Thursday, 4 June 2026
เนปาล

เพลิงที่ลุกจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่เนปาล สะท้อนการปฏิเสธกติกาสืบทอดอำนาจของชนชั้นนำ

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) กรุงกาฐมาณฑุได้เผชิญค่ำคืนแห่งเพลิงและความโกรธแค้น ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปใน พระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ (Singha Durbar) วังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐเนปาล และจุดไฟเผาจนลุกไหม้ เสาอาคารแตกร้าวเพราะความร้อน หน้าต่างระเบิดเป็นสะเก็ดไฟ ควันดำลอยคลุ้งทั่วท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง มันไม่ใช่เพียงแค่อาคารที่กำลังถูกเผา แต่คือสัญลักษณ์ของระบอบการเมืองเก่าที่กำลังพังทลายลงตรงหน้า

ต้นเหตุคือคำสั่งรัฐบาลในการแบน โซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Facebook, YouTube, X จนถึง Signal สำหรับคนรุ่นใหม่ที่หายใจอยู่ในโลกดิจิทัล มันไม่ใช่แค่การปิดกั้น แต่มันคือการตัดลมหายใจ เป็นการส่งสัญญาณว่าความคิดและเสียงของพวกเขาไม่ถูกนับรวม

แต่ความโกรธนั้นลึกกว่านั้น มันคือความรู้สึกว่าประเทศถูกพันธนาการด้วยระบบอุปถัมภ์ ที่ให้ ลูกหลานนักการเมือง รับอำนาจเหมือนมรดกตกทอด คำสั่งแบนเป็นเพียงประกายไฟ แต่เชื้อเพลิงจริงคือความผิดหวังที่สะสมมาหลายทศวรรษ

เมื่อเพลิงโหมสิงห์ดุร์บาร์ มันเผาผลาญเกินกว่ากำแพงและเสา มันทำลายภาพลวงตาที่ว่าสถาบันเก่ายังมีความชอบธรรม รัฐสภา ศาลฎีกา และบ้านพักผู้นำก็ถูกโจมตีเช่นกัน ข้อความนั้นชัดเจนยิ่งนักว่า กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

นายกรัฐมนตรี เค. พี. ชาร์มา โอลี ประกาศลาออกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่การลาออกนั้นไม่อาจดับไฟในใจประชาชนได้ เพราะปัญหาที่แท้จริงคือรอยแยกระหว่างคนรุ่นใหม่ที่กระหายการเปลี่ยนแปลง กับชนชั้นนำเก่าที่ไม่ยอมปล่อยอำนาจ

เหตุการณ์ไฟเผาพระราชวังสิงห์ดุร์บาร์ในกาฐมาณฑุ ไม่ได้เป็นเพียงการเผาอาคารเก่าแก่ แต่คือสัญลักษณ์ของการปะทุจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ต่อระบอบการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลง จุดเริ่มต้นจากการแบนโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์ม กลายเป็นประกายไฟที่จุดระเบิดความไม่พอใจซึ่งสั่งสมมานาน

สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วง แต่เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในการปฏิเสธกติกาเดิม และมีศักยภาพจะกลายเป็น “โดมิโน” ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในอนาคต วันหนึ่งอาจไม่หยุดแค่เนปาล แต่อาจไปถึงเมืองหลวงอื่นในภูมิภาคก็เป็นได้

‘กองทัพเนปาล’ เข้าคุมเมืองหลวงในช่วงสุญญากาศ หลังเหตุประท้วงเดือดจาก ‘ม็อบ Gen Z’ ทำยอดคนดับพุ่ง 22 ศพ

(10 ก.ย. 68) เนปาลเข้าสู่ภาวะตึงเครียดรุนแรง หลังยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุประท้วงพุ่งแตะ 22 ราย กองทัพตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้ากรุงกาฐมาณฑุเมื่อคืนวันอังคาร (9 ก.ย.) เพื่อสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว เผาอาคารรัฐสภา ศาลสูง รวมถึงบ้านพักนักการเมืองหลายราย โดยมีรายงานว่า ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีเสียชีวิตจากบาดแผลไฟลวก หลังถูกผู้ประท้วงบุกจุดไฟเผาบ้านพัก

ความรุนแรงปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ หลังรัฐบาลสั่งแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกว่า 20 บริการ รวมถึง WhatsApp และ YouTube จุดชนวนความไม่พอใจที่สะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ต่อมารัฐบาลจะยกเลิกคำสั่งและนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ประกาศลาออก แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลาย

ผู้นำหน่วยงานความมั่นคงของเนปาลออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี 4 คน รวมถึงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทยอยลาออก ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งไม่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาบริหารประเทศต่อ

อย่างไรก็ตาม อาโศก ราช ซิกเดล (Ashok Raj Sigdel) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศว่ากองทัพจะเข้าควบคุมกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมเผยแพร่ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ “ปฤถวี นารายัน ชาห์” (Prithvi Narayan Sh) กษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรเนปาล เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ถึงการยืนหยัดปกป้องบ้านเมือง ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการลุกฮือครั้งนี้คือ “การประท้วงของ Gen Z” ที่เรียกร้องเสรีภาพและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

องค์กร Hami Nepal ถูกเชื่อมโยงทุน NED และบริษัทสหรัฐฯ หัวเชื้อ ‘ม็อบ Gen Z’ ออกมาประท้วงหนัก!! ไล่รัฐบาลเนปาล

(10 ก.ย. 68) สื่อสากลรายงานว่าองค์กร Hami Nepal มีบทบาทนำการประท้วงของกลุ่มเยาวชน Gen Z ในเนปาล จนเกิดความรุนแรง เผาอาคารรัฐสภาและผลักดันให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี (K. P. Sharma Oli) ลาออก หลังการประท้วงรุนแรงหลายวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 22 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คนจากการปราบปรามของตำรวจ

หัวใจสำคัญของการประท้วงคือ ซูดาน กุรุง (Sudan Gurung) วัย 38 ปี ประธาน Hami Nepal องค์กรเยาวชนที่ช่วยฟื้นฟูหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและตอบสนองฉุกเฉิน โดย ‘กุรุง’ เคยสูญเสียลูกจากเหตุแผ่นดินไหวปี 2015 ทำให้เขาหันมาทำงานสาธารณะและก่อตั้ง Hami Nepal ในปี 2020 ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกมากกว่า 1,600 คน

อย่างไรก็ตาม Hami Nepal มีความเชื่อมโยงกับโครงการที่ได้รับทุนจาก มูลนิธิแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NED) ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนกึ่งอิสระของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการทำแคมเปญ “Free Tibet” ต่อต้านจีน และร่วมมือกับบริษัทสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น โคคา-โคลา (Coca-Cola) 

ขณะเดียวกัน กุรุงและองค์กรเคยเรียกร้องให้มีการประท้วงอย่างสงบเพื่อต่อต้านคำสั่งแบนโซเชียลมีเดียของรัฐบาล โดยผู้ประท้วงใช้แพลตฟอร์มอย่าง Instagram และ Discord ประชาสัมพันธ์วิธีการประท้วง และนัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ไมนติการ์ มันดาลา (Maitighar Mandala) แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุบานปลาย

นักวิเคราะห์ระบุว่าการเคลื่อนไหวของ Hami Nepal สะท้อนถึงอิทธิพลของทุนต่างชาติและ NGO ในการชุมนุมเยาวชน ซึ่งมีเป้าหมายทั้งการแทรกแซงทางการเมืองและการสร้างความไม่มั่นคง ขณะเดียวกันซูดาน กุรุงก็ถูกมองว่าเป็น “แกนนำของการประท้วง Gen Z” ที่รวบรวมคนรุ่นใหม่เพื่อเรียกร้องเสรีภาพและต่อต้านรัฐบาลที่พวกเขามองว่าทุจริตและล้มเหลว

ทหารเนปาลเข้าควบคุมสถานการณ์กรุงกาฐมาณฑุ หลังกลุ่ม Gen Z ประท้วงรุนแรง ปะทะกับตำรวจ จนมีผู้เสียชีวิต 25 คน

(11 ก.ย. 68) ทหารเนปาลเข้าฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยทั่วกรุงกาฐมาณฑุ หลังเกิดการประท้วงรุนแรงของกลุ่ม Gen Z เมื่อวันอังคาร (9 ก.ย.) ที่บุกเผาอาคารรัฐบาล ทำร้ายนักการเมือง และแม้นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี จะประกาศลาออกก็ตาม ทหารออกลาดตระเวนตามพื้นที่สำคัญ พร้อมบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวต่อเนื่องจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี

กองทัพเนปาลแถลงว่า ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยจี้ปล้น 27 คน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประท้วงยุติการเคลื่อนไหวและแก้ปัญหาผ่านการเจรจา ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีการเตรียมหารือระหว่างทางการกับผู้ประท้วงเพื่อหาทางออกโดยสันติ บาราลาม เค.ซี. อดีตผู้พิพากษาศาลสูงสุด เสนอให้ผู้ประท้วงจัดทีมเจรจาและเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่

ความรุนแรงเกิดจากความโกรธแค้นของคนรุ่น Gen Z ต่อการแบนโซเชียลมีเดียนับสิบแพลตฟอร์ม และความไม่พอใจต่อความคอร์รัปชันของนักการเมือง ทำให้มีการปะทะกับตำรวจ มีผู้เสียชีวิต 25 คน และบาดเจ็บ 633 คน อาคารรัฐสภา ศาลสูงสุด ทำเนียบประธานาธิบดี สำนักนายกรัฐมนตรี และบ้านพักนักการเมืองหลายหลังถูกจุดไฟเผา

นอกจากนั้น มีรายงานว่าผู้ประท้วงไล่ทำร้ายผู้นำพรรคการเมืองและครอบครัว ตำรวจและทหารต้องส่งเฮลิคอปเตอร์นำรัฐมนตรีบางคนไปยังพื้นที่ปลอดภัย นักโทษหลายร้อยคนหลบหนีออกจากเรือนจำ ขณะที่อัตราว่างงานของเยาวชนเนปาลอยู่ที่ราว 20% ทำให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมสูง และประธานาธิบดีรามจันทรา เปาเดล เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาอย่างสันติ และให้โอลีดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลรักษาการจนกว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ วิเคราะห์!! เหตุใด คลิปการบินไทย ที่เนปาล โยงมา ‘ลุงตู่’ ชี้!! นี่คือ ‘บุคคลสำคัญ’ ผลักดัน!! ‘แผนฟื้นฟูกิจการ’ ช่วยให้พ้นวิกฤตหนี้

(13 ก.ย. 68) ‘ครูพี่ออยสอนแอร์’ โพสต์คลิปลงใน TikTok เกี่ยวกับกรณีที่มี คลิปการบินไทย TG320 แล้วมีการเขียนข้อความ คอมเมนต์ ถึง ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย โดยครูพี่ออยสอนแอร์ ได้ระบุว่า ...

จากคลิปที่เครื่องบินของการบินไทย ทะยานออกจากสนามบินที่ประเทศเนปาล ในคอมเมนต์ ของคลิปนี้มีการเอ่ยถึงชื่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย กันอย่างมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้วมันโยงไปสู่แผนการฟื้นฟูของบริษัทการบินไทย

หลังจากที่บริษัทการบินไทย ประสบภาวะการขาดทุนและมีหนี้สินมหาศาล จนทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2563 รัฐบาลในยุคนั้นก็ได้อนุมัติให้ บริษัทการบินไทยเข้าสู่ศาลล้มละลายกลาง เพื่อที่จะได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการขึ้นมา ซึ่งในแผนนี้ก็จะปรับโครงสร้างของหนี้สิน การลดจำนวนพนักงาน การปรับฝูงบิน ซึ่งผลลัพธ์จากแผนนี้ ก็ได้ทำให้บริษัทการบินไทยกลับมาเปิดเที่ยวบิน ระหว่างประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

จากที่หลายคอมเมนต์ เอ่ยถึงชื่ออดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ในอดีตนั้นท่านมีบทบาท ที่สำคัญในการ ตัดสินใจให้บริษัทการบินไทย เดินหน้าเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ แล้วสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ

'สภาเนปาล' แถลง!! เสียใจต่อการสูญเสีย จากเหตุประท้วง Gen Z

(13 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ที่ #เนปาล 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาของเนปาลออกแถลงการณ์หลังจากวิกฤตทางการเมืองในประเทศ
แถลงการณ์ร่วมระบุว่า …

พวกเรารู้สึกตกใจกับการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วงของคนรุ่น Gen-Z เมื่อวันที่ 23 และ 24 ภัทรา 2082 พวกเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเยาวชนทุกคนที่เสียชีวิตระหว่างการประท้วง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว นอกจากนี้ยังขออวยพรให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกคนหายดีในเร็ววัน และขอเรียกร้องให้กลไกรัฐที่เกี่ยวข้องดูแลให้ไม่มีการขาดแคลนการรักษาพยาบาล

เหตุวางเพลิงและการทำลายทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ภัทรา 2082 รวมถึงอาคารรัฐสภาแห่งชาติที่บาเนศวอร์ เลขาธิการรัฐสภาแห่งชาติที่สิงหะดุรบาร์ รวมทั้งสำนักงานรัฐบาลต่าง ๆ ที่อยู่อาศัยของภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน สถานประกอบการเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินสาธารณะ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในอาคารรัฐสภาแห่งชาติ เลขาธิการรัฐสภา และทั่วประเทศ ได้สร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่าได้ต่อประเทศ

ในสถานการณ์อันยากลำบากที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ฯพณฯ ประธานาธิบดีกำลังดำเนินการหาทางออกผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ โดยยึดมั่นในอธิปไตย เสรีภาพพลเมือง บูรณภาพแห่งดินแดน เอกภาพของชาติ และเอกราชที่เป็นของประชาชน

ในบริบทนี้ เราขอยืนยันว่าหลักนิติธรรมและลัทธิรัฐธรรมนูญไม่ควรถูกบิดเบือน และเราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมุ่งมั่นสู่การสร้างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า มั่งคั่ง และเข้มแข็งขึ้น ด้วยการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง

ประชาธิปไตยฉบับไวรัล!! คน Gen Z โพสต์แล้วปฏิวัติ แชร์แล้วเปลี่ยนประเทศ จุดเชื่อมโยง!! ประท้วงเนปาล กับ ‘แก๊งค์ชานม’ จะรอด หรือแค่ร้อนตามเทรนด์

(14 ก.ย. 68) บทความวันนี้ของเอย่าขอพุ่งเป้าไปที่การประท้วงในประเทศเนปาลที่มีการลุกลามบานปลายในขณะนี้  เอย่าเชื่อว่าใครก็ทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่นี้เกิดจาก 3 เหตุผลใหญ่ๆคือ
1. การแบนโซเชียลมีเดีย
2. ความไม่พอใจต่อการทุจริตทางการเมืองและระบบการเมืองแบบครอบครัวและคนสนิท
3. ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยหลักใหญ่ที่คนให้ความสำคัญว่าน่าจะเป็นชนวนเหตุคือการปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือศัพท์นักข่าวเรียกว่า คน Gen Z นั่นเอง  

พอเรามาดูช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะหาจุดยืนของตัวเองออกมาเรียกร้องอะไรก็ตามโดยที่ไม่ฟังเสียงหรือเหตุผลจากรัฐบาลจนทำให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เรื่องนี้เอย่าลองมาหาข้อมูลกัน  อย่างเรื่องการแบนโซเชียลของเนปาลนั้น ทางรัฐบาลของเนปาลให้เหตุผลว่า  ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศ และอยู่ภายใต้กฎหมายเนปาล   โดยมีเหตุผลคือเหตุผลคือ เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลเท็จ พวก fake news และ hate speech รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น  แต่ในขณะที่ประชาชนมองว่า มองว่าเป็น การเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก  บางคนใช้โซเชียลในการ ทำงาน การเรียน และติดต่อสื่อสาร หากถูกบล็อกคือกระทบชีวิตประจำวัน  แต่จุดคือ ชาวเนปาลมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ ควบคุมเสียงวิจารณ์และการเมือง ไม่ใช่เพื่อป้องกันข่าวปลอมจริง ๆ และทำให้เนปาล ล้าหลังและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก  เอย่าถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่….?

ในความเป็นจริงแล้วหลายประเทศมีกฎข้อบังคับให้โซเชียลมีเดียต้องจดทะเบียนหรือตั้งสำนักงานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
• ประเทศจีน ไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าถึงได้โดยตรง เช่นพวก Facebook, X, YouTube จะถูกบล็อกการใช้งาน ส่วนบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีการจดทะเบียนกับรัฐบาล และทำงานภายใต้ระบบ Great Firewall เท่านั้น
• ประเทศอินเดีย กำหนดให้แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, WhatsApp, X  ต้องมีบุคลากรในตำแหน่ง Chief Compliance Officer, nodal contact person, และ grievance officer ประจำในอินเดีย และต้องต้องลบเนื้อหาภายใน 36 ชั่วโมง หากรัฐบาลสั่ง
• ในตุรกี มีกฎหมาย Social Media Law 2020 บังคับให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านราย/วัน ต้อง ตั้งตัวแทนทางกฎหมายในตุรกี และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจถูกปรับ
• ในเวียดนาม มีกฎหมายไซเบอร์บังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวเวียดนามในประเทศ และมีสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม
และยังมีชาติอีกหลายชาติที่มีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ  ประเด็นที่สำคัญคือ คนเนปาลทำไมไม่รู้…?

จากการประท้วงหลายๆประเทศที่ผ่านมาของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไทยหรือเมียนมา มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมมวลชนซึ่งจุดนี้ในเนปาลก็ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าสื่อตะวันตกไม่เคยนำเสนอจุดนี้ออกมาเพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความวุ่นวายในประเทศอื่นๆอันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลเนปาลที่ถูกโค่นล้มไปกัวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติที่ชื่อ นาย Balendra Shah ซึ่งคนๆนี้เป็นผู้นำในการปฏิวัติครั้งนี้ เขาเป็นนักร้องเพลงแรปมาก่อน ที่จะมาเป็น เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงกาฐมาณฑุ  โดยการที่คนๆนี้ก้าวมาสู่การเป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ธรรมดา กล่าวคือ  เขาใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ต่อต้านคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาจริง ๆ ของคนเมือง  โปรโมทผ่านโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ซึ่งผลงานของเขาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แม้จะแก้เรื่องการเอาโซเชียลมาถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อให้รู้สึกว่าโปร่งใส แต่เราคนไทยนั้นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นแค่การทำให้รู้สึกว่าได้รับรู้เท่านั้น  ในขณะที่ปัญหาขยะ  จราจร หรือปัญหาสังคมก็ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มาถึงจุดนี้รู้สึกไหมคะว่าเหมือนนักการเมืองบางคนในประเทศไทยเลย….

มาจุดนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็คงต้องดูว่าประชาชนเนปาลยังสนับสนุนเขาต่อไปไหมหรือเขาสามารถแก้ปัญหาในเนปาลได้จริงหรือไม่ อย่าลืมว่าประเทศมันใหญ่กว่าเมืองมาก หากนาย Balen Shah มีความมุ่งมั่นและหวังดีต่อประเทศชาติจริงน่าจะทำให้เนปาลเจริญขึ้นได้  แต่ประเด็นเขาจะสร้างให้ชาวเนปาลตื่นรู้กับสังคมโลกหรือจะปั่นหัวชาวเนปาลให้อยู่กับความหวังก็คงต้องดูกันต่อไป   แต่สำหรับเอย่าแค่จะบอกว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับแก๊งค์ประท้วงชานมเลยก็แค่นั้น

บทเรียนประชาธิปไตย 2 ราชอาณาจักรแห่งเทือกเขาหิมาลัย ‘ภูฏาน’ คงระบอบกษัตริย์ - ยึดในหลวง ร.9 เป็นต้นแบบพัฒนาชาติ

เมื่อวันที่ (14 ก.ย. 68) รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อว่า Piti Srisangnam  ว่า ในปี 2008 ราชอาณาจักร 2 แห่งสุดท้ายบนเทือกเขาหิมาลัย เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสู่ ระบอบประชาธิปไตย

เนปาล ราชอาณาจักรฮินดูแห่งสุดท้าย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ถูกแรงกดดันอย่างต่อเนื่องเนื่องจากปกครองแบบรวมศูนย์และละเมิดสิทธิพลเมือง ทำให้ Napali Congress ลุกฮือต่อต้านมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแบบที่ราชวงศ์พยายามประสานผลประโยชน์กับฝ่ายการเมือง ความมั่งคั่งกระจุกตัวเฉพาะคนข้างบน คนข้างล่างทนไม่ได้จึงหันไปนิยมลัทธิเหมา สังคมนิยมสุดโต่ง จนเกิดเหตุการณ์สงครามกลางเมือง Maoist Insurgency ตั้งแต่ 1996 จนถึง 2006

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ปี 2001 มกุฎราชกุมารลุกขึ้นมาสังหารหมู่พระราชวงศ์ของตนเอง ตำแหน่งกษัตริย์เปลี่ยนมือ

2006 ข้อตกลงสันติภาพระหว่างราชวงศ์ นักการเมือง และขบวนการหัวรุนแรงลัทธิเหมาเกิดขึ้น หลังการประท้วงใหญ่ Jana Andolan II

2008 คือจุดสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์ในเนปาล ประเทศเดินหน้าสู่ระบอบ Federal Parliamentary Republic แต่ละรัฐมีรัฐบาลท้องถิ่นที่มีอำนาจในท้องถิ่นตนเอง มีเมืองหลวงทำนโยบายระดับชาติ ประธานาธิบดีเชิงสัญลักษณ์ อำนาจบริหารอยู่ที่นายกฯ 

2008-2025 ประเทศลงเหวจากการผูกขาดการเมืองของนักการเมืองกลุ่มเดิม ๆ ที่ผลัดกันครองตำแหน่ง คนรวย-รวยขึ้น คนจน-จนลง เครือข่ายนักการเมืองสวาปามกอบโกยความมั่นคั่ง ทอนเงินแบ่งเงินกันในทุกระดับ ลูกหลานโชว์รวย+โชว์โง่ สร้างความเกลียดชัง

2025 ประชาชนโกรธแค้น ลุกฮือ

ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย
กษัตริย์ Jigme Singye Wangchuck (พระราชบิดาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน)  ประกาศในปี 2001 ในการปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่ระบอบ Constitutional Monarchy ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

เจ้าชายหนุ่ม Jigme Kheser Namgyel Wangchuck เดินทางออกไปเรียนหนังสือในต่างประเทศทั้งที่ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และ ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 ต่อจากพระราชบิดา

ในหลายวาระ เราได้เห็นความใกล้ชิดระหว่าง 2 พระราชวงศ์ ไทย-ภูฏาน ที่ทั้ง King Jigme Singye Wangchuck (คนพ่อ) และ King Jigme Kheser Namgyel Wangchuck (คนปัจจุบัน) ต่างก็แสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่าพระองค์ท่านมี ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นบุคคลต้นแบบ เป็น Role model ทฤษฎีการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการหลวงฯ กลายเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปประเทศภูฏาน

จาก 2001-2008 เราเห็นภูฏานพัฒนาดัชนีชี้วัดประเมินการพัฒนาของตนเองที่เรียกว่า Gross National Happiness (GNH) เราเห็นการปรับปรุงระบบสาธารณสุข แบบ Universal Health Coverage เราเห็นการขยายโอกาสการศึกษา เราเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ปี 2008 เราราชอาณาจักรพุทธแห่งสุดท้ายบนเทือกหิมาลัย ภูฏาน เปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
 เราเห็นสถาบันกษัตริย์ที่ผูกพันกับศาสนาที่เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เข้มแข็ง เราเห็นพระราชวงศ์ที่ใกล้ชิดเป็นกันเองร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน

เราเห็น Bhutan Model ที่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็น Role Model

ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน คือ เสาหลักของการพัฒนาประเทศ

ในเวลาที่โลกระส่ำ ฝรั่งเศสประท้วงเพราะรัฐบาลจะลดงบประมาณ ลดสวัสดิการ ลดวันหยุด ของประชาชน แต่ยังเอาเงินไปสนับสนุนสงคราม, อังกฤษประท้วงต่อต้านคนต่างชาติ ต่างอัตลักษณ์, สหรัฐอเมริกายิงทิ้งผู้ที่คิดต่างจากตนเอง, อิสราเอลถล่มการ์ตาทั้งที่เขาต้องการเป็นตัวกลางในการสร้างสันติภาพ... 

ผมว่าไทยเราเองต้องสร้าง model การเมือง การปกครอง การพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นของเราเอง เพื่อผลประโยชน์ของคนไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top