนั้นเป็นเสนาธิการของกรมทหารไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 92 เสนาธิการและผู้บัญชาการกองทหารปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 149 องครักษ์ เสนาธิการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 201 Gatchina

ในปี 2002 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทหารของสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2547 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 34 (เยคาเตรินเบิร์ก) จากปี 2547 ถึง 2548 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 (เชชเนีย); ในปี 2548-2551 - เสนาธิการ - รองผู้บัญชาการคนแรกของกองทัพรวมอาวุธยามที่ 20 (Voronezh); ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2551 - ผู้บัญชาการกองทัพรวมทหารองครักษ์ที่ 20

ตั้งแต่พฤศจิกายน 2551 ถึงมกราคม 2553 - หัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลักของเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมถึง 10 ธันวาคม 2010 - เสนาธิการของเขตทหาร Volga-Urals (Yekaterinburg); ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ถึงเมษายน 2555 - เสนาธิการ - รองแม่ทัพภาคกลาง ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 เขาได้รับยศทหารยศนายพล

ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2017 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย[17][18]. รายงานของ Human Rights Watch ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2020 ระบุว่า Surovikin เป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจมีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งการอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการโจมตีบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาดสาธารณะ ดำเนินการโดยกองทหารรัสเซียในระหว่างการรุกรานใน Idlib 2019-2020

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย พันเอก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังอวกาศ

เขาเป็นนายพลอาวุธรวมกลุ่มแรกที่นำกองกำลังประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศ กองกำลังป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ และกองกำลังอวกาศ สมาชิกของคณะกรรมการกระทรวงกลาโหมของสหพันธรัฐรัสเซีย[22] หลังจากการแต่งตั้งใหม่ จนถึงกลางเดือนธันวาคม 2560 เขายังคงอยู่ในซีเรียและปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการกลุ่ม เขาเป็นผู้นำกลุ่มมานานกว่าเก้าเดือน นานกว่าผู้บัญชาการคนอื่นๆ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2017 ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้มอบพันเอกนายพล Surovikin ให้กับดาราทองคำแห่งวีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2019 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย ดำรงตำแหน่งที่สองในตำแหน่งนี้ โดยรวมแล้ว Surovikin ได้สั่งการให้กองทหารรัสเซียในซีเรียมารวมกันเป็นเวลากว่าหนึ่งปี นานกว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสคนใดที่ดำรงตำแหน่งนี้

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เขาได้รับยศยศนายพลกองทัพบก[1

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565 กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า Surovikin ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียทางใต้ เป็นผู้นำการล้อมกลุ่ม AFU ในเมือง Gorskoye และ Zolote ภูมิภาค Lugansk ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ตามคำสั่งของกระทรวงกลาโหมรัสเซียเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังติดอาวุธของปฏิบัติการรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย)

ตามรายงานของสื่อหลายฉบับ เขามีชื่อเล่นว่า "นายพลอาร์มาเก็ดดอน" «Генерал Армагеддон»

"นายพลอาร์มาเก็ดดอน" กีดกันสหรัฐขาดความมั่นใจ รัสเซียยกเดิมพัน

ผู้บัญชาการคนใหม่ของ NVO นายพล Surovikin หรือที่เรียกว่านายพล Armageddon ได้ทำการปรับเปลี่ยนการดำเนินการแล้ว รัสเซียกำลังเพิ่มเดิมพัน แต่สหรัฐฯ ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจ

การโจมตีครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องของกองกำลังติดอาวุธรัสเซียที่โรงงานพลังงานของยูเครนทำให้เกิดความตื่นตระหนกที่ Bankovaya อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม ประธานาธิบดี Zelensky ของยูเครนไม่ได้อยู่ที่ Kyiv แล้ว ข้อมูลแพร่กระจายบนเว็บว่าเขาถูกอพยพไปยังบังเกอร์ในยูเครนตะวันตก ในช่วงเย็น ประธานาธิบดี Zelensky ได้บันทึกวิดีโอข้อความอย่างกล้าหาญกับพื้นหลังของคีย์โครมา

เรื่อง : ผศ.ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top