Saturday, 18 July 2026
เรื่องเล่าจากเครมลิน

จีนยังไม่ทุ่มสุดตัว!! Power of Siberia 2 กลับมาร้อนแรง หลังสงครามอิหร่านเขย่าความมั่นคงพลังงานโลก จีนมองท่อก๊าซรัสเซียเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์ ลดพึ่งพาเส้นทางทะเลเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลในปี ค.ศ.2026 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางเท่านั้นหากแต่ยังสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างพลังงานโลกและสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับมหภาคโดยเฉพาะต่อจีนและรัสเซียซึ่งต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของระบบพลังงานระหว่างประเทศ วิกฤตดังกล่าวทำให้ประเด็น “ความมั่นคงด้านพลังงาน” กลับมาเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์รัฐมหาอำนาจอีกครั้งโดยเฉพาะเมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานทางทะเลในตะวันออกกลาง เช่น
ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเผชิญหน้าและการปิดกั้นทางทหาร

ภายใต้บริบทดังกล่าวโครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” «Сила Сибири - 2» ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจี ได้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะ “ทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์” สำหรับจีนในการลดการพึ่งพาพลังงานจากเส้นทางเดินเรือ ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ต้องการใช้โครงการนี้เป็นกลไกชดเชยการสูญเสียตลาดพลังงานในยุโรปหลังสงครามยูเครนและเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว

อย่างไรก็ตามแม้สงครามอิหร่านจะสร้างแรงจูงใจให้จีนต้องทบทวนความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น แต่ปักกิ่งยังคงดำเนินยุทธศาสตร์แบบ “กระจายความเสี่ยง” และระมัดระวังต่อการพึ่งพารัสเซียมากเกินไป ดังนั้น อนาคตของ Power of Siberia 2 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวหากแต่เกี่ยวพันกับการประเมินทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันอิทธิพลในยูเรเชีย และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบพลังงานโลกในยุคหลังสงครามตะวันออกกลางอีกด้วยก่อนหน้านี้

โครงการท่อส่งก๊าซ “Power of Siberia 2” เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างรัสเซียกับจีนที่มีเป้าหมายเชื่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติในเขตไซบีเรียตะวันตกของรัสเซียเข้าสู่ตลาดจีนผ่านประเทศมองโกเลียถือเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของรัสเซียในการปรับทิศทางการส่งออกพลังงานจากยุโรปสู่เอเชียภายหลังความขัดแย้งรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยบริษัท Gazprom «Газпром» ร่วมกับ China National Petroleum Corporation (CNPC) และหน่วยงานด้านพลังงานของมองโกเลียโดยมีแผนส่งก๊าซจากแหล่งก๊าซยามาล (Yamal Peninsula) และแหล่งก๊าซในไซบีเรียตะวันตกซึ่งเดิมเคยใช้ป้อนตลาดยุโรปผ่านท่อส่งเข้าสู่มองโกเลีย ก่อนเข้าสู่เขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีน เส้นทางดังกล่าวมีระยะทางรวมประมาณ 2,600–2,700 กิโลเมตรและมีกำลังการส่งก๊าซสูงสุดประมาณ 50 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณก๊าซที่รัสเซียเคยส่งให้เยอรมนีผ่านท่อส่งก๊าซ Nord Stream ในอดีต โดยในปี ค.ศ.2025 รัสเซียได้ส่งก๊าซให้จีนผ่านท่อ Power of Siberia 1 แล้วเกือบ 40 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) และส่งออก LNG เพิ่มอีก 9.8 ล้านตัน หรือประมาณ 13.5 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) หากโครงการ Power of Siberia 2 แล้วเสร็จจะทำให้ส่วนแบ่งก๊าซรัสเซียในตลาดจีนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็นเกือบ 20% ของการบริโภคก๊าซทั้งหมดของจีน

ในเชิงยุทธศาสตร์รัสเซียมองว่า Power of Siberia 2 เป็น “โครงการทดแทนยุโรป” เนื่องจากหลังปี ค.ศ. 2022 รัสเซียสูญเสียตลาดพลังงานยุโรปอย่างหนักจากสงครามยูเครน ปริมาณการส่งออกก๊าซของรัสเซียไปยังสหภาพยุโรปลดลงอย่างรุนแรง จากประมาณ 157 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ก่อนสงคราม เหลือเพียง 18 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ภาษีจากก๊าซของรัสเซียลดลงประมาณ 7% และทำให้รัสเซียต้องลดการผลิตก๊าซลงราว 3% ดังนั้น จีนจึงกลายเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดในการทดแทนยุโรปของรัสเซียในการรักษารายได้จากพลังงานและลดผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแกนเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียจากยุโรปสู่เอเชียมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่งจีนเองก็ได้รับประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากโครงการนี้เช่นกัน โดยการบริโภคก๊าซของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 5% ในช่วงสองปีที่ผ่านมาและแตะระดับประมาณ 456 พันล้านลูกบาศก์เมตร (bcm) ในปี ค.ศ. 2025 ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าความต้องการอาจเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 610 พันล้านลูกบาศก์เมตร(bcm) ภายในปี ค.ศ. 2040 ทำให้จีนจำเป็นต้องแสวงหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีต้นทุนต่ำในระยะยาว นอกจากนี้ ก๊าซจากรัสเซียยังมีราคาถูกกว่าก๊าซจากเติร์กเมนิสถานประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตรและต่ำกว่าราคานำเข้า LNG ของจีนอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมารัสเซียขายก๊าซให้จีนเฉลี่ยประมาณ 249 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ LNG นำเข้าของจีนมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 400 ดอลลาร์ต่อ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เหตุผลดังกล่าวทำให้โครงการนี้มีความสำคัญสำหรับจีนในมิติ “ความมั่นคงด้านพลังงาน” เพราะช่วยเพิ่มการนำเข้าก๊าซทางบก ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อความขัดแย้งทางทหารและแรงกดดันจากสหรัฐฯ จีนมองว่าท่อส่งก๊าซจากรัสเซียมีความมั่นคงทางยุทธศาสตร์มากกว่าการนำเข้า LNG ทางทะเล โดยเฉพาะในบริบทความตึงเครียดในตะวันออกกลางและอินโด-แปซิฟิก อย่างไรก็ตามแม้ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนโครงการในระดับการเมืองแต่การเจรจายังเผชิญอุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” และเงื่อนไขทางการเงิน จีนต้องการซื้อก๊าซในราคาต่ำใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่รัสเซียต้องการราคาที่คุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนี้ปักกิ่งยังคงระมัดระวังไม่ให้พึ่งพาพลังงานรัสเซียมากเกินไปจึงยังคงกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซจากเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และ LNG จากหลายประเทศควบคู่กันไป โดยในขณะที่นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหพันธรัฐรัสเซียเดินทางเยือนปักกิ่ง นายติง ซูเซียง รองนายกรัฐมนตรีจีนกลับนำคณะผู้แทนไปลงนามข้อตกลงขยายความร่วมมือด้านก๊าซกับเติร์กเมนิสถานซึ่งเป็นผู้จัดหาก๊าซทางท่อรายใหญ่อันดับสองของจีน สะท้อนว่าปักกิ่งยังคงเปิดทางเลือกด้านพลังงานจากหลายแหล่งควบคู่กัน

แม้เช่นนั้นมอสโกยังคงผลักดัน Power of Siberia 2 อย่างแข็งขัน โดยมองว่าเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถลดความเสี่ยงจากเส้นทางพลังงานทางทะเล โดยเฉพาะภายหลังสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของการส่งออก LNG จากตะวันออกกลา ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของการนำเข้า LNG ของจีนในปี ค.ศ. 2025 ความปั่นป่วนในช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้ท่อส่งก๊าซทางบกมีความสำคัญมากขึ้นในมุมมองด้านความมั่นคงพลังงานของจีน

แผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่ของจีนช่วงปีค.ศ. 2026–2030 ได้ระบุว่าจะ “เร่งการเตรียมงาน” สำหรับเส้นทางหลักของท่อส่งก๊าซจีน–รัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าอ้างถึงโครงการ Power of Siberia 2 อย่างไรก็ตามจีนยังไม่ได้อนุมัติโครงการขั้นสุดท้ายเนื่องจากการเจรจายังคงติดขัดเรื่องราคาและเงื่อนไขสัญญา โดยจีนต้องการราคาที่ใกล้เคียงราคาภายในประเทศรัสเซีย ขณะที่มอสโกต้องการเงื่อนไขคล้ายกับโครงการ Power of Siberia 1 นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางอาจช่วยเพิ่ม “แรงผลักดันทางการเมือง” ให้โครงการนี้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนดุลอำนาจการต่อรองระหว่างจีนกับรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนยังคงพยายามรักษาสมดุลด้านพลังงานและจำกัดการพึ่งพาก๊าซทางท่อจากรัสเซียไม่ให้เกินประมาณ 25% ของตลาดภายในประเทศ ในภาพรวม Power of Siberia 2 จึงไม่ใช่เพียงโครงการพลังงานทั่วไป แต่เป็น “โครงการภูมิรัฐศาสตร์” ที่สะท้อนการปรับสมดุลอำนาจในยูเรเชีย การแข่งขันด้านความมั่นคงพลังงาน และการก่อตัวของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียกับจีนในระเบียบโลกยุคใหม่

บทวิเคราะห์ สงครามอิหร่านในปี ค.ศ. 2026 ได้สะท้อนให้เห็นว่า “ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน” กำลังกลับมาเป็นปัจจัยกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นอีกครั้งภายใต้บริบทของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการมีทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ความสามารถในการควบคุมเส้นทางลำเลียงพลังงาน” และ “การลดความเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์” จากแรงกดดันภายนอกอีกด้วย สำหรับจีน วิกฤตในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปักกิ่งตระหนักมากขึ้นถึงข้อจำกัดของการพึ่งพาพลังงานทางทะเล แม้ว่าจีนจะยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายแหล่งพลังงาน แต่สงครามครั้งนี้ได้ผลักดันให้ “เส้นทางพลังงานภาคพื้นทวีป” มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในมุมมองของผู้นำจีน โดยเฉพาะท่อส่งก๊าซจากรัสเซียและเอเชียกลาง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการปิดล้อมทางทะเลน้อยกว่า การพัฒนา Power of Siberia 2 จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของจีนในการสร้าง “Continental Energy Security” หรือความมั่นคงพลังงานภาคพื้นทวีปควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) อย่างไรก็ตาม จีนยังคงใช้แนวทาง “Strategic Hedging” หรือการถ่วงดุลเชิงยุทธศาสตร์ กล่าวคือแม้จะเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซียแต่ก็จะไม่ยอมพึ่งพารัสเซียมากเกินไปเพราะปักกิ่งตระหนักดีว่าการพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงฝ่ายเดียวอาจสร้างข้อจำกัดทางการเมืองและยุทธศาสตร์ในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการที่จีนยังคงขยายความร่วมมือกับเติร์กเมนิสถานและรักษาการนำเข้า LNG จากหลายภูมิภาคควบคู่กัน ในมุมของรัสเซีย โครงการ Power of Siberia 2 มีความสำคัญมากกว่ามิติทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของ “การหันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) หลังการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก รัสเซียจำเป็นต้องสร้างตลาดพลังงานใหม่เพื่อทดแทนยุโรป และลดการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจตะวันตก โครงการนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือทางเศรษฐกิจและเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ในการสร้างแกนความร่วมมือยูเรเชียร่วมกับจีน ขณะเดียวกัน วิกฤตอิหร่านยังสะท้อนว่า “พลังงาน” กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 มากขึ้น เส้นทางเดินเรือ พื้นที่ทางทะเล ท่อส่งก๊าซ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ล้วนกลายเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันทางทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งทำให้ Power of Siberia 2 ไม่ใช่เพียงโครงการเศรษฐกิจ แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการปรับโครงสร้างอำนาจในภูมิภาคยูเรเชียและระเบียบโลกใหม่

โดยสรุป สงครามอิหร่านได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้โครงการ Power of Siberia 2 กลับมาได้รับความสนใจในฐานะโครงการยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัสเซียและจีน วิกฤตในตะวันออกกลางได้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของเส้นทางพลังงานทางทะเล และผลักดันให้จีนหันมาให้ความสำคัญกับเส้นทางพลังงานทางบกมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัสเซียก็มองโครงการนี้เป็นโอกาสสำคัญในการทดแทนตลาดยุโรปและเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนในระยะยาว อย่างไรก็ตามแม้ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์จะเอื้อให้โครงการมีโอกาสเดินหน้ามากขึ้น แต่จีนยังคงดำเนินยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงและรักษาสมดุลทางพลังงานอย่างระมัดระวัง ทำให้การเจรจายังคงขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ราคา และการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่าย ท้ายที่สุด Power of Siberia 2 จึงสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกยุคใหม่ “พลังงาน” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเครื่องมือแห่งอำนาจและความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย จีน และระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

“ซาบันตุย” เทศกาลแห่งคันไถ รู้จัก “ซาบันตุย” เทศกาลเก่าแก่แห่งคันไถ จากวิถีเกษตรสู่สัญลักษณ์พหุวัฒนธรรมรัสเซีย รัสเซียจัดใหญ่ Sabantuy 2026 ชูความสามัคคีของชนชาติ ผ่านเทศกาลพื้นบ้านตาตาร์–บัชคีร์

ซาบันตุย (Sabantuy) เทศกาลแห่งคันไถและความสามัคคีของชนชาติในรัสเซีย

ซาบันตุย «Сабантуй» เป็นหนึ่งในเทศกาลพื้นบ้านที่สำคัญที่สุดของชาวตาตาร์ (Tatar) และชาวบัชคีร์ (Bashkir) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ในสหพันธรัฐรัสเซีย เทศกาลนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษและมีรากฐานมาจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชนเผ่าตุรกีในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกาและเทือกเขาอูราล ปัจจุบัน ซาบันตุยได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของรัสเซีย และจัดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งภายในประเทศและในชุมชนชาวตาตาร์ทั่วโลก

ซาบันตุย (Sabantuy) เป็นหนึ่งในเทศกาลที่เก่าแก่ที่สุดของชาวเติร์ก โดยอุทิศให้กับการสิ้นสุดฤดูงานเกษตรในท้องนา และในแต่ละปีจะมีผู้เข้าร่วมและผู้มาเยือนนับพันคน ทำหน้าที่เป็นเวทีที่รวบรวมผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติให้มาพบปะกัน คำว่า “Sabantuy” มาจากคำในภาษาตุรกีโบราณสองคำ ได้แก่ “Saban” ซึ่งหมายถึง “คันไถ” และ “Tuy” ซึ่งหมายถึง “งานเฉลิมฉลอง” หรือ “งานเลี้ยง” ดังนั้น ซาบันตุยจึงมีความหมายว่า “เทศกาลแห่งคันไถ” หรือ “งานเฉลิมฉลองหลังการไถหว่าน” เดิมทีเทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเสร็จสิ้นการหว่านเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิ และเป็นการขอบคุณธรรมชาติสำหรับความอุดมสมบูรณ์ที่คาดว่าจะได้รับในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ในช่วงเวลาระหว่างการหว่านเมล็ดพืชและการเก็บหญ้าแห้งชาวตาตาร์จะรวมตัวกันเป็นเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์เพื่อพักผ่อนจากการทำงานพบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ตลอดจนร่วมกันอธิษฐานขอให้การเพาะปลูกในปีนั้นอุดมสมบูรณ์และได้ผลผลิตที่ดี ดังนั้นซาบันตุยจึงไม่เพียงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตเกษตรกรรม ความสามัคคีของชุมชน และความหวังต่อความอุดมสมบูรณ์ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวอีกด้วย ในโลกปัจจุบันซาบันตุยได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเทศกาลประจำชนชาติใดชนชาติหนึ่งไปแล้วและพัฒนาเป็นเทศกาลทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่เป็นเวทีส่งเสริมความเข้าใจอันดี การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของประชาชนในสังคมพหุวัฒนธรรม

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่าซาบันตุยมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยก่อนการรับศาสนาอิสลามของชาวตาตาร์ ต่อมาเมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้ามาในภูมิภาคเทศกาลดังกล่าวก็ยังคงได้รับการสืบทอดในฐานะประเพณีทางวัฒนธรรมมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา จึงสามารถดำรงอยู่ได้แม้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมหลายยุคสมัย ตั้งแต่สมัยข่านแห่งคาซาน จักรวรรดิรัสเซีย สหภาพโซเวียต จนถึงสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

ก่อนที่ศาสนาอิสลามจะได้รับการรับรองเป็นศาสนาประจำรัฐของอาณาจักรโวลกาบัลแกเรีย (Volga Bulgaria) ในปี ค.ศ. 922 ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่มีรากฐานมาจากความเชื่อแบบนอกศาสนา (Paganism) และเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการบูชายัญเพื่อบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวิญญาณตามความเชื่อดั้งเดิม ชาวนาในยุคนั้นเชื่อว่าผลผลิตทางการเกษตรและความเป็นอยู่ของชุมชนขึ้นอยู่กับพลังเหนือธรรมชาติเหล่านี้ จึงประกอบพิธีเพื่อขอความคุ้มครองและความอุดมสมบูรณ์ เมื่อศาสนาอิสลามแพร่เข้าสู่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโวลกา พิธีกรรมดั้งเดิมเหล่านี้ค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาของการจัดงาน เดิมทีซาบันตุยจัดขึ้นในเดือนเมษายนก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก แต่ภายหลังการรับอิสลามเทศกาลได้ถูกเลื่อนไปจัดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ระหว่างฤดูหว่านเมล็ดพืช ขณะที่พิธีบูชายัญถูกแทนที่ด้วยประเพณีการมอบของขวัญและการแสดงความปรารถนาดีต่อกันในชุมชน หนึ่งในธรรมเนียมสำคัญของซาบันตุยคือ พิธีรวบรวมของขวัญ ซึ่งจัดขึ้นก่อนวันงาน โดยเยาวชนจะเดินไปตามบ้านเรือนเพื่อรวบรวมสิ่งของต่าง ๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่ หมวก ผ้าปูโต๊ะ และผ้าคลุมเตียง เพื่อนำไปใช้เป็นรางวัลสำหรับการแข่งขันภายในงาน ของรางวัลที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ ผ้าขนหนูปักลวดลายพื้นเมือง ซึ่งตามประเพณีจะจัดทำโดยหญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานหลังจากเทศกาลซาบันตุยครั้งก่อน ผ้าผืนนี้จะถูกมอบให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง “โคเรช” (Kuresh) ถือเป็นเกียรติสูงสุดทั้งต่อผู้ชนะการแข่งขันและต่อหญิงผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมชิ้นดังกล่าว ในสมัย Kazan Khanate ระหว่างปี ค.ศ. 1438–1552 ซาบันตุยได้รับการพัฒนาและสถาปนาอย่างชัดเจนในฐานะเทศกาลประจำชาติของชาวตาตาร์ กลายเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นหลังเสร็จสิ้นวงจรการเพาะปลูก และเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพแรงงาน ผืนดิน และผู้คนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม แม้ในยุคสหภาพโซเวียต ซาบันตุยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดทางสังคมของรัฐ โดยเพิ่มกิจกรรมเชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านแรงงาน เช่น เกษตรกร ผู้ควบคุมเครื่องจักรกลการเกษตร ผู้เลี้ยงสัตว์ ครู แพทย์ ตลอดจนทหารผ่านศึกและแรงงานดีเด่นต่อมาในปี ค.ศ. 1990 ซาบันตุยได้รับการบรรจุอย่างเป็นทางการให้เป็นหนึ่งในวันสำคัญประจำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน (Republic of Tatarstan) และในปี ค.ศ. 1992 ก็ได้รับสถานะเดียวกันในสาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน (Republic of Bashkortostan) นับแต่นั้นเป็นต้นมาเทศกาลนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชนชาติตาตาร์และบัชคีร์ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน

เทศกาลนี้ไม่มีวันจัดงานที่ตายตัวเนื่องจากกำหนดตามช่วงเวลาที่งานเกษตรกรรมในฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้น
ทำให้แต่ละภูมิภาคจัดงานในวันแตกต่างกัน ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม โดยมีการจัดงานทั้งในหมู่บ้านชนบทและเมืองใหญ่ แต่ยังคงรักษาบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัวและความเคารพต่อขนบธรรมเนียมพื้นบ้านไว้เช่นเดิม กิจกรรมสำคัญที่สุดคือ “ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ” หรือ“Federal Sabantuy” ซึ่งเป็นงานเฉลิมฉลองขนาดใหญ่ที่จัดขึ้นในภูมิภาคโดยหมุนเวียนเจ้าภาพจัดงานแห่งใหม่ทุกปี โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซีย  ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานหลักของซาบันตุยระดับสหพันธรัฐในรัสเซีย ได้แก่ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และ World Congress of Tatars ร่วมกับฝ่ายบริหารของภูมิภาคเจ้าภาพในแต่ละปี ในปีค.ศ. 2026 งาน ซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ครั้งที่ 26 จะจัดขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม 2026
ณ สวนสาธารณะ Green Island Park ในเมืองออมสค์ (Omsk) การเลือกแคว้นออมสค์เป็นเจ้าภาพในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากหมู่บ้านชาวตาตาร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค คือ หมู่บ้านอาเชวานี (Ashevany) กำลังเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 800 ปี ของการก่อตั้งจึงมีการกำหนดให้การจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสสำคัญดังกล่าว ภายในงานจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง งานมหรสพพื้นบ้าน และตลาดนัดสินค้าและหัตถกรรมท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันกีฬาพื้นเมืองของชนชาติตุรกีหลายประเภท

ควบคู่ไปกับการจัดงานซาบันตุยระดับสหพันธรัฐ ยังมีการจัดงาน “ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย” (All-Russian Rural Sabantuy) ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์วิถีชีวิตและประเพณีของชุมชนชนบท โดยเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ภายใต้การสนับสนุนของนายรุสตั้ม มินนิคฮานอฟ (Rustam Minnikhanov) ผู้นำสาธารณรัฐตาตาร์สถาน และมีการหมุนเวียนสถานที่จัดงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของรัสเซียทุกปี ปัจจุบันรัสเซียมีหมู่บ้านชาวตาตาร์ประมาณ 4,200 แห่งทั่วประเทศ ทำให้รูปแบบการจัดงานดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนชาวตาตาร์ในพื้นที่ชนบท ในปีค.ศ. 2025 งานดังกล่าวจัดขึ้นที่แคว้นคีรอฟ (Kirov Oblast) ส่วนในปี ค.ศ. 2026 ซาบันตุยชนบทระดับรัสเซีย ครั้งที่ 16 จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ หมู่บ้านมาลี ทรูเยฟ (Maly Truev) ในแคว้นเพนซา (Penza Oblast)

สัญลักษณ์สำคัญของงานคือ “ตุลปาร์” (Tulpar) ม้าบินในตำนานของชาวเติร์ก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดของชาวเติร์ก ในทุกปีจะมีการส่งมอบรูปปั้นสำริดของตุลปาร์จากภูมิภาคเจ้าภาพเดิมไปยังเจ้าภาพรายถัดไปเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดประเพณี ความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของชนชาติต่าง ๆ ภายในสหพันธรัฐรัสเซีย กิจกรรมสำคัญของเทศกาลซาบันตุยประกอบด้วยการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ “คูเรช” (Kuresh) หรือมวยปล้ำพื้นเมืองของชาวตาตาร์ ซึ่งผู้แข่งขันจะใช้ผ้าคาดเอวจับคู่ต่อสู้เพื่อพยายามทุ่มให้อีกฝ่ายล้มลง นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันวิ่งแข่ง ปีนเสาที่ทาน้ำมัน แข่งกระสอบ วิ่งถือไข่ในช้อน ชักเย่อ และการละเล่นพื้นบ้านอื่น ๆ ที่เน้นความสนุกสนานและการมีส่วนร่วมของชุมชน

ในปี 2026 รัฐบาลรัสเซียกำหนดให้การจัดงานอยู่ภายใต้แนวคิด “ปีแห่งความสามัคคีของชนชาติแห่งรัสเซีย” (Year of Unity of the Peoples of Russia) เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเป็นเอกภาพของประชาชนหลากหลายเชื้อชาติภายในประเทศ สำหรับปี 2026 การเฉลิมฉลองซาบันตุยจะจัดขึ้นอย่างกว้างขวางในหลายภูมิภาคของรัสเซีย แต่ศูนย์กลางสำคัญที่สุดยังคงเป็นซึ่งสาธารณรัฐตาตาร์สถานเป็นบ้านเกิดทางวัฒนธรรมของชาวตาตาร์ โดยตาตาร์สถานจะจัดงานซาบันตุยเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1) 6–7 มิถุนายน 2026 เริ่มการเฉลิมฉลองในหมู่บ้านและศูนย์กลางเขตต่าง ๆ ทั่วสาธารณรัฐ

2) 13 มิถุนายน 2026 จัดงานในเมืองใหญ่ของตาตาร์สถาน รวมถึง Naberezhnye Chelny ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค

3) 20 มิถุนายน 2026ปิดท้ายการเฉลิมฉลองด้วยงานซาบันตุยหลักของสาธารณรัฐ ณ เมือง Kazan เมืองหลวงของตาตาร์สถาน ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวตาตาร์

อีกพื้นที่นึงที่มีการเฉลิมฉลองซาบันตุยอย่างยิ่งใหญ่คือบัชคอร์โตสถานโดยกิจกรรมจะครอบคลุมเขตเทศบาลทั้ง 54 แห่งของสาธารณรัฐ และจัดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกือบหนึ่งเดือนครึ่ง ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 แต่ละอำเภอจะจัดงานในรูปแบบของตนเอง โดยเน้นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวบัชคีร์และชาวตาตาร์ ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ Ufa เมืองหลวงของสาธารณรัฐ งานซาบันตุยจะถูกยกระดับเป็นเทศกาลวัฒนธรรมขนาดใหญ่ ประกอบด้วยคอนเสิร์ต การแสดงของศิลปินรับเชิญ และกิจกรรมบนเวทีสมัยใหม่ที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความบันเทิงร่วมสมัย

ส่วนในมอสโกสถานที่จัดงานหลักตามธรรมเนียมคือ Kolomenskoye Museum-Reserve ซึ่งจะมีการจัดเทศกาลชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ (Ethnofestival) ภายใต้การสนับสนุนของทางการกรุงมอสโกและองค์กรชุมชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม กำหนดวันจัดงานอย่างเป็นทางการของปี ค.ศ. 2026 ยังไม่ได้รับการประกาศ

ปัจจุบัน ซาบันตุยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ แม้จะพัฒนาเป็นเทศกาลขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมจากทั่วรัสเซียและต่างประเทศ ในปีค.ศ. 2026 ทางการตาตาร์สถานได้กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการจัดงาน โดยให้ความสำคัญกับการจำลองบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมแบบตาตาร์ดั้งเดิมอย่างถูกต้อง ทั้งด้านขนาด รูปแบบ และวัสดุก่อสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เทศกาลกลายเป็นเพียงกิจกรรมบันเทิง และคงสถานะของซาบันตุยในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิต ศูนย์กลางของงานยังคงเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เรียกว่า “ไมดาน” (Maidan) ซึ่งใช้จัดพิธีการ การแสดงคอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬาพื้นบ้านต่าง ๆ โดยเป็นจุดรวมตัวของผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายภูมิภาค

การแข่งขันและกิจกรรมสำคัญ กิจกรรมที่สำคัญที่สุดของซาบันตุยคือการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้าน โดยเฉพาะ โคเรช (Koresh หรือ Kuresh) มวยปล้ำพื้นเมืองของชนชาติตุรกี ซึ่งถือเป็นหัวใจของเทศกาล การแข่งขันจะเริ่มจากเด็กชาย ก่อนขยายไปสู่เยาวชนและผู้ใหญ่ตามลำดับอายุ จนถึงรอบสุดท้ายที่นักปล้ำผู้แข็งแกร่งที่สุดหรือ “บาตือร์” (Batyr) จะเข้าชิงชัยเพื่อครองตำแหน่งแชมป์ของงาน นอกจาก “โคเรช” การแข่งขันมวยปล้ำพื้นเมือง แล้ว การแข่งขันยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของเทศกาลซาบันตุย โดยมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมเร่ร่อนของชนชาติเติร์กในอดีต ผู้ขี่ม้ามักเป็นเด็กชายอายุระหว่าง 8–12 ปี ซึ่งสะท้อนถึงการสืบทอดขนบธรรมเนียมและทักษะจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ภายในงานยังมีการแข่งขันกีฬาและการละเล่นพื้นบ้านอีกมากมาย อาทิ การแข่งขันวิ่งถือคานหาบพร้อมถังน้ำ การต่อสู้ด้วยกระสอบฟางบนท่อนไม้ การชักเย่อ การปีนเสาสูงที่ทาด้วยน้ำมันหรือทำให้ลื่นเพื่อชิงรางวัล การตีหม้อดินเผาขณะปิดตา การวิ่งแข่งขันและเกมพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ความแข็งแรง และความร่วมมือของชุมชนชนบทในอดีต นอกจากนี้ยังมีการแสดงของคณะศิลปะพื้นบ้าน การแสดงดนตรีและเพลงพื้นเมือง การแสดงของศิลปินร่วมสมัย การแสดงนาฏศิลป์และการเต้นรำพื้นบ้าน และการแสดงละครและการแสดงทางวัฒนธรรมภายในบริเวณงานยังมีตลาดนัดและโซนจัดแสดงงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งช่างฝีมือจากภูมิภาคต่าง ๆ นำผลิตภัณฑ์และผลงานศิลปหัตถกรรมมาจัดแสดงและจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว ลานกิจกรรมสำหรับเด็ก และซุ้มอาหารพื้นเมืองของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา อายุ หรือภูมิหลังทางวัฒนธรรม ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพียงเดินทางมายังสถานที่จัดงานในวันที่มีการเฉลิมฉลองปัจจุบัน ซาบันตุยไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลของชาวตาตาร์และชาวบัชคีร์เท่านั้น แต่ได้พัฒนาเป็นเทศกาลวัฒนธรรมสาธารณะที่เชิญชวนผู้คนจากหลากหลายชนชาติให้มาร่วมสัมผัสประเพณีพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมนันทนาการร่วมกันในหลายภูมิภาคของรัสเซีย การเข้าร่วมงาน ไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยทางการท้องถิ่นมักจัดบริการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้มาเยือน เช่น รถรับส่งฟรีจากจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะไปยังพื้นที่จัดงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกิจกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น ภายในงานผู้เข้าร่วมสามารถเลือกชมการแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถกรรม การออกร้านอาหารพื้นเมือง รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมและเกมพื้นบ้านต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ ทำให้ซาบันตุยเป็นเทศกาลที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ ซาบันตุยจึงเป็นมากกว่าเทศกาลประจำชนชาติ แต่เป็นเวทีแห่งมิตรภาพ ความสามัคคี และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความหลากหลายของสังคมรัสเซียร่วมสมัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘เซเลนสกี’ เชิดชู ‘อันดรีย์ เมลนิก’!! เซเลนสกีเดินเกมความทรงจำแห่งชาติ ปลุกศึกความทรงจำยูเครน ระหว่างวีรบุรุษเอกราชกับเงาประวัติศาสตร์นาซี สะท้อนศึกประวัติศาสตร์ที่ยังไม่จบในยุโรปตะวันออก

อันดรีย์ เมลนิกกับการสร้างอัตลักษณ์ชาติยูเครนในยุคประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีได้เข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ (reburial ceremony) ของนายอันดรีย์ เมลนิก  «Андрій Атанасович Мельник» และภรรยานางโซเฟีย เฟดัก-เมลนิก«Софія Федак-Мельник» ณ สุสานทหารแห่งชาติ (National Military Memorial Cemetery) ใกล้กรุงเคียฟ โดยมีบุคคลสำคัญของประเทศเข้าร่วมพิธี อาทินาย วิกตอร์ ยูชเชนโก อดีตประธานาธิบดียูเครน ในโอกาสดังกล่าวประธานาธิบดีโวโลดีมีร์  เซเลนสกีได้กล่าวยกย่องเมลนิกว่าเป็น “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” และเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่ควรได้รับการรำลึกและเชิดชูในฐานะผู้ต่อสู้เพื่อชาติยูเครน

เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนข้อถกเถียงทั้งภายในยูเครนและในระดับนานาชาติโดยเฉพาะจากโปแลนด์และอิสราเอลเนื่องจากเมลนิกเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists – OUN) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งในประเด็นความร่วมมือกับนาซีเยอรมนี การเมืองแบบชาตินิยมสุดโต่ง และความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในยุโรปตะวันออก ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนกลับมองว่าเขาเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของยูเครนภายใต้บริบทของการเผชิญหน้ากับทั้งโปแลนด์และสหภาพโซเวียต ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 เซเลนสกีได้ประกาศเริ่มกระบวนการนำร่างของเมลนิกกลับจากประเทศลักเซมเบิร์กมายังยูเครนพร้อมกล่าวว่าเมลนิกเป็น "บุคคลสำคัญของยูเครนในศตวรรษที่ 20ที่ได้รับความเคารพอย่างสูง" และระบุว่ายูเครนมี "หน้าที่ทางศีลธรรม" ในการนำบุคคลเหล่านี้กลับมาฝังในมาตุภูมิ ในพิธีวันที่ 25 พฤษภาคม เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า "พันเอกอันดรีย์ เมลนิก  ได้กลับคืนสู่ยูเครนที่เสรีและเข้มแข็งอย่างที่เขาใฝ่ฝัน"และเรียกเมลนิกว่าเป็นหนึ่งใน "บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน" พร้อมสนับสนุนแนวคิดการสร้างสุสานเกียรติยศแห่งชาติสำหรับบุคคลสำคัญของยูเครน หรือ "Pantheon of Outstanding Ukrainians"

อันดรีย์ เมลนิก เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1890 ในแคว้นกาลิเซีย (Galicia) ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ปัจจุบันอยู่ในดินแดนทางตะวันตกของยูเครน เขาเติบโตขึ้นในสังคมที่กระแสชาตินิยมยูเครนกำลังขยายตัวท่ามกลางการแข่งขันทางอัตลักษณ์ระหว่างชาวยูเครน โปแลนด์ และรัสเซีย เมลนิกได้รับการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยในเมืองลวีฟ ก่อนเข้าร่วมกองกำลังทหารยูเครนในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และต่อมาเข้าร่วมกองทัพของสาธารณรัฐประชาชนยูเครน (Ukrainian People's Republic) ที่ต่อสู้เพื่อเอกราชภายหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 แม้ความพยายามในการจัดตั้งรัฐยูเครนอิสระจะล้มเหลวและดินแดนยูเครนส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตและโปแลนด์แต่ประสบการณ์ดังกล่าวได้หล่อหลอมให้เมลนิกกลายเป็นนักชาตินิยมที่เชื่อมั่นว่าการมีรัฐยูเครนอิสระเป็นเป้าหมายสูงสุดของประชาชนยูเครน หลังสงคราม เมลนิกเข้าร่วมองค์การทหารยูเครน (Ukrainian Military Organization: UVO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนายทหารยูเครนที่ไม่ยอมรับการปกครองของโปแลนด์และสหภาพโซเวียต องค์กรดังกล่าวดำเนินกิจกรรมใต้ดินและใช้วิธีการก่อวินาศกรรม ลอบสังหารและต่อต้านรัฐบาลโปแลนด์ในดินแดนกาลิเซีย ในช่วงเวลานี้เมลนิกทำงานใกล้ชิดกับเยฟเฮน โคโนวาเลตส์ «Євген Михайлович Коновалець» ผู้นำขบวนการชาตินิยมยูเครนและได้รับการยอมรับในฐานะบุคคลสำคัญของขบวนการ ในปี ค.ศ. 1929 กลุ่มชาตินิยมยูเครนหลายกลุ่มได้รวมตัวกันจัดตั้งองค์การชาตินิยมยูเครน (Organization of Ukrainian Nationalists - OUN)   โดยมีเป้าหมายสร้างรัฐยูเครนอิสระผ่านการต่อสู้ทางการเมืองและการปฏิวัติ หลังจากโคโนวาเลตส์ถูกลอบสังหารโดยหน่วยข่าวกรองโซเวียตในปี ค.ศ. 1938 เมลนิกได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของ OUN เนื่องจากได้รับความเคารพจากสมาชิกอาวุโสและอดีตนายทหารจำนวนมาก อย่างไรก็ตามแนวทางการนำของเมลนิกถูกวิจารณ์ว่าเป็นแบบอนุรักษนิยมและค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กร โดยสมาชิกสายหนุ่มที่นำโดยสเตปัน บันเดรา «Степан Андреевич Бандера» ต้องการใช้แนวทางที่แข็งกร้าวและปฏิวัติมากกว่า ส่งผลให้ในปี ค.ศ. 1940 OUN จึงแตกออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ OUN-M (Melnykites) ภายใต้การนำของเมลนิก และ OUN-B (Banderites) ภายใต้การนำของบันเดรา เมื่อเยอรมนีเปิดฉากบุกสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ. 1941 กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนมากมองว่านี่คือโอกาสในการฟื้นฟูรัฐยูเครนอิสระ ฝ่ายของเมลนิกพยายามสร้างความสัมพันธ์กับทางการเยอรมัน โดยหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐยูเครน อย่างไรก็ตามผู้นำนาซีไม่มีแผนที่จะให้เอกราชแก่ยูเครนและมองดินแดนยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขยายอำนาจของเยอรมนี

OUN มีส่วนอย่างยิ่งในการใช้ความรุนแรงต่อชาวยิวและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ โดยมีคำขวัญว่า “ชาวมอสโก (รัสเซีย) ชาวฮังการี และชาวยิว คือศัตรูของพวกท่าน จงกำจัดพวกเขาเสีย!” คำขวัญดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงถ้อยคำปลุกระดมแต่ได้ถูกนำไปใช้จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากกองทัพเยอรมันเข้ายึดครองเมืองลวิฟ (Lviv) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ได้เกิดเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงต่อชาวยิว (pogrom) ขึ้นในเมืองดังกล่าว โดย OUN มองว่าชาวยิวเป็น “ผู้สนับสนุนระบอบบอลเชวิคแห่งมอสโก” และยินดีต่อการกำจัดชาวยิวของพวกนาซีเยอรมนี สมาชิกบางส่วนของ OUN ได้เข้าร่วมเป็นกำลังตำรวจช่วยเหลือฝ่ายเยอรมัน (Auxiliary Police) และมีส่วนร่วมในกระบวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมชาวยิวเข้าสู่สลัมและค่ายกักกัน การคุ้มกันขบวนผู้ถูกส่งไปประหารที่ Babi Yar ใกล้กรุง Kyiv ในการกวาดล้างชาวยิวในพื้นที่ โดยเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เหตุการณ์การสังหารหมู่ชาวยิวในลวิฟปี 1941 (Lviv Pogroms)” อย่างไรก็ตามเป้าหมายหลักของการกวาดล้างชาติพันธุ์ของ OUN คือชาวโปแลนด์ในกาลิเซียและโวลฮีเนีย กลุ่มชาตินิยมยูเครนจำนวนหนึ่งมองชาวโปแลนด์ว่าเป็น “ผู้ยึดครอง” ดินแดนยูเครนตะวันตก และเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ที่ควรถูกขับไล่หรือกำจัดออกจากพื้นที่ โดย OUN เรียกร้องไม่ให้มีชาวโปแลนด์หลงเหลืออยู่ในดินแดนที่พวกเขาถือว่าเป็นของยูเครน โดยมุ่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความบริสุทธิ์ทางชาติ” (national purity) เอกสารภายในบางฉบับของ OUN มีข้อความที่สนับสนุนการใช้มาตรการรุนแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองว่าเป็นศัตรู โดยระบุว่า “ไม่ควรมีวิธีการใดที่ถือว่ารุนแรงเกินไป... ชาวโปแลนด์ ชาวรัสเซีย และชาวยิว ต้องถูกกำจัด”ข้อถกเถียงที่รุนแรงที่สุดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในโวลฮีเนีย (Volhynian Massacres) และกาลิเซียตะวันออก ระหว่างปี ค.ศ. 1943–1944 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนชาวโปแลนด์เสียชีวิตหลายหมื่นคน ปัจจุบันโปแลนด์ถือว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)ขณะที่ในยูเครนยังคงมีการตีความที่แตกต่างกันเกี่ยวกับลักษณะและความรับผิดชอบของเหตุการณ์ดังกล่าว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองเมลนิกลี้ภัยไปยังยุโรปตะวันตกและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในกลุ่มผู้อพยพชาวยูเครน เขายังคงสนับสนุนแนวคิดเอกราชของยูเครนและต่อต้านสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก และถูกฝังที่นั่นเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลังการประกาศเอกราชของยูเครนในปี ค.ศ. 1991 ภาพลักษณ์ของเมลนิกได้รับการฟื้นฟูในฐานะนักต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ

การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เข้าร่วมพิธีเคลื่อนย้ายและฝังศพใหม่ของอันดรีย์ เมลนิก เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะ “บุคคลสำคัญผู้โดดเด่นของยูเครน” สามารถอธิบายได้ในบริบทของการสร้างอัตลักษณ์และความทรงจำแห่งชาติของยูเครนมากกว่าการเห็นด้วยกับทุกแง่มุมของขบวนการชาตินิยมยูเครนในอดีต รัฐบาลยูเครนในปัจจุบันพยายามเน้นย้ำประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอกราชจากอำนาจภายนอก โดยเฉพาะจากรัสเซียและสหภาพโซเวียตในอดีตทำให้บุคคลอย่างเมลนิกซึ่งมีบทบาทในขบวนการชาตินิยมยูเครนและเรียกร้องเอกราชของประเทศถูกนำเสนอในฐานะสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการสร้างรัฐยูเครนอิสระ ภายใต้บริบทของสงครามรัสเซีย–ยูเครน รัฐบาลยูเครนได้พยายามเชื่อมโยงการต่อสู้ของประชาชนในปัจจุบันกับบุคคลทางประวัติศาสตร์ที่เคยต่อต้านการครอบงำจากมอสโกในอดีต เพื่อสร้างความต่อเนื่องของเรื่องเล่าแห่งชาติและเสริมสร้างเอกภาพของสังคม การยกย่องเมลนิกจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การเมืองแห่งความทรงจำ” (Politics of Memory) ที่มุ่งสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติและลดอิทธิพลของการตีความประวัติศาสตร์แบบโซเวียตหรือรัสเซีย

อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจอธิบายการยกย่องอันดรีย์ เมลนิกและบุคคลในขบวนการชาตินิยมยูเครนของรัฐบาลยูเครนคือความพยายามตอบโต้การเล่าเรื่องทางประวัติศาสตร์และการเมืองของรัสเซีย ภายหลังการผนวกคาบสมุทรไครเมียในปี ค.ศ. 2014 และโดยเฉพาะหลังการเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี ค.ศ. 2022 รัสเซียได้ใช้แนวคิดเรื่อง “การขจัดลัทธินาซี” (Denazification) เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญในการอธิบายความชอบธรรมของการดำเนินการทางทหาร โดยกล่าวหาว่ายูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งและมีการยกย่องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในทางกลับกันยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและพยายามนำเสนอการตีความประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งโดยมองว่าบุคคลอย่างอันดรีย์ เมลนิก, สเตฟาน บันเดรา และสมาชิกขบวนการชาตินิยมยูเครนจำนวนมากเป็นผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติภายใต้สถานการณ์ที่ยูเครนต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งนาซีเยอรมนีและสหภาพโซเวียต การยกย่องบุคคลเหล่านี้จึงถูกนำเสนอในฐานะการเชิดชูผู้ที่อุทิศตนเพื่อการก่อตั้งรัฐยูเครนอิสระมากกว่าการสนับสนุนอุดมการณ์นาซีหรือแนวคิดสุดโต่งทางชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทดังกล่าว การฟื้นฟูความทรงจำเกี่ยวกับเมลนิกจึงไม่เพียงเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านสงครามข้อมูลข่าวสารระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับจุดยืนของตนผ่านการตีความอดีต การต่อสู้เพื่อความหมายของประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเผชิญหน้าในสนามรบจริง

อย่างไรก็ตามการยกย่องเมลนิกก่อให้เกิดข้อถกเถียงในระดับนานาชาติ เนื่องจากองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) ที่เขาเป็นผู้นำยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในโปแลนด์และอิสราเอลที่มองว่าบุคคลบางส่วนในขบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการร่วมมือกับนาซีเยอรมนีและก่อความรุนแรงต่อชาวยิวและชาวโปแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความย้อนแย้งยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อพิจารณาว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเป็นผู้นำเชื้อสายยิวและครอบครัวของเขาได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุคนาซีแต่กลับเลือกเชิดชูบุคคลจากขบวนการที่ยังเป็นข้อถกเถียงในประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าในภาวะสงครามและการสร้างชาติร่วมสมัย ปัจจัยด้านความมั่นคงของรัฐ การสร้างเอกภาพภายในประเทศ และการกำหนดอัตลักษณ์แห่งชาติ อาจมีอิทธิพลเหนือความทรงจำทางประวัติศาสตร์และภูมิหลังส่วนบุคคลของผู้นำทางการเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป อันดรีย์ เมลนิก เป็นบุคคลสำคัญของขบวนการชาตินิยมยูเครนในศตวรรษที่ 20 ที่มีบทบาทในการผลักดันแนวคิดเอกราชของยูเครน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบุคคลที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงจากความเกี่ยวข้องกับองค์การชาตินิยมยูเครน (OUN) และความสัมพันธ์กับนาซีเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง การที่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีเข้าร่วมพิธีฝังศพใหม่ของเมลนิกในปี ค.ศ. 2026 และยกย่องเขาในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ สะท้อนถึงความพยายามของยูเครนในการสร้างอัตลักษณ์และเรื่องเล่าแห่งชาติท่ามกลางสงครามกับรัสเซีย อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าการตีความประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวและเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยบุคคลคนเดียวกันอาจถูกมองว่าเป็นทั้งวีรบุรุษแห่งชาติและบุคคลที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์อันเป็นข้อถกเถียงขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

‘ปูติน’ ถอดรหัสโลกใหม่!! เวที SPIEF 2026 ประกาศโลกหลายขั้ว ย้ำ ‘รัสเซีย’ ยังยืนหยัดต่อมาตรการคว่ำบาตร BRICS และ AI คือหัวใจเศรษฐกิจอนาคต หลีกเลี่ยงพูดยูเครน ชูภาพลักษณ์ใหม่

ถอดรหัสสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินที่การประชุม SPIEF 2026

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก«Петербургский международный экономический форум (ПМЭФ)» ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “Russian Davos” ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้สื่อสารวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อประชาคมโลก โดยในการประชุมปี ค.ศ.2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ ExpoForum เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย โดยใช้หัวข้อหลักของการประชุมว่า “Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future” หรือ “การเจรจาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง ซึ่งมุ่งเน้นการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลกในศตวรรษที่ 21 การประชุมดังกล่าวมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากจัดขึ้นในช่วงที่สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังดำเนินอยู่ และรัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ขณะเดียวกันก็พยายามสร้างความร่วมมือใหม่กับประเทศในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ดังนั้นสุนทรพจน์ขอ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุมSPIEF 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแถลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกในอนาคต และเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของรัสเซียในปี 2026 ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ได้กล่าวถึงแนวคิด “โลกหลายขั้ว” (Multipolar World) อย่างชัดเจน พร้อมแสดงความมั่นใจว่ารัสเซียสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกได้

การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือ St. Petersburg International Economic Forum  - SPIEF ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย และมักถูกเปรียบเทียบกับการประชุม World Economic Forum Annual Meeting ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับฉายาว่า "Russian Davos" โดย SPIEF ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 ตามความริเริ่มของรัฐบาลรัสเซียเพื่อเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2006 เป็นต้นมาการประชุมได้รับการอุปถัมภ์โดยตรงจากประธานาธิบดีรัสเซีย ทำให้มีสถานะเป็นเวทีระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ หากนับตั้งแต่การจัดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปี ค.ศ. 2026 การประชุม SPIEF จัดมาแล้ว 27 ครั้ง (ยกเว้นปี ค.ศ. 2020 ที่ยกเลิกเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19) จึงถือเป็นหนึ่งในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีความต่อเนื่องและมีอิทธิพลมากที่สุดของรัสเซีย การประชุม SPIEF มีความสำคัญต่อรัสเซียเนื่องจาก

1) เป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ของผู้นำรัสเซีย SPIEF เป็นเวทีที่ประธานาธิบดีรัสเซียใช้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ระดับชาติ รวมถึงส่งสารทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อประชาคมโลก โดยสุนทรพจน์ของผู้นำรัสเซียมักถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาล นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั่วโลก

2) เป็นเครื่องมือทางการทูตและเศรษฐกิจ การประชุมเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้นำประเทศ รัฐมนตรี นักธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเจรจาความร่วมมือด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเงิน

3) สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจรัสเซีย ภายหลังวิกฤตยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก SPIEF กลายเป็นเวทีสำคัญที่รัสเซียใช้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจ การหันไปสู่เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ BRICS

4) เป็นเวทีขับเคลื่อนแนวคิดโลกหลายขั้ว ในช่วงหลัง SPIEF ไม่ได้เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจ แต่กลายเป็นพื้นที่ผลักดันแนวคิด "โลกหลายขั้ว" (Multipolar World) ของรัสเซีย โดยเน้นการสร้างระเบียบโลกที่ไม่ถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตกเพียงฝ่ายเดียว

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวสุนทรพจน์หลักในการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประจำปี 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในการประชุมใหญ่ (Plenary Session) ซึ่งมีกำหนดเริ่มเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เริ่มล่าช้ากว่ากำหนดประมาณหนึ่งชั่วโมง โดยมีนางกีตา โมฮัน (Geeta Mohan) ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าวอินเดีย ทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยปูติน ประธานาธิบดีชัฟกัต มีร์ซิโยเยฟ (Shavkat Mirziyoyev) แห่งอุซเบกิสถาน ประธานาธิบดี ซามียา ซูลูฮู ฮัสซัน (Samia Suluhu Hassan) แห่งแทนซาเนีย และรวมถึงรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง (Han Zheng) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ผู้จัดงานได้ฉายวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำเสนอภาพรัสเซียตลอดช่วงเวลาสามศตวรรษในฐานะ “ผู้สร้างเสถียรภาพของโลก” โดยผู้บรรยายระบุว่า รัสเซียเป็นประเทศที่ “จดจำบทเรียนจากประวัติศาสตร์” และยังคง “พร้อมสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนไปอีกหลายทศวรรษ” ช่วงท้ายของวิดีโอได้เสนอภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะศูนย์กลางสำคัญของระเบียบโลกในอนาคต โดยระบุว่า รัสเซียคือ “สถานที่ที่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น” และเป็น “ผู้ค้ำประกันว่าข้อตกลงต่าง ๆ จะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

เมื่อถอดความสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน บนเวที St. Petersburg International Economic Forum 2026 ให้เหลือเฉพาะ "สาระสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะพบว่าปูตินพยายามสื่อสาร 6 ประเด็นหลัก ดังนี้

1)โลกกำลังเข้าสู่ยุค "หลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ปูตินมองว่าระเบียบโลกที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลางกำลังเสื่อมอิทธิพลลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยระบบที่มีหลายศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา สารที่ต้องการสื่อคือรัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่

2)BRICS คือเครื่องยนต์ของระเบียบโลกใหม่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ยกให้ BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่จะมีบทบาทนำทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศตะวันตก สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือ ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่เอเชียและโลกกำลังพัฒนา

3)รัสเซียยังรับมือกับมาตรการคว่ำบาตรได้ แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัว แต่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินพยายามสร้างความเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังคงมั่นคง และประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ สารที่ต้องการสื่อ คือการคว่ำบาตรของตะวันตกไม่สามารถทำให้รัสเซียล่มสลายได้

4) AI และเทคโนโลยีคือกุญแจสู่อนาคต โดยประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สารที่ต้องการสื่อในประเด็นนี้คือการแข่งขันระหว่างประเทศในอนาคตจะเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีมากกว่ากำลังทหารเพียงอย่างเดียว

5)อธิปไตยทางเทคโนโลยีคือความมั่นคงแห่งชาติ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเตือนว่าประเทศที่พึ่งพาแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีของต่างชาติอาจสูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตนเอง สารที่ต้องการสื่อคือความมั่นคงทางดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติในศตวรรษที่ 21

6)   หลีกเลี่ยงการพูดถึงสงครามยูเครน แม้ว่าสงครามจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่ปูตินไม่ได้กล่าวถึงยูเครนโดยตรงเลยตลอดสุนทรพจน์ สารที่ต้องการสื่อ คือ รัสเซียต้องการให้โลกมองตนเองในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะเป็นประเทศที่กำลังทำสงคราม

สรุป สุนทรพจน์ของปูตินใน SPIEF 2026 มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ

1) ประกาศว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกหลายขั้ว

2) ยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นมหาอำนาจที่สามารถรับมือแรงกดดันจากตะวันตกได้

3) ชี้ว่าอนาคตของรัสเซียจะขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี AI และอธิปไตยทางดิจิทัล

หากสรุปเป็นประโยคเดียวจะได้ว่า "ปูตินใช้เวที SPIEF 2026 เพื่อประกาศว่ารัสเซียกำลังปรับตัวจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร สู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของระเบียบโลกหลายขั้วที่ขับเคลื่อนด้วย BRICS เทคโนโลยี และอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

บทสรุป สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินในการประชุม SPIEF 2026 สะท้อนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียต่อระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นแนวคิดโลกหลายขั้ว บทบาทของกลุ่ม BRICS อธิปไตยทางเทคโนโลยี และการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยืนยันว่ารัสเซียยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจสำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกก็ตาม ขณะเดียวกัน การหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงสงครามยูเครนโดยตรงสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการปรับภาพลักษณ์จากประเทศคู่ขัดแย้งทางทหารไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ของโลกกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังคงดำรงอยู่จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า รัสเซียจะสามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้กลายเป็นอำนาจและอิทธิพลที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใดในระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

รัสเซีย–อาเซียน 2026!! เปิดเกมระเบียบโลกหลายขั้ว ‘ปูติน’ ชูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนที่คาซาน สะท้อนยุทธศาสตร์มอสโก “หันสู่เอเชีย”

ทิศทางความสัมพันธ์รัสเซีย–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระเบียบโลกใหม่หลัง
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน 2026

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ณ เมืองคาซาน ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียน การประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) เริ่มต้นขึ้นภายหลังพิธีถ่ายภาพร่วมของผู้นำและคณะผู้แทน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวต้อนรับผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่เดินทางมาร่วมประชุมในเมืองคาซาน พร้อมทั้งกล่าวย้อนถึงการประชุมรัสเซีย–อาเซียนครั้งก่อนเมื่อปี ค.ศ. 2021 ซึ่งในขณะนั้น ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน โดยประเทศดังกล่าวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2025

โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก พร้อมแสดงเจตนารมณ์ของรัสเซียในการยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในทุกมิติ ประธานาธิบดีรัสเซียยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนได้พัฒนาไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) และในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวมีบทบาทเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

ผู้นำรัสเซียระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีดิจิทัล การคมนาคม และการลงทุน นอกจากนี้ รัสเซียยังพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับประเทศในภูมิภาค ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังเน้นย้ำแนวคิด “ระเบียบโลกหลายขั้ว” (Multipolar World Order) โดยระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งครอบงำระบบระหว่างประเทศเพียงลำพัง พร้อมยกย่องบทบาทของอาเซียนในฐานะกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความสมดุลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียได้แสดงความพร้อมในการขยายเครือข่ายคมนาคมและการเชื่อมต่อทางอากาศกับประเทศอาเซียน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างรัสเซียกับภูมิภาค

หลังจากนั้น ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานร่วมของการประชุมในฐานะประเทศประธานอาเซียนประจำปี ค.ศ. 2026 ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า “เราเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีแห่งความเป็นหุ้นส่วนบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อร่วมกันว่าความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพ” มาร์กอสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อ 35 ปีก่อน การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุง Kuala Lumpur ของรัสเซีย ได้วางรากฐานให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนพัฒนาจนกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้เสนอ 3 ลำดับความสำคัญหลัก สำหรับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในอนาคต โดยประเด็นแรกคือ สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพ มาร์กอสกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งและไม่อาจประเมินคุณค่าได้ต่ำเกินไปผู้นำฟิลิปปินส์จึงเน้นย้ำว่า อาเซียนและรัสเซียควรขยายความร่วมมือในด้าน สันติภาพและความมั่นคง ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกันที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคและระดับโลก ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. กล่าวถึงลำดับความสำคัญประการที่สองว่า คือ การยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้มีความกระตือรือร้นและพลวัตมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่า อาเซียนและรัสเซียจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการไหลเวียนทางเศรษฐกิจ ขยายเครือข่ายภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน สำหรับลำดับความสำคัญประการที่สาม คือ ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมถึงทุนการศึกษา โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ

ตามข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย ณ วันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 สินค้าส่งออกหลักของรัสเซียไปยังประเทศอาเซียนยังคงเป็น ทรัพยากรแร่ พลังงาน และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ รัสเซียยังเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำมันพืช ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ในด้านการท่องเที่ยว ปี ค.ศ. 2025 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้น 37% รวม 1.8 ล้านคน ซึ่งกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่เดินทางเยือนรัสเซียเพิ่มขึ้น 34% เป็น 70,600 คน เพื่อส่งเสริมการเดินทางและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2025 รัสเซียได้ขยายระยะเวลาพำนักภายใต้ระบบ วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) จากเดิมเป็น 30 วัน

ในด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม รัสเซียได้จัดตั้ง ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO (มหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมอสโก) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา ได้มีการจัด การประชุมสุดยอดเยาวชนรัสเซีย–อาเซียน รวมถึง การประชุมและแลกเปลี่ยนนักการทูตรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง ประวัติการประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนจัดมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 การประชุมสุดยอด รัสเซีย–อาเซียน ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2005 ณ กรุง Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศในขณะนั้นและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเข้าร่วม ก่อนการประชุมทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความตกลงด้านความร่วมมือทางการเมืองและการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีอยู่ก่อนแล้ว การประชุมครั้งดังกล่าวจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างรัสเซียกับอาเซียน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการรัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2005–2015 ครอบคลุมความร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่

1) นโยบายต่างประเทศ
2) การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
3) การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ
4) การจัดการภัยพิบัติ
5) วัฒนธรรม
6) ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการแลกเปลี่ยนประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการจัด การประชุมภาคธุรกิจรัสเซีย–อาเซียน และ นิทรรศการเทคโนโลยีสมัยใหม่ของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนครั้งที่สอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ณ กรุง Hanoi ประเทศเวียดนาม ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่อาเซียนสนับสนุนความตั้งใจของรัสเซียในการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ซึ่งถือเป็นการยอมรับบทบาทของรัสเซียในฐานะหนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญต่อสถาปัตยกรรมความมั่นคงและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมได้ยืนยันจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระดับโลก โดยสนับสนุนสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START Treaty) และผลการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT Review Conference) รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เข้าร่วมพิธีสารของ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) โดยเร็ว ที่ประชุมยังแสดงความยินดีต่อการที่รัสเซียเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ เอเชีย–ยุโรป (ASEM) และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม Asia-Pacific Economic Cooperation ในปี ค.ศ. 2012 ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนงานความร่วมมือด้านพลังงาน ค.ศ. 2010–2015 ครอบคลุม พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ขยายความร่วมมือกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย ในด้านสังคมและวัฒนธรรม มีการลงนาม ความตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และเปิด ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO ณ กรุงมอสโก

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ณ Sochi ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นบนแผ่นดินรัสเซีย ผลสำคัญของการประชุมคือการลงนาม ปฏิญญา “สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” และการรับรอง แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ ค.ศ. 2016–2020 เอกสารดังกล่าวมุ่งส่งเสริม 1) การขยายความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ 2) การลงทุนด้านพลังงาน 3) ความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหาร 4) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและมนุษยธรรม ขณะเดียวกันรัสเซียได้เสนอแนวทางความร่วมมือระยะยาวด้านพลังงานแก่ประเทศอาเซียน ได้แก่ 1) การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระยะยาว 2) การส่งออกพลังงานไฟฟ้า 3) โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างการประชุมประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้จัดการหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศอย่างต่อเนื่อง ผลจากการหารือดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสำคัญหลายฉบับ ได้แก่ 1) กับ Indonesia มีการลงนามความตกลงด้านกลาโหม การประมง และวัฒนธรรม 2) กับ Thailand มีการลงนามความตกลงความร่วมมือทางทหาร 3) กับ Vietnam มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2020 ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนั้นคือแนวคิด “การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” (Integration of Integrations) โดยมีการหารือเกี่ยวกับ 1) การจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่าง Eurasian Economic Union กับอาเซียน 2) การประสานความร่วมมือกับ Shanghai Cooperation Organization และ 3) การเชื่อมโยงกับโครงการ Economic Belt of the Silk Road หรือเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งนี้ มี 6 ประเทศอาเซียนที่แสดงความพร้อมในการเข้าร่วมความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ณ ประเทศSingapore กิจกรรมสำคัญที่สุดคือการประชุมเต็มคณะที่มีประธานาธิบดีปูตินเข้าร่วม โดยเน้นประเด็น 1) การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน 2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรม และ3) การเชื่อมโยงกระบวนการบูรณาการของอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ผลการประชุมมีการรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และ 2) แถลงการณ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Security) นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Commission)

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน มีสถานที่หลักในการจัดงานคือศูนย์นิทรรศการและการประชุม Kazan Expo โดยการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 ตามคำกล่าวของนายยูริ อูชาคอฟ «Юрий Ушаков» ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านกิจการต่างประเทศและถือเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน การประชุมครั้งนี้มีแผนที่จะรับรองเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน (Kazan Declaration) 2) แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2026–2030 3) แถลงการณ์ร่วมด้านพลังงาน 4) แถลงการณ์ร่วมด้านวัฒนธรรม พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการสำหรับผู้นำและคณะผู้แทนจัดขึ้น ณ อาคารใหม่ของ Kamal Theatre โดยทางการตาตาร์สถานได้เตรียมโรงแรมรองรับแขกกว่า 30 แห่ง รวมถึงประดับเมืองด้วยดอกไม้กว่า 1.3 ล้านต้น และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมสำหรับคณะผู้แทนต่างประเทศ

ประเด็นวิเคราะห์ด้านความมั่นคง

1) รัสเซียให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์ สุนทรพจน์ของปูตินสะท้อนความพยายามของมอสโกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ในเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและรับมือกับแรงกดดันจากชาติตะวันตก

2) การผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศรัสเซีย รัสเซียพยายามดึงประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงสมาชิกอาเซียน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างดุลอำนาจกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

3) ความร่วมมือด้านพลังงานและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของรัสเซีย การเสนอความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน อาจเป็นช่องทางสำคัญที่รัสเซียใช้สร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศอาเซียนในระยะยาว

4) ไทยควรติดตามทิศทางความร่วมมือรัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจและโอกาสความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อสังเกต สาระสำคัญของสุนทรพจน์สะท้อนว่า รัสเซียมองอาเซียนเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของมอสโกเกี่ยวกับการสร้างระเบียบโลกหลายขั้ว ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ณ เมืองคาซานในปี ค.ศ. 2026 สะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” และแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้ว ขณะที่อาเซียนยังคงรักษาบทบาทความเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) และดำเนินนโยบายสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ความร่วมมือที่ได้รับการผลักดันในด้านพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รัสเซียเผชิญอยู่ รวมถึงพลวัตการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สำหรับประเทศไทย การติดตามพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิดจะมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ภายใต้บริบทของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top