Thursday, 4 June 2026
เซอร์เกย์ลาฟรอฟ

‘เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ’ รมต.ต่างประเทศรัสเซีย เผยกับ ‘นักข่าวอเมริกัน’ เงื่อนไขที่สำคัญที่สุด 4 ประการในการยุติ!! สงครามยูเครน

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2024 มีการเผยแพร่บทสัมภาษณ์ระหว่างนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกับนายทัคเกอร์ คาร์ลสันนักข่าวชาวอเมริกัน ที่เคยสัมภาษณ์ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ที่ผ่านมาโดยได้พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเกี่ยวกับสาเหตุของการเริ่มปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนและความสัมพันธ์กับตะวันตก ครั้งนี้นักข่าวชาวอเมริกันรายนี้เดินทางกลับมายังมอสโกเพื่อพูดคุยกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย การสัมภาษณ์ของนายทัคเกอร์ คาร์ลสันครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่การทูตเกี่ยวกับการหยุดยิงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นนับตั้งแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งและในขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้าในสนามรบทางตะวันออกของยูเครน การสัมภาษณ์ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ภายใน 3 ชั่วโมง มีผู้เข้าชมเกือบ 2.3 ล้านครั้ง โดยรัฐมนตรีเซอร์เกย์ ลาฟรอฟได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ความขัดแย้งในยูเครน และเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศรัสเซียในการยุติปัญหานี้ โดยสามารถสรุปประเด็นการสัมภาษณ์ดังกล่าวที่สำคัญได้ 4 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นแรก ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐอเมริกา
- รัสเซียต้องการมีความสัมพันธ์ตามปกติกับทุกประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ยิ่งใหญ่เช่นสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแสดงความเคารพต่อชาวอเมริกันและความสำเร็จของพวกเขาหลายครั้ง เราไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมรัสเซียและสหรัฐอเมริกาจึงไม่สามารถร่วมมือกันได้
- สำหรับมอสโกสิ่งสำคัญคือการหลีกเลี่ยงสงครามกับสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสงครามอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ได้
- โดนัลด์ ทรัมป์เป็นมิตร แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโปรรัสเซีย
- สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยูเครนถูกเรียกว่าสงครามลูกผสม ยูเครนจะไม่สามารถทำสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ด้วยอาวุธสมัยใหม่ที่มีพิสัยไกลได้เลยหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทอย่างแข็งขันในการจัดหาอาวุธให้กับทางเคียฟ 
โดยเขากล่าวว่า “ผมจะไม่พูดว่าในวันนี้รัสเซียและสหรัฐอเมริกากำลังทำสงครามกัน เราไม่ได้ทำสงครามอย่างเป็นทางการ และนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราอยากจะมีความสัมพันธ์ตามปกติกับทุกประเทศ”

ประเด็นที่สอง ความเสี่ยงจากสงครามนิวเคลียร์
- ทางการรัสเซียมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สงครามนิวเคลียร์จะลุกลาม
- หลักคำสอนทางทหารของเรากล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสงครามนิวเคลียร์
- แนวคิดของชาติตะวันตกที่มองว่ารัสเซียไม่มี ‘เส้นแดง’ นั้นถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรง หลายครั้งที่ตะวันตกประกาศเส้นแดงเองและเปลี่ยนเส้นแดงนั้นไปมา โดยเขากล่าวว่า “นี่เป็นเกมที่อันตรายมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทางตะวันตกมีการเรียกร้องภายในเพนตากอนและ NATO ให้ชิงโจมตีก่อนโดยมองว่าการโจมตีเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด รวมถึงการโจมตีด้วยนิวเคลียร์อย่างจำกัด ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดหายนะที่เราไม่ต้องการ

ประเด็นที่สาม การทดสอบขีปนาวุธ ‘Oreshnik’
- รัสเซียไม่ต้องการให้สถานการณ์เลวร้ายลง แต่เนื่องจากขีปนาวุธ ATACMS และอาวุธระยะไกลอื่น ๆ ถูกใช้กับแผ่นดินรัสเซีย ทางการรัสเซียหวังว่าการทดสอบขีปนาวุธ 'โอเรชนิก' จะเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
- รัสเซียจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน สหรัฐอเมริกาและผู้ที่จัดหาอาวุธพิสัยไกลให้กับเคียฟต้องเข้าใจว่าเราจะพร้อมที่จะใช้วิธีการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาติตะวันตกประสบความสำเร็จในการสร้าง ‘ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์’ ให้กับเรา 

ประเด็นสุดท้าย ปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน
- เราไม่ได้เริ่มสงคราม ในทางตรงกันข้าม เราได้เปิดปฏิบัติการพิเศษทางทหารเพื่อยุติสงครามที่ระบอบการปกครองของเคียฟได้ปลดปล่อยต่อประชาชนใน Donbass ซึ่งสิทธิมนุษยชนของประชากรรัสเซียและที่พูดภาษารัสเซียในยูเครนถูกละเมิดอย่างร้ายแรงรัสเซียเริ่มปฏิบัติการพิเศษทางทหารเพื่อยุติสงครามที่ระบอบเคียฟกำลังดำเนินการกับประชาชนของตนเองในพื้นที่ดอนบาส 
- ชาวตะวันตกกำลังต่อสู้เพื่อรักษาอำนาจของตนในโลก แต่เรากำลังต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ด้านความปลอดภัยที่ถูกต้องตามกฎหมายและต่อสู้เพื่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้
- เราไม่มีเจตนาที่จะทำลายชาวยูเครน พวกเขาเป็นพี่น้องกันกับชาวรัสเซีย
- รัสเซียเรียกร้องหลายครั้งในปี 2014 และ 2017 ให้ในระดับข้อตกลงอนุญาตให้บางส่วนของ Donbass และ Novorossiya พูดและเรียนเป็นภาษารัสเซียได้ ประการแรกมีข้อตกลงมินสค์ซึ่งกำหนดไว้เพื่อบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครนยกเว้นไครเมียแต่ข้อตกลงเหล่านี้ถูกทำลายตั้งแต่เริ่มแรก และเราถูกบังคับให้เปิดปฏิบัติการพิเศษทางทหาร จากนั้นข้อตกลงอิสตันบูลในปี 2022 พูดถึงการที่ยูเครนไม่เข้าสู่ NATO เพื่อแลกกับการรับประกันความปลอดภัย แต่ถูกล้มหลังจากการมาถึงของนายบอริส จอห์นสันนายกรัฐมนตรีอังกฤษ 
- อย่าคิดว่ารัสเซียและสหรัฐฯ กำลังตัดสินใจประเด็นของยูเครนแทนทุกคนเพราะนี่ไม่ใช่สไตล์ของมอสโก
- เมืองหลวงบางแห่งเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งในยูเครน มีการพูดคุยกันว่าสหรัฐฯ ต้องการปล่อยให้เรื่องนี้ตกเป็นหน้าที่ของยุโรป
- รัสเซียพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ แต่ต้องการการเจรจาอย่างสันติ โดยตั้งใจที่จะดำเนินการเจรจาตามหลักการที่ตกลงกันในอิสตันบูล และต้องคำนึงถึงพื้นฐานความเป็นจริงที่ว่าขณะนี้มีสาธารณรัฐใหม่สี่แห่งในรัสเซีย แต่ข้อตกลงเหล่านี้ถูกตะวันตกปฏิเสธ

โดยรัฐมนตรีเซอร์เกย์ ลาฟรอฟกล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีสั่งห้ามการเจรจากับรัสเซีย และทางรัสเซียก็พร้อมสำหรับการเจรจา หากคำนึงถึงความสมดุลทางผลประโยชน์ 

ซึ่งทั้ง 4 ประเด็น ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถึงท่าทีและการส่งสัญญาณของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียต่อทางสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกผ่านทางนายทัคเกอร์ คาร์ลสันซึ่งผู้กำหนดนโยบายจากชาติตะวันตกจำเป็นจะต้องศึกษาและถอดความหมายจากการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ต่อไป

เครมลินชี้!! ชาติตะวันตกเริ่มยอมรับความจริง แม้พยายามหนัก แต่ไม่สามารถเอาชนะรัสเซียได้

(30 มิ.ย. 68) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) กล่าวระหว่างเยือนคีร์กีซสถานว่า ชาติตะวันตกเริ่มตระหนักว่า ไม่สามารถเอาชนะรัสเซียในเชิงยุทธศาสตร์ได้ แม้จะพยายามใช้อาวุธและสนับสนุนรัฐบาลยูเครนที่ลาฟรอฟกล่าวหาว่าเป็น “ระบอบนาซี” เพื่อบีบให้รัสเซียพ่ายแพ้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยสำเร็จ และครั้งนี้ก็จะล้มเหลวอีกเช่นกัน

ลาฟรอฟยืนยันว่ารัสเซียพร้อมร่วมมืออย่างจริงใจในการหาทางยุติสงครามในยูเครน แต่จะไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของเกมการเมืองที่ผู้นำยุโรปบางรายพยายามกดดันให้รัสเซียเข้าร่วม พร้อมโจมตีผู้นำฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ทซ์ ว่าไม่มีเหตุผล และกำลังพยายามรื้อฟื้นอิทธิพลเดิมของยุโรปในแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ลาฟรอฟยังหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศคีร์กีซถึงประเด็นแรงงานข้ามชาติ โดยระบุว่ารัสเซียยินดีต้อนรับแรงงานจากประเทศพันธมิตร แต่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมหารือเรื่องสถานการณ์ในยูเครน อิหร่าน และปัญหาปาเลสไตน์

ลาฟรอฟแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลคีร์กีซที่มีท่าทีเป็นกลางและไม่เข้าข้างฝ่ายใดในความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 29–30 มิถุนายน และเขายังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศขององค์กรสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน (CSTO) อีกด้วย

รัสเซียปัดตก!! ไม่รับลายเซ็นลงนามสันติภาพยูเครน เพราะสถานะผู้นำ ‘เซเลนสกี’ ไม่ถูกยอมรับทางกฎหมาย

(25 ส.ค. 68) รัสเซียออกมาโจมตีสถานะของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC ว่าเครมลินจะไม่ยอมรับการลงนามในเอกสารสันติภาพใดๆ หากมีลายเซ็นของเซเลนสกี เนื่องจากเขา “ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชอบธรรม”

ลาฟรอฟระบุว่า แม้เซเลนสกีจะเป็น “หัวหน้าระบอบการปกครองโดยพฤตินัย” แต่ไม่ถือว่าเป็นผู้นำที่ชอบธรรมตามกฎหมาย พร้อมวิจารณ์ว่าเขาเพียง “แสร้งทำตัวเป็นผู้นำ” และย้ำว่าการประชุมระหว่างเซเลนสกีกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยังไม่พร้อมเกิดขึ้นจริง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามจัดประชุมสองฝ่ายระหว่างเซเลนสกีและปูตินเพื่อหาข้อยุติสงคราม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณความคืบหน้า เนื่องจากรัสเซียยังคงยืนยันข้อเรียกร้องสูงสุด รวมถึงการยึดดินแดนจากยูเครน

ทั้งนี้ ยูเครนได้เลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ควรจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 ออกไป เนื่องจากประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกตั้งแต่รัสเซียบุกเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2022 ทำให้ตำแหน่งของเซเลนสกีถูกยืดอายุไปโดยอัตโนมัติ

‘เวเนซุเอลา’ ลงมติรับรอง ‘สนธิสัญญายุทธศาสตร์’ เดินหน้ากระชับพันธมิตรแนบแน่นกับ ‘รัสเซีย’

(2 ต.ค. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เข้าหารือกับอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายย้ำมุมมองร่วมกันต่อประเด็นสำคัญของโลก และหารือถึงการประสานงานนโยบายต่างประเทศในเวทีพหุภาคี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ

ลาฟรอฟเน้นย้ำว่าไม่อาจยอมรับมาตรการบีบบังคับใด ๆ ต่อรัฐอธิปไตย พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้นำเวเนซุเอลาท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่ากำลังใช้ข้ออ้างปราบปรามการค้ายาเสพติดเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ส่งเรือรบเข้าประชิดชายฝั่งเวเนซุเอลา ขณะที่รัสเซียและจีนประกาศพร้อมช่วยปกป้องหากเกิดการรุกราน

ในด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ รัฐสภาเวเนซุเอลาลงมติรับรอง “สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และความร่วมมือ” (Strategic Partnership and Cooperation Treaty) กับรัสเซียแล้ว ก่อนจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีมาดูโรลงนาม ข้อตกลงนี้ถูกลงนามครั้งแรกโดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีมาดูโร เมื่อ 7 พฤษภาคม 2025 ที่กรุงมอสโก ระหว่างที่มาดูโรเข้าร่วมพิธีรำลึก 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้าน “ชาติตะวันตก”

แม้รายละเอียดฉบับเต็มยังไม่เปิดเผย แต่รายงานระบุว่า สนธิสัญญามีระยะเวลา 10 ปี ครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งพลังงาน การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่ ความมั่นคงและเทคนิคทางทหาร รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียให้แก่เวเนซุเอลา ด้านรัสเซีย นายเซอร์เกย์ รีอาบคอฟ (Sergei Ryabkov) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ แสดงความยินดีและย้ำว่ารัฐสภารัสเซียจะเร่งให้ความเห็นชอบเช่นกัน

การค้าระหว่างสองประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2024 มีมูลค่ากว่า 270 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อนหน้า เวเนซุเอลายังนำเข้าน้ำมัน อาวุธ และสินค้าเกษตรจากรัสเซียจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบดาวเทียม GLONASS เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเวเนซุเอลา การเผชิญหน้าระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ จึงถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นชนวนเผชิญหน้าระดับภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ดึงรัสเซียและจีนเข้ามามีบทบาทโดยตรง

‘รัสเซีย’ โชว์ตัวเลขการค้ากับแอฟริกาโตพุ่ง ตั้งเป้ากระจายตลาด ดันเศรษฐกิจภูมิภาคเติบโต

(10 ต.ค. 68) รัสเซียเผยการค้ากับประเทศในทวีปแอฟริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว มีมูลค่ารวมเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามคำกล่าวของนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ซึ่งระบุว่ามีประเทศคู่ค้าหลักราว 8 แห่ง หรือคิดเป็นกว่า 70% ของการค้าทั้งหมด พร้อมย้ำว่ามอสโกจะเดินหน้ากระจายตลาดและเพิ่มความร่วมมือในภูมิภาค

ลาฟรอฟให้สัมภาษณ์กับสถานี RT ว่า แม้รัสเซียยังมีมูลค่าการค้ากับแอฟริกาน้อยกว่าจีนหรือชาติตะวันตก แต่แนวโน้มเติบโตเร็วอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณบวกของการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของรัสเซียในภูมิภาคที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติและตลาดเกิดใหม่

นอกจากนี้ ลาฟรอฟยังกล่าวว่ารัสเซียพร้อมทำงานร่วมกับจีนภายใต้ “ข้อริเริ่มด้านธรรมาภิบาลโลก” ที่เสนอโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อส่งเสริมระบบโลกที่เป็นธรรม ยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในกระบวนการตัดสินใจระดับโลก

เสียชีวิตแล้วทะลุ “หนึ่งล้านนาย” “ลาฟรอฟ” ชี้ความสูญเสียยังเพิ่มต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตยืดเยื้อ ไม่เห็นจุดสิ้นสุด รัสเซีย–สหรัฐฯ ถกยาวหาทางแก้ปัญหา

(12 ธ.ย. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่ากองทัพยูเครนมีความสูญเสียด้านกำลังคนเกินหนึ่งล้านรายแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเคียฟได้เปลี่ยนจากกองกำลังที่มีอุดมการณ์มาสู่ “องค์กรอาชญากรรม” ที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ลากผู้สนับสนุนต่างชาติให้ถลำลึกตามไปด้วย ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า ยุโรปไม่ได้หารือถึงสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตยูเครน แต่เพียงต้องการ “หยุดพักชั่วคราว” เพื่อซื้อเวลาในการส่งอาวุธและเงินทุนให้เคียฟ ขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐมุ่งเป้าสู่การจัดการสันติภาพระยะยาวที่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ รวมถึงการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงร่วมกัน

ความตึงเครียดยังซ้ำเติมด้วยกระแสอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน ซึ่งลาฟรอฟเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีจำเป็นต้องยืดความขัดแย้งเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและอาจรวมถึงชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้รัสเซียระบุว่าได้ส่งคืนศพทหารยูเครนกว่า 11,000 นาย ขณะที่ได้รับศพทหารรัสเซียกลับมาเพียง 201 นาย

ลาฟรอฟยังเปิดเผยถึง “ความเข้าใจร่วม” ที่รัสเซียและสหรัฐเคยบรรลุในอลาสกา ซึ่งระบุว่ายูเครนควรกลับไปสู่สถานะ “เป็นกลาง–ไม่สังกัดฝ่ายใด–ไม่ใช่อำนาจนิวเคลียร์” โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าข้อเข้าใจดังกล่าวยังคงใช้เป็นพื้นฐานได้ พร้อมกันนี้รัสเซียได้เสนอมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงเพื่อผลักดันสันติภาพถาวรในอนาคต

ด้านสถานการณ์ระหว่างประเทศ ลาฟรอฟกล่าวหารัฐตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อขัดขวางความพยายามเจรจา และเตือนว่าทรัพยากรทางทหาร–การเงินของชาติตะวันตกที่ใช้สนับสนุนสงครามตัวแทนกำลังร่อยหรอ พร้อมระบุว่าบางประเทศกำลังใช้ความตึงเครียดในยูเครนบังปัญหาในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตปาเลสไตน์ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกอยู่ในขณะนี้


ที่มา : Sputnik
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top