‘อาจารย์อุ๋ย’ ชำแหละศึกอินฟลูเอนเซอร์ เปิดเผยกลยุทธ์เบี่ยงเบน ใช้พฤติกรรมศาสตร์-อาชญาวิทยาวิเคราะห์ ทนายตั้มท้าทาย จับตากัน จอมพลัง เผยเคล็ดลับรอดคดีและรักษาภาพลักษณ์
อาจารย์อุ๋ยชำแหละกลยุทธ์ “เบี่ยงเบน-เปิดศึกใหม่”: วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์และอาชญาวิทยา กรณีศึกอินฟลูเอนเซอร์ ตั้ม v.s. กัน
โดย อาจารย์อุ๋ย (ประพฤติ ฉัตรประภาชัย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ
ปรากฏการณ์การออกมาเปิดหน้าชนของอดีตทนายความชื่อดังอย่าง “ทนายตั้ม” ที่ตกเป็นจำเลยในคดีใหญ่และอยู่ระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) แต่กลับออกมาตั้งคำถามและยื่นตรวจสอบ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์สายช่วยเหลือสังคมแถวหน้าของไทย ได้สร้างความฉงนสงสัยให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดบุคคลที่มีคดีความติดตัวระดับล้านถึงกล้าเสี่ยงเปิดศึกใหม่? เขาไม่กลัวโดนถอนประกันหรือถูกฟ้องหมิ่นประมาทเพิ่มหรืออย่างไร?
หากเรานำหลัก พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) และอาชญาวิทยา (Criminology) มาจับ จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็น “กลยุทธ์ที่ผ่านการคำนวณต้นทุนและความเสี่ยง (Calculated Risk)” มาอย่างแยบยล ซึ่งสามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้:
1. การดึงพื้นที่สื่อเพื่อเปลี่ยนกรอบความคิด (Re-framing Strategy)
ในทางจิตวิทยามวลชน ผู้ที่เผชิญวิกฤตภาพลักษณ์อย่างรุนแรงมักตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อ Social Death หรือการดับสูญทางสังคม การเงียบเฉยในขณะที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้าจะทำให้สังคมตีตรา (Labeling Theory) และจำภาพเขาในฐานะ "ผู้ต้องหา" ไปโดยสมบูรณ์
การเปิดศึกกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลสูงจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำ "Shift Focus Strategy" หรือการเบี่ยงเบนสายตาของสังคมออกจากคดีเดิมของตนเอง พร้อมทั้งใช้กลไกการปกป้องตนเอง (Defense Mechanism) ในรูปแบบ Assertive Counter-attack เพื่อบอกสังคมว่าตนเองยังมีบทบาท มีอำนาจในการตรวจสอบและยังไม่พ่ายแพ้ในพื้นที่สื่อนอกจากนี้ การทำให้เห็นว่าฝั่ง “ฮีโร่สังคม” (คุณกัน) ก็มีจุดที่ถูกตั้งคำถามได้เช่นกัน ยังช่วยลดทอนความเคียดแค้นของสังคม(Desensitization) ตามหลักการ Normalization of Flaws หรือ การมองความผิดพลาดให้เป็นเรื่องธรรมดา
2. การประเมินข้อกฎหมายเรื่อง “เงื่อนไขประกันตัว”
หลายคนกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวจะทำให้ถูกเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่? ในฐานะนักกฎหมาย ย่อมทราบดีว่าเงื่อนไขการถอนประกันตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 มุ่งเน้นไปที่ การหลบหนี, การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีเดิม, การก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือขัดขวางกระบวนการพิจารณาคดี
การยื่นเรื่องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบคู่ชกคนใหม่ ถือเป็นเรื่องระหว่างบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีฉ้อโกงเดิม จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยุ่งเหยิงพยานในคดีหลักโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่าทำไปเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" ยิ่งทำให้ฝั่งโจทก์เดิมยื่นขอถอนประกันได้ยากขึ้นอย่างยิ่ง
3. ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) และคดีหมิ่นประมาท
ในทางอาชญาวิทยา มนุษย์จะประเมินผลตอบแทน (Benefit) เทียบกับต้นทุนความเสี่ยง (Cost) เสมอ สำหรับจำเลยที่มีคดีหลักโทษจำคุกสูง การถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคดี ถือเป็นต้นทุนที่ต่ำและคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีที่ยอมความได้ และหากสู้ว่าติชมโดยสุจริตก็มีช่องทางหลุดรอดได้ง่าย ความกลัวต่อคดีหมิ่นประมาทจึงแทบเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับประโยชน์ในการกอบกู้พื้นที่สื่อกลับคืนมา
บทเรียนจากเคสต่างประเทศ
รูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในสหรัฐอเมริกา คดีของ Michael Avenatti อดีตทนายความชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยคดีกรรโชกทรัพย์ ก็เคยใช้วิธีการออกสื่อโต้ตอบอัยการและโจมตีคู่ขัดแย้งใหม่อย่างดุเดือดเพื่อรักษาบทบาท "นักสู้" ในสายตาประชาชน หรือแม้แต่ทีมทนายในคดี O.J. Simpson ที่ใช้กลยุทธ์เบนเข็มไปโจมตีพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจค้น เพื่อสร้างความลังเลสงสัยให้สังคมตั้งคำถามกับตัวผู้ตรวจสอบแทนที่จะโฟกัสเพียงความผิดของจำเลย
กล่าวโดยสรุป:
ศึกการเปิดหน้าชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความเกรี้ยวเกรี้ยวโดยไร้สติ หากแต่เป็นกลยุทธ์ทางพฤติกรรมศาสตร์และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ที่ยอมเสียสละหมากบางตัว (ยอมเสี่ยงคดีหมิ่นประมาท) เพื่อรักษาพื้นที่ยืนทางสังคม และดึงอำนาจการต่อรองกลับมาอยู่ในมือให้ได้มากที่สุดในระหว่างที่คดีหลักยังไม่มีบทสรุปนั่นเอง
ด้วยความปรารถนาดี
https://www.facebook.com/share/p/1Bx9YnrFrY/?mibextid=wwXIfr








