Thursday, 4 June 2026
เครื่องผลักดันน้ำ

โฆษกทร. แจงเหตุเครื่องผลักดันน้ำกองทัพเรือจมที่สมุทรปราการ เผยเครื่องพ่นน้ำรั่วระหว่างเดินเครื่องผลักดันน้ำ ส่งผลให้น้ำไหลเข้าเรือเร็วและระบายไม่ทัน  เร่งกู้วันนี้ คาดไร้อุปสรรคโฆษกทร. แจงเหตุเครื่องผลักดันน้ำกองทัพเรือจมที่สมุทรปราการ เผยเครื่องพ่นน้ำรั่

ที่หอประชุมกองทัพเรือ พลเรือโท ปกครอง มนธาตุผลิน เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ  ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยถึงกรณีที่เกิดเหตุการณ์เครื่องผลักดันน้ำของกองทัพเรือจมบริเวณคลองสำโรง ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ขณะกำลังดำเนินการผลักดันน้ำในคลองสู่ทะเล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดจากเครื่องพ่นน้ำรั่วระหว่างเดินเครื่องผลักดันน้ำ  ส่งผลให้น้ำไหลเข้าเรือเร็วและระบายไม่ทัน ซึ่งทันทีที่เกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลประจำพื้นที่ได้รีบนำ เครื่องสูบน้ำฉุกเฉิน ออกมาเร่งดำเนินการแก้ไข แต่เนื่องจากบริเวณที่ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเป็นจุดที่เข้าถึงยาก ทำให้ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที  ซึ่งลักษณะการติดตั้งเรือจะผูกติดกันไว้เป็นคู่ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปลดตัวยึดล็อค ของเครื่องผลักดันน้ำอีกลำหนึ่งแต่ไม่ทันการณ์ ทำให้เครื่องผลักดันน้ำเครื่องที่สอง ถูกเครื่องแรกที่มีปัญหาดึงจมลงไปด้วย   ซึ่งจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าสาเหตุการทำให้เรือจมเนื่องจาก มีเศษไม้ที่เป็นขยะแข็งเข้าไปทำให้ Water jet ขัดตัวเกิดการชำรุดแตกเสียหายน้ำเข้าเรือ ส่วนลำที่ 2 สาเหตุ เกิดจากการ การผูกยึดกับลำที่ 1 ดึงจมลง

พลเรือโท ปกครอง กล่าวต่อว่า ในส่วนของการกู้เครื่องผลักดันน้ำขึ้นมานั้น ทางชุดเฉพาะกิจผลักดันน้ำจะเร่งดำเนินการในวันนี้ ซึ่งการดำเนินการคาดว่าไม่มีอุปสรรคข้อขัดข้อง เนื่องจากระดับน้ำในคลองมีความลึกไม่เกิน 3 เมตร กระแสน้ำไม่ไหลเชี่ยว อีกทั้งเครื่องผลักดันน้ำมีน้ำหนักเพียง 4 ตัน สามารถใช้เครนยกขึ้นมาได้ จากนั้นจะนำไปดำเนินการซ่อมทำที่กรมอู่ทหารเรือซึ่งเป็นหน่วย วิทยาการในการซ่อมทำอยู่แล้ว นอกจากนั้น ระบบของเครื่องผลักดันน้ำ ไม่ใช่ระบบอิเล็กทรอนิกส์จึงสามารถดำเนินการซ่อมได้ไม่ยาก ทั้งนี้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ จะเคลื่อนย้ายเครื่องผลักดันน้ำ 2 ลำไปทดแทน เพื่อให้คงประสิทธิภาพในการเร่งระบายน้ำเช่นเดิม  

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top