Sunday, 6 September 2026
อิเล็กทรอนิกส์

กมธ. อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ด่านศุลกากรเชียงของ กำชับคุมเข้มสินค้าไม่ได้ มอก.- ขยะอิเล็กทรอนิกส์

กมธ.อุตสาหกรรม ลงพื้นที่ด่านศุลกากรเชียงของ ตรวจติดตามมาตรการป้องกันการลักลอบนำเข้า "สินค้าไม่ได้ มอก.- ขยะอิเล็กทรอนิกส์"  เน้นย้ำนายด่านตรวจสินค้าอย่างละเอียด 

(23 มิ.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปยังด่านศุลกากรเชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เพื่อตรวจติดตามการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมที่ผิดกฎหมายและไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) มาจัดจำหน่ายในประเทศไทย โดยทางคณะกรรมาธิการฯ ได้พบปะหารือกับนางกนกวรรณ สุขศิริ นายด่านศุลกากรเชียงของ เกี่ยวกับการตรวจตราและติดตามมาตรการป้องกันสินค้าที่ไม่ได้ มอก. เข้ามาจำหน่ายในไทย โดยทางนายด่านก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวของทางกรมศุลกากรโดยละเอียด พร้อมย้ำว่าทางกรมศุลกากรมีการตรวจสินค้าที่ผ่านด่านอย่างละเอียดตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยสินค้าที่จะเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้จะต้องมีเอกสารรับรองและผ่านการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องได้รับการรับรอง มอก. ด้วย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกคน

อย่างไรก็ดี คณะ กมธ.อุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบันทางกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตรวจพบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. ซึ่งลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก อันส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งานของพ่อแม่พี่น้อง ทั้งนี้ช่องทางการขนส่งทางบกจัดเป็นช่องทางสำคัญในการขนถ่ายสินค้าดังกล่าว โดยเฉพาะที่ลำเลียงผ่านช่องผ่านด่านมาจากประเทศจีน

“คณะ กมธ. อุตสาหกรรม ได้เน้นย้ำผ่านทางนายด่านศุลกากรเชียงของไปว่า ขอให้กรมศุลกากรและด่านกรมศุลกากรทุกด่านตรวจตราสินค้าอย่างเคร่งครัดต่อไป เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกคน พร้อมเน้นย้ำอีกเรื่องที่สำคัญคือขอให้ตรวจสอบขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มักมีการขนส่งมาทางเรือเข้าประเทศเพื่อนบ้านก่อนส่งต่อมาทางบกเข้าชายแดนไทย ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังสร้างมลพิษและอันตรายต่อประเทศไทยเป็นอย่างมากด้วย” นายอัครเดช กล่าวทิ้งท้าย

‘บีโอไอ” ไฟเขียว PCB ลุยเฟส 2 3 ผู้ผลิต PCB ใหญ่จีน-ไต้หวัน ลงทุนเพิ่มกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท จ้างงานเพิ่ม 5 พันคนรับ AI-Data Center ยกระดับไทยฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ PCB ขยายลงทุนเฟสสอง 2 หมื่นล้าน เชื่อมห่วงโซ่ AI–Data Center

บีโอไอไฟเขียว 3 โครงการใหญ่ “คอมเปค – มัลติฟายน์ไลน์ – โกลด์ เซอร์คิท” ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อันดับต้นๆ ของโลกจากจีนและไต้หวัน ขยายลงทุนต่อเนื่องเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท จ้างงานเพิ่มกว่า 5 พันคน รองรับการเติบโตของ AI–Data Center พร้อมยกระดับไทยสู่ฐานผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) ชั้นนำระดับโลก 3 ราย ได้แก่ บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งทั้งสามบริษัทได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยมีเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกันกว่า 35,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 7,000 คน และในครั้งนี้ ได้รับอนุมัติให้ลงทุนเพิ่มเติมในเฟสสองอีกกว่า 22,000 ล้านบาท โดยจะมีการจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 5,000 คน เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI Server ที่ใช้ใน Data Center ระบบสื่อสารความเร็วสูง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับสู่ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

บริษัท คอมเปค เทคโนโลยี (Compeq Technology) ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีน โครงการนี้เป็นการผลิต Flexible PCB ซึ่งเป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถโค้งงอได้ มีจุดเด่นด้านการประหยัดพื้นที่ น้ำหนักเบา และทนทานต่อการดัดงอ เหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เช่น แล็ปท็อป สมาร์ตโฟน สมาร์ตวอตช์ หูฟังไร้สาย และอุปกรณ์ IoT บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 13,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 9,170 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (สุวรรณภูมิ) จังหวัดสมุทรปราการ

บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์ (Multi-Fineline Electronics) เป็นบริษัทในเครือของ Dongshan Precision (DSBJ) จากประเทศจีน เป็นผู้นำในการผลิต PCB ทั้งชนิด Multilayer PCB และ Flexible PCB เพื่อป้อนให้กับลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Center อาทิ Apple, META, Microsoft และ Tesla บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 14,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 5,800 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี 

บริษัท โกลด์ เซอร์คิท อีเลคโทรนิคส์ (Gold Circuit Electronics) เป็นผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากไต้หวัน ประกอบกิจการออกแบบ วิจัยและพัฒนา และผลิต PCB แบบครบวงจร ทั้งชนิด Multilayer และ High Density Interconnect (HDI) โดย HDI PCB มีความสำคัญอย่างมากกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ชนิดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากในพื้นที่จำกัด ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ส่งสัญญาณรวดเร็วขึ้น และการใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น บริษัทมีเงินลงทุนในเฟสแรก 8,000 ล้านบาท และจะลงทุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีก 7,230 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่เขตอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรี

“ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ระดับโลกทั้ง 3 รายนี้ ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตขนาดใหญ่ในไทยช่วงปี 2567-2568 หลังจากนั้นไม่ถึง 2 ปี ก็ขยายการลงทุนต่อเนื่องครั้งใหญ่ในเฟสสอง แสดงถึงการเติบโตของตลาด และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย ทั้งในด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนความสะดวกในการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ โดยการขยายการลงทุนครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและดิจิทัลของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2566 – 2568) มีผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสำหรับ PCB ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 222 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 320,078 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ส่งผลให้ปัจจุบันไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับหนึ่งในอาเซียน และอันดับ 5 ของโลก

“บีโอไอ” ลุยจัด THECA 2026!! เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 ราย คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 ราย

บีโอไอผนึกพันธมิตรจัด THECA 2026 เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เตรียมจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต PCB และ PCBA เทคโนโลยีและเครื่องจักรการผลิต ระบบ Smart Manufacturing ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดโอกาสการลงทุน พร้อมผลักดัประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงของเอเชีย
.
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า งาน THECA เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยในปีนี้ บีโอไอได้ขยายบทบาทดังกล่าวด้วยการจัด Workforce Pavilion หรือโซนพัฒนาศักยภาพบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบีโอไอและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา การจับคู่งาน (Job Matching) และสร้างโอกาสสมัครงานและฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
.
นอกจากนี้ บีโอไอยังจัด Local Supply Chain Pavilion โซนที่รวบรวมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทยด้าน PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ตลาดสากล อันเป็นการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยทั้งด้านบุคลากรและผู้ประกอบการ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566 – มิถุนายน 2569) บีโอไอได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 880 โครงการ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) การประกอบแผงวงจร (PCBA) ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม PCB และวัตถุดิบ ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 224 โครงการ มูลค่ากว่า 331,000 ล้านบาท สะท้อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ที่ครบวงจรมากขึ้น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคต

“ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลก โดยผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกกว่าครึ่งหนึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิต และเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย งาน THECA ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก นอกจากเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมคนไทยและผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ เป็น New Growth Engine ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อประดับนานาชาติกว่า 50 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยี PCB, Electronics Manufacturing Services (EMS), Semiconductor และ Photonics สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ พร้อมทั้ง BOI Forum ในหัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand's Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจะนำเสนอทิศทางและโอกาสของเทคโนโลยี Edge AI และ Future Mobility รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม Intelligent Electronics ของไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสการลงทุน

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้บริหารการจัดงาน THECA 2026 เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Advanced Electronics ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 48,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่ม Semiconductor และ Advanced Packaging มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15 – 20% ต่อปี ขณะที่กลุ่ม AI Server และ Data Center Electronics คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 18 – 22% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดย THECA 2026 ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาคและ “ประตูสู่เอเชีย” สำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ ทักษะแห่งอนาคตและโอกาสในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดย ผู้บริหารสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเชื่อมโยงสู่ Workforce Pavilion ซึ่ง สอวช. เป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับมาตรฐานบุคลากร และสร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เชิญชวนลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงาน สมัครงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://thecaregistrations.com/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA2

ผู้ลงทะเบียนหน้างาน มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมงาน 500 บาท

ช่องทางติดตามข่าวสาร
· Website: https://thailandelectronicscircuitasia.com/

· Facebook: https://www.facebook.com/thailandelectronicscircuitasia/

· Linkedin: https://www.linkedin.com/company/thailand-electronics-circuit-asia/

· Tiktok: https://www.tiktok.com/@thecaofficial

· Youtube: https://www.youtube.com/@THECA_Official

· Line: https://lin.ee/rD0bLRm

“บีโอไอ” ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์!! ชู 4 ยุทธศาสตร์หลักขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะลุ 1 ล้านล้าน THECA 2026 รวมกว่า 300 องค์กรทั่วโลก เน้นพัฒนาบุคลากรและเชื่อมโยงซัพพลายเชน

บีโอไอชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์ไทย เผยลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะยาน 1 ล้านล้านบาท

บีโอไอ เปิดงาน THECA 2026 ชู 4 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมศักยภาพสูง สร้างความพร้อมรองรับการลงทุน สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย และเดินหน้าสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยง PCB เซมิคอนดักเตอร์ Advanced Packaging และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พร้อมเร่งพัฒนาบุคลากรและเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Global Supply Chain ชูยอดลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ไทย 4 ปี ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เน้นสานต่อประโยชน์กับผู้ประกอบการไทย

งาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2569 ณ EH 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” รวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 300 องค์กร ครอบคลุมอุตสาหกรรม PCB, Semiconductor, Advanced Packaging, EMS, Automation และเทคโนโลยีแห่งอนาคต คาดว่าจะสร้างมูลค่าการซื้อขายกว่า 20,000 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก พร้อมไฮไลต์สำคัญ อาทิ งานสัมมนา BOI Forum ด้าน Edge AI และ Future Mobility, งานจับคู่ธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย (BOI Local Supply Chain Pavilion) และงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Workforce Pavilion) โดยภายในงานยังมีเวทีสัมมนาและการประชุมวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกว่า 60 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในอนาคต อาทิ AI Infrastructure, Semiconductor Ecosystem, Photonics, Advanced Packaging, PCB และ EMS เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดการลงทุนในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อช่วยให้ประเทศไทยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ 20 อันดับแรกของโลก และเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้นโยบายของรัฐบาล บทบาทของบีโอไอในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งเสริมการลงทุน แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่เข้มแข็ง และสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยโจทย์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ต้องทำให้การลงทุนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างเต็มที่ บีโอไอจึงให้ความสำคัญกับ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 2) การสร้างความพร้อมและเพิ่มความน่าดึงดูดของประเทศไทย เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายของบริษัทชั้นนำ 3) การสร้างประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนผ่านการสร้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากร ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ 4) การสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อดึงศักยภาพและโอกาสของผู้ประกอบการไทยในระดับโลก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อุตสาหกรรม PCB และชิ้นส่วนได้ทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 331,000 ล้านบาท จาก 224 โครงการ หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 1 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพและความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมไทย

“อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะแหล่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและแหล่งจ้างงานคุณภาพให้กับคนไทยจำนวนมาก และวันนี้ PCB กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตต่อไป เพราะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก การที่ผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน PCB จากทั่วโลกเลือกมารวมตัวกันที่ประเทศไทยในงาน THECA 2026 ครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นที่อุตสาหกรรมโลกมีต่อศักยภาพของไทย และตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนี้ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้จัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า THECA จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยรวบรวมผู้ผลิต นักลงทุน ผู้ซื้อ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งอนาคตของเอเชีย ผ่านการจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร PCB เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ Power2Motion พื้นที่จัดแสดงพิเศษภายใต้แนวคิด “Connecting Electronics with Power, Mobility and Future Energy Systems” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เข้ากับเทคโนโลยีพลังงาน การขับเคลื่อนสมัยใหม่ และ AI รวมทั้งจัดแสดงเทคโนโลยีระดับภูมิภาคใน Technology Associations Pavilion (ASEAN+) ที่รวบรวมเครือข่ายสมาคมและองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำกว่า 15 องค์กร อาทิ สมาคมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ สมาคมอุตสาหกรรมดิจิทัล สมาคม IoT สมาคมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย ตลอดจนองค์กรจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เพื่อร่วมกันนำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวโน้มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) ประธานสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวสนับสนุนว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างบุคลากรคุณภาพสูง และความร่วมมือระหว่างประเทศ THECA จึงมีบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักวิจัย วิศวกร และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกในทศวรรษข้างหน้า

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

“งาน THECA 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยเชื่อมโยงการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการไทย สถาบันการศึกษา และบุคลากรรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของภูมิภาค และสร้างงานคุณภาพและโอกาสใหม่ให้กับคนไทย” นายนฤตม์ กล่าว

“บีโอไอ” เร่งสร้างระบบนิเวศ AI ชูระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ ดันซัพพลายเชนไทยสู่โลก ลงทุนครึ่งปีพุ่ง 5.3 แสนล้าน เน้นพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี

บีโอไอเร่งสร้างระบบนิเวศ AI – อิเล็กทรอนิกส์ รับคลื่นอุตฯ ใหม่ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนโลก

บีโอไอ เปิดเวที BOI Forum ในงาน THECA 2026 ระดมผู้เชี่ยวชาญวางกลยุทธ์เชิงรุก รับคลื่น AI และยานยนต์แห่งอนาคต เร่งต่อยอดฐาน PCB–อิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชูนโยบายเชิงรุก “เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย เติมระบบนิเวศ–บุคลากร–พลังงานสะอาด พร้อมเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงาน BOI Forum 2026 หัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand’s Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยกล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และเฉพาะไตรมาส 2 มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท โดยการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง (Optical Transceiver) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟความจุสูง AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ บีโอไอจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยขยายจากฐาน PCB และ อิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง 2) การยกระดับฐานอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะและมีความยั่งยืน (Smart & Sustainable) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมายกระดับการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด และ 3) การเปลี่ยนการลงทุนให้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาบุคลากร การยกระดับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่

“โจทย์สำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในวันนี้ คือ เราจะสร้างประโยชน์และศักยภาพของประเทศจากการลงทุนได้อย่างไร โดยต้องยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อทำให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยพร้อมต่อยอด สู่ AI–Edge–Future Mobility

นายเดวิด เบิร์กแมน รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเติบโตของ AI และระบบประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง ยานยนต์แห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงควรมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยยกระดับฐานการผลิตยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การบูรณาการระบบการทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่กับการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการไทย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งของไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งอนาคต

สำหรับเวที BOI Forum ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน จากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) เทคโนโลยีเวเฟอร์และระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค (Wafer Technology & MEMS) เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging & Test) โฟโตนิกส์ (Photonics) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และการบูรณาการระบบ (System Integration) ไปจนถึงนโยบายและการพัฒนากำลังคน เพื่อวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และมาตรการที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยเวทีตั้งเป้าให้ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอได้โดยตรง

ดร.อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แลนซล็อต ไอซี แอนด์ ซิสเต็ม จำกัด มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และเทคโนโลยีสำหรับ AI แต่ควรเลือกพัฒนาในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศและมีโอกาสทางตลาด แทนการมุ่งแข่งขันในทุกเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ทั้งด้านการใช้พลังงานและการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีด้านแสง (Optical Technology) และเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยควรเริ่มจากการมองหาโจทย์และความต้องการของตลาด แล้วเลือกพัฒนาความสามารถในเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ด้าน ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโสและ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตัม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคมยุคใหม่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณไฟฟ้าบนทองแดงไปสู่การใช้แสงมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และการสื่อสารด้วยแสง รวมถึงเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงการเชื่อมต่อภายในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่มีอยู่ ไปสู่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และอุปกรณ์ด้านแสง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

ขณะที่ ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ชี้ว่าการเติบโตของ AI ทำให้บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะการประมวลผลความเร็วสูงจำเป็นต้องเชื่อมต่อ GPU หน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีกำลังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์ แบบเดิมไปสู่ 2.5D และ 3D รวมถึงการผสานโฟโตนิกส์เข้ามามากขึ้น สำหรับประเทศไทยควรพัฒนาต่อจากความสามารถและฐานการผลิตที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโฟโตนิกส์ของประเทศ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนากำลังคน ต้องเดินหน้าให้ทันกับการลงทุน โดยปัจจุบันไทยผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 12,000 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตอยู่ในระดับหลักแสนคน จึงเร่งขับเคลื่อน “สยามซิลิกา” เพื่อพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ไปจนถึงการประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) พร้อมจัดทำหลักสูตรกลางร่วมกับ 13 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ฝึกอบรมร่วมกันเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าไทยมีกำลังคนพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต

ด้าน นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอร์คิตอินดัสทรีส์ จำกัด ระบุว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังผลักดันความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน แม้จะเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาขีดความสามารถ และต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ และสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว

ส่วน นายธงชัย ชื่นชูจิตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพลคซัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังขยายบทบาทไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบและพัฒนาการบูรณาการระบบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับกิจกรรมเหล่านี้และสามารถผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยบุคลากรไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนวิศวกรและบุคลากรที่มีทักษะ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้ทันต่อความต้องการ เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการเติบโตของตลาด

เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า คลื่น AI กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ สู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และกำลังคนให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top