Thursday, 4 June 2026
อุษาคเนย์

ปราสาทตาเมือนธม ใช้อักษร ปัลลวะ ไม่ใช่!! ‘เขมร’ อย่างที่บางคนเข้าใจ

(20 ก.ค. 68) กลางเชิงเขาพนมดงรัก คือสถานที่ตั้งของปราสาทหินเก่าแก่ที่ชื่อ ‘ตาเมือนธม’ ในเขตตำบลตาเมียง จังหวัดสุรินทร์ ฝั่งแผ่นดินไทย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบนผืนหินภูเขา โดยมีแผนผังเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในอดีต ไม่ใช่เพียงในแง่ศาสนา แต่ยังรวมถึงการควบคุมเส้นทางสัญจรระหว่างที่ราบลุ่มอีสานกับชายฝั่งทะเลในอุษาคเนย์

ตาเมือนธมไม่ใช่เพียงซากปรักหักพัง หากแต่ยังเก็บรักษาหลักฐานสำคัญที่สุดไว้นั่นคือ จารึกบนหินทราย ที่จารไว้ด้วย ภาษาสันสกฤต และเขียนด้วย อักษรหลังปัลลวะ อักษรที่พัฒนามาจากอินเดียใต้ และแพร่กระจายเข้ามาสู่คาบสมุทรอินโดจีนพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอักษรหรือภาษาที่เรียกว่า “ขอม” หรือ “เขมรโบราณ” ปรากฏอยู่บนหินนี้เลย

เนื้อหาของจารึกแม้จะชำรุดไปบางส่วน แต่ข้อความที่ยังคงปรากฏได้อย่างชัดเจนคือ:

> “พึงให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทพ ด้วยความภักดีในพระศิวะ...”
“ท่านทั้งหลายพึงถึงพระศิวะ โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเทพเจ้า... ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว”

จากข้อความนี้ เราเข้าใจได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คือศาสนสถานในลัทธิ ไศวนิกาย หนึ่งในสายของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเน้นการบูชาพระศิวะ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในยุคอาณาจักรเจนละหรือขอมในยุคหลัง ดังนั้นผู้ที่สร้างและใช้งานสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่ชนชาติที่เรียกว่า “เขมร” ในความหมายปัจจุบัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวอักษร “หลังปัลลวะ” ซึ่งเป็นอักษรของอินเดียใต้ ถูกใช้ในจารึกนี้ เป็นหลักฐานโดยตรงว่าผู้สร้างปราสาทมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ไม่ใช่กับเขมรทางตะวันออก แม้บางฝ่ายจะพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งในแถบนี้ให้กลายเป็น “มรดกของเขมร” ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือวาทกรรมสร้างชาติก็ตาม

ข้อเท็จจริงทางโบราณคดีนั้นไม่ยอมรับการแอบอ้างที่ไร้หลักฐาน เพราะ ประวัติศาสตร์จารไว้ในหิน มิใช่ในคำพูดของนักการเมือง พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จารึกด้วยภาษาอินเดีย ใช้อักษรอินเดีย และกล่าวถึงเทพเจ้าของศาสนาที่แพร่จากอินเดีย ไม่มีส่วนใดเอ่ยถึง “ขอม” หรือ “เขมร” และไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่ชี้ว่าอาณาจักรเจนละหรือเขมรเคยปกครองพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้คือความพยายามบิดเบือนอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในปัจจุบัน หลายครั้งมาจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของประชาชน — และตาเมือนธม กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาพยายามเข้ายึดครองทาง “ความเชื่อ”

แต่หากเราเข้าใจที่มาของภาษา เข้าใจที่มาของอักษร และเข้าใจบทบาทของศาสนาในอดีต เราก็ย่อมต้องยอมรับว่า ตาเมือนธมคือมรดกของอารยธรรมอินเดียที่ฝังรากอยู่ในแผ่นดินไทย มิใช่ของผู้แอบอ้าง

> สรุปข้อเท็จจริงทางโบราณคดี:
– ปราสาทตาเมือนธม สร้างขึ้นใน พุทธศตวรรษที่ 13–14
– จารึกด้วย ภาษาสันสกฤต
– ใช้ อักษรหลังปัลลวะ จากอินเดียใต้
– เนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
– ตั้งอยู่ใน จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย

วัฒนธรรมร่วมไทย–ลาว–กัมพูชา พิธีกรรมจากศาสนาฮินดูสู่อุษาคเนย์ แต่ไม่มีในประเพณีของเมียนมา สะท้อนรากแห่งความศรัทธาที่แตกต่าง

หลายคนคงคิดแค่ว่าประเพณีลอยกระทงเดิมน่าจะเป็นของไทยและอาจจะรวมถึงลาวด้วย วันนี้เอย่าจะเอาเรื่องราวมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ ในไทยของเราเทศกาลลอยกระทงในอดีตก็คือ 'พิธีจองเปรียง' หรือ 'ลอยพระประทีป' นั่นเอง โดยว่ากันว่า พิธีจองเปรียงนั้น คือ พิธีบูชาไฟที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาต่อดินและน้ำ และเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีนี้มีต้นแบบจากพิธี 'ดิวาลี' ของศาสนาฮินดู แต่ไทยก็มีการพัฒนามาเป็นการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนั่นเอง แต่นี่อาจจะยังทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเราจากพิธีจองเปรียงกลายมาเป็นลอยกระทงได้อย่างไร

มีบันทึกระบุไว้ถึงพิธีจองเปรียงนั้นมี 2 กิจกรรมกล่าวคือ

พิธีจองเปรียง : เป็นการจุดประทีปหรือโคมไฟที่ทำจากน้ำมันเนยเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำโคมไฟไปแขวนตามเสา ระเบียง ชายคา หรือตั้งเรียงกันตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัง

พิธีลดชุดลอยโคม : เป็นกิจกรรมที่ลดขนาดของชุดประทีป แล้วลอยลงในแม่น้ำ ซึ่งตรงกับความหมายของพิธีลอยกระทงในปัจจุบันนั่นเอง

แล้วในภูมิภาคนี้มีประเทศไหนที่มีพิธีลอยกระทงเหมือนไทยบ้างอีก คำตอบที่ใกล้ตัวเราสุดคือ ประเทศลาวค่ะ โดยพิธีลอยกระทงของลาวจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษามีชื่อว่า 'บุญออกพรรษา' หรือ 'เทศกาลไหลเรือไฟ' โดยจะมีการมีการ ลอยกระทง หรือ ทางลาวเรียกว่า ลอยเฮือ เพื่อบูชาพระแม่คงคา และเพื่อขอขมาแม่น้ำ และการไหลเรือไฟหรือบั้งไฟน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนในกัมพูชามีเทศกาลลอยกระทงที่ชื่อว่า 'บอนอ็อมตู๊ก' (Bon Om Touk) โดยในกิจกรรมก็จะมีการแข่งเรือยาวและการลอยกระทงแบบเดียวกับไทยเช่นกัน เอย่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชื่อ บอนอ็อมตู๊ก นั้นถูกเปลี่ยนเป็นลอยกระทงไปหรือยัง ในเวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะกลุ่ม ไทดำ และ ไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไท ยังคงมี พิธีลอยกระทง แบบพื้นบ้านใช้ใบตองทำกระทง จุดเทียน แล้วปล่อยในลำธาร เพื่อบูชาน้ำแต่ไม่ได้เป็นประเพณีของประเทศโดยรวม

ส่วนในเมียนมานั้นไม่มีเทศกาลลอยกระทงแบบไทยหรือลาว โดยสาเหตุน่าจะมาจาก รากวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่างกัน เพราะทางไทย ลาวและกัมพูชาได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาในขณะที่ฝั่งเมียนมานั้นจะยึดหลักทางพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่มีการบัญญัติประเพณีนี้ไว้ แต่ในเมียนมามีเทศกาลใกล้เคียง เรียกว่า “Thadingyut Festival” เป็นเทศกาลออกพรรษาของเมียนมา จัดขึ้นในเดือนเดียวกับลอยกระทงของไทยแต่ต่างกันตรงที่ฝั่งพม่าหรือเมียนมานั้นจุดโคมไฟหรือประดับไฟทั่วเมือง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และไม่มีการลอยกระทงในน้ำ รวมถึงเป็นช่วงเวลา “ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” คล้าย ๆ กับประเพณีลอยกระทงบางท้องถิ่นของไทย แต่ไม่มีความเชื่อเรื่องพระแม่คงคาเข้ามาปะปนแต่อย่างใด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top