Thursday, 4 June 2026
อีแจมยอง

‘อีแจมยอง’ ชนะเลือกตั้ง คว้าเก้าอี้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศให้คำมั่น ‘รวมใจประชาชน’ หยุดแบ่งขั้วการเมือง

(4 มิ.ย. 68) อีแจมยอง ชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ โดยได้รับคะแนนเสียง 49.4% เอาชนะคิม มุนซู จากพรรคเดียวกับอดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ที่เพิ่งถูกถอดถอนหลังพยายามประกาศกฎอัยการศึกจนเกิดวิกฤตการเมืองครั้งใหญ่

ในพิธีสาบานตนเมื่อวันพุธ อีแจมยองให้คำมั่นว่าจะ 'รวมใจประชาชน' และย้ำว่าจะไม่ยอมให้สถาบันประชาธิปไตยถูกคุกคามอีก พร้อมประกาศจัดตั้งทีมเศรษฐกิจฉุกเฉินทันที เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้คนใหม่ยังกล่าวถึงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมาว่า เกิดจาก 'กลุ่มการเมืองที่ไม่สนใจชีวิตประชาชน' พร้อมเตือนว่าจะยุติการเมืองแบบแบ่งขั้ว พร้อมสร้างรัฐบาลที่ 'ยืดหยุ่นและเน้นความเป็นจริง'

แม้จะมีอดีตพัวพันคดีการเมืองหลายคดี แต่นักวิเคราะห์มองว่าชัยชนะของเขาเป็นผลจากความโกรธของประชาชนต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะการประกาศกฎอัยการศึกที่ถูกมองว่าละเมิดหลักประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม อีแจมยองยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดียุน ซึ่งยังคงมีพลังทางการเมือง และยังมีการพิจารณาคดีในศาลสูงที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขา ขณะที่ อี แจมยอง ต้องพยายามเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวังของชาติ

ปธน.อีแจมยอง เดินเกมสันติปิดลำโพงโจมตีเปียงยาง ส่งสัญญาณฟื้นสัมพันธ์สองเกาหลี

(12 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ นายอี แจมยอง มีคำสั่งให้กองทัพปิดลำโพงยักษ์ที่เคยเปิดเพลง K-Pop ข่าวสาร และข้อความโฆษณาชวนเชื่อต่อเกาหลีเหนือมาเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศ

ก่อนหน้านี้ อดีตผู้นำเกาหลีใต้ นายยุน ซอกยอล ที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง มีนโยบายตอบโต้เกาหลีเหนือด้วยการใช้เสียงเพลงและใบปลิวโจมตีผู้นำคิม จองอึน ส่งผลให้เกาหลีเหนือส่งลูกโป่งบรรจุขยะกลับมาเป็นการตอบโต้เช่นกัน

รัฐบาลอีแจมยองยังได้ขอให้นักเคลื่อนไหวงดปล่อยลูกโป่งโปรยใบปลิว ขณะเดียวกันเตือนว่าอาจใช้กฎหมายความปลอดภัยสาธารณะควบคุมการเคลื่อนไหวดังกล่าว หากส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน

ล่าสุดเกาหลีเหนือก็ได้ปิดลำโพงของตนลงเช่นกันในวันพฤหัสบดี ทำให้ฝ่ายเกาหลีใต้มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณของการยุติสงครามเสียงชั่วคราว ขณะที่ประชาชนชายแดนต่างหวังว่าชีวิตจะกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

แม้ยังไม่มีท่าทีตอบรับอย่างเป็นทางการจากเปียงยาง แต่นักวิเคราะห์มองว่าการเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลใหม่เกาหลีใต้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทลายกำแพงความขัดแย้งที่สะสมมายาวนานในคาบสมุทรเกาหลี

ปธน.เกาหลีใต้ ทุ่มหนัก!! รัฐแจกเงิน 150,000 ต่อคน ครอบคลุมประชาชนและผู้อยู่อาศัยต่างชาติบางกลุ่ม

(7 ก.ค. 68) รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมแจกเงินอย่างน้อยคนละ 150,000 วอน (ราว 4,275 บาท) เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเป็นนโยบายเศรษฐกิจสำคัญครั้งแรกของประธานาธิบดีอี แจมยอง (Lee Jae-myung) หลังเข้ารับตำแหน่ง

โดยชาวเกาหลีที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ วันที่ 18 มิถุนายน จะได้รับเงินช่วยเหลือขั้นต่ำคนละ 150,000 วอน โดยครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงดูลูกเพียงคนเดียว โดยไม่มีคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง จะได้รับเงินเพิ่มรวมสูงสุดถึง 300,000 วอน (8,550 บาท) และผู้ที่ได้รับสิทธิ์เงินช่วยเหลือพื้นฐานของรัฐอาจได้รับสูงถึง 400,000 วอน (11,400 บาท) 

นอกจากนี้ ยังมีเงินสนับสนุนเพิ่มเติม 30,000–50,000 วอน สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมืองใหญ่ หรือในพื้นที่ที่มีประชากรลดลงอย่างรุนแรง

เงินช่วยเหลือยังขยายไปถึงชาวต่างชาติบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านร่วมกับพลเมืองเกาหลี และมีประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงผู้ถือวีซ่าถาวร (F-5), คู่สมรสชาวเกาหลี (F-6) และผู้ลี้ภัย (F-2-4) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการไม่ให้เงินเยียวยาโควิดแก่ผู้ลี้ภัยเมื่อปี 2020 เป็นการเลือกปฏิบัติ

สำหรับโครงการนี้อยู่ภายใต้งบประมาณเพิ่มเติม 31.8 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 9.2 ล้านล้านบาท และใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คูปองฟื้นฟูการดำรงชีวิต” โดยประชาชนสามารถสมัครรับเงินผ่านช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ได้ถึง 12 กันยายน และต้องใช้เงินภายในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายน

คูปองนี้ใช้ได้กับร้านค้าท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านตัดผม และร้านแว่นตา ที่มีรายได้ไม่เกิน 3 พันล้านวอนต่อปี และไม่สามารถใช้กับห้างสรรพสินค้า ร้านแบรนด์ต่างชาติ หรือซื้อของผ่านออนไลน์ได้ ยกเว้นกรณีจ่ายเงินสดผ่านแอปส่งอาหารบางแอปเท่านั้น

ทั้งนี้ ในรอบที่สอง รัฐบาลจะมอบเงินเพิ่มอีก 100,000 วอน ให้กับประชาชนกลุ่มรายได้ต่ำ 90% ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม โดยจะคัดเลือกผู้มีสิทธิ์จากข้อมูลประกันสุขภาพแห่งชาติ และจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง นโยบายนี้เปลี่ยนจากการแจกเงินถ้วนหน้าเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลการเงินของรัฐ

‘อี แจมยอง’ ปธน.เกาหลีใต้ ให้คำมั่น!! ช่วยแรงงานโสมขาว 300 ชีวิต ถูกจับในโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ

(7 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง สั่งรัฐบาลเร่งช่วยเหลือพลเมืองกว่า 300 คนที่ถูกจับกุมในปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ที่โรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ของฮุนได ในรัฐจอร์เจีย ซึ่งนับเป็นการกวาดล้างแรงงานต่างชาติครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ

นายโช ฮยอน (Cho Hyun) รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์ และพร้อมเดินทางไปวอชิงตันหากจำเป็น พร้อมย้ำมีความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยเกาหลีใต้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว ไม่ให้กระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของพลเมืองที่ทำงานอย่างถูกต้องในโรงงาน

รายงานระบุว่า มีแรงงานรวมกว่า 475 คนถูกจับกุม โดยในจำนวนนี้เป็นชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งอาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่กำลังถกเถียงกันเรื่องข้อตกลงการค้าและการลงทุนกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านฮุนได (Hyundai Motor Group) และแอลจี (LG Group) ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานดังกล่าว ระบุว่าจะตรวจสอบผู้รับเหมาและเร่งหาทางช่วยเหลือพนักงานที่ถูกควบคุมตัว ขณะที่นักการเมืองสหรัฐฯ หลายฝ่ายวิจารณ์การบุกจับครั้งนี้ว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาอาชญากรรม แต่กลับบ่อนทำลายความเชื่อมั่นระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นแทน

‘อี แจ-มยอง’ ย้ำ ‘ชาวเกาหลีใต้ไม่เคยลืมไทย’ เชื่อมสัมพันธ์ยุทธศาสตร์ท่ามกลางวิกฤตคาบสมุทร

(17 ต.ค. 68) ความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ถูกย้ำชัดอีกครั้งในวันนี้ เมื่อประธานาธิบดี อี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ กล่าวระหว่างการหารือทางโทรศัพท์กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ว่า “เกาหลีใต้ไม่เคยลืมความเสียสละของทหารไทยในสงครามเกาหลี” พร้อมยกย่องบทบาทของไทยในฐานะประเทศแรกในเอเชียที่ส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการภายใต้ธงสหประชาชาติเมื่อกว่า 70 ปีก่อน

ผู้นำเกาหลีใต้ระบุว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ได้มีเพียงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ แต่ยังขยายสู่ความร่วมมือยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญปัญหาความไม่มั่นคงจากแก๊งสแกมออนไลน์และการค้ามนุษย์

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ท่าทีของ อี แจ-มยอง ครั้งนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองระดับภูมิภาค เพราะเกิดขึ้นในห้วงที่เกาหลีใต้กำลังตึงเครียดกับ กัมพูชา จากกรณีพลเมืองเกาหลีถูกล่อลวง–ทรมานในศูนย์สแกม ขณะเดียวกันไทยกลับถูกมองว่าเป็น “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการช่วยเหลือเพื่อนบ้าน

ในทางยุทธศาสตร์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า ความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้กำลังกลายเป็นแกนใหม่ของ “อำนาจอ่อน” (Soft Power) และ “พันธมิตรเชิงคุณธรรม” ที่อาจมีบทบาทคานอิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศที่รัฐอ่อนแอและเปิดช่องให้อาชญากรรมข้ามชาติเติบโต — ทำให้คำกล่าวของประธานาธิบดีอีครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการรำลึกอดีต หากยังเป็น “สัญญาณทางการทูต” ถึงอนาคตของสมดุลอำนาจในเอเชียอีกด้วย

โซเชียลเกาหลีเดือด จวก ‘ฮุน มาเนต’ มาสาย 9 นาที ปล่อยให้ ปธน.โสมขาว นั่งรอ ก่อนประชุมปราบแก๊งสแกมเมอร์ ที่มาเลเซีย ชาวเน็ตจี้ตัดงบช่วยเขมร เหตุไม่ให้เกียรติผู้นำ

(29 ต.ค. 68) เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกาหลีใต้ หลังสื่อ KBS เผยคลิปเหตุการณ์ระหว่างที่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ต้องนั่งรอถึง 9 นาที ระหว่างรอการเข้าพบกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ หลังเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีเสียชีวิตในกัมพูชา

ในคลิปดังกล่าว อี แจ-มยอง ถูกจับภาพขณะนั่งเล่นโทรศัพท์และพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระหว่างรอการประชุม ทำให้ชาวเน็ตเกาหลีใต้จำนวนมากแสดงความไม่พอใจ โดยมองว่าผู้นำกัมพูชา “ไม่ให้เกียรติ” และ “ไร้มารยาททางการทูต” หลายความเห็นเรียกร้องให้รัฐบาลยุติความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่กัมพูชา พร้อมนำงบประมาณ 400,000 ล้านวอน (ราว 1 หมื่นล้านบาท) กลับมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศตนเอง

ชาวเน็ตบางรายถึงขั้นเปรียบเปรยว่า “ฮุน มาเนต ทำตัวเหมือนปูติน” ขณะที่อีกหลายความเห็นระบุว่า “มาสาย 9 นาทีเท่ากับดูถูกเกาหลีใต้ทั้งประเทศ” จนเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาความสัมพันธ์กับกัมพูชาใหม่ทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมและยูทูบของเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ชี้แจงภายหลังว่า นายฮุน มาเนต มาถึงบริเวณอาคารตรงเวลา แต่ไม่สามารถเข้าห้องประชุมได้ทันที เนื่องจากนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเพิ่งมาถึงก่อนหน้า เจ้าหน้าที่จึงต้องเคลียร์เส้นทางเพื่อความปลอดภัย เป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นบ่อยในการประชุมระดับนานาชาติ แม้มีคำอธิบายดังกล่าว แต่เสียงวิจารณ์ในโลกออนไลน์ก็ยังไม่สงบลงง่ายๆ

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top