Tuesday, 8 September 2026
อาจารย์อุ๋ย_ประพฤติ

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชำแหละศึกอินฟลูเอนเซอร์ เปิดเผยกลยุทธ์เบี่ยงเบน ใช้พฤติกรรมศาสตร์-อาชญาวิทยาวิเคราะห์ ทนายตั้มท้าทาย จับตากัน จอมพลัง เผยเคล็ดลับรอดคดีและรักษาภาพลักษณ์

อาจารย์อุ๋ยชำแหละกลยุทธ์ “เบี่ยงเบน-เปิดศึกใหม่”: วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์และอาชญาวิทยา กรณีศึกอินฟลูเอนเซอร์ ตั้ม v.s. กัน

โดย อาจารย์อุ๋ย (ประพฤติ ฉัตรประภาชัย)
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

ปรากฏการณ์การออกมาเปิดหน้าชนของอดีตทนายความชื่อดังอย่าง “ทนายตั้ม” ที่ตกเป็นจำเลยในคดีใหญ่และอยู่ระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว (ประกันตัว) แต่กลับออกมาตั้งคำถามและยื่นตรวจสอบ “กัน จอมพลัง” อินฟลูเอนเซอร์สายช่วยเหลือสังคมแถวหน้าของไทย ได้สร้างความฉงนสงสัยให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดบุคคลที่มีคดีความติดตัวระดับล้านถึงกล้าเสี่ยงเปิดศึกใหม่? เขาไม่กลัวโดนถอนประกันหรือถูกฟ้องหมิ่นประมาทเพิ่มหรืออย่างไร?

หากเรานำหลัก พฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) และอาชญาวิทยา (Criminology) มาจับ จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็น “กลยุทธ์ที่ผ่านการคำนวณต้นทุนและความเสี่ยง (Calculated Risk)” มาอย่างแยบยล ซึ่งสามารถถอดรหัสออกมาได้ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้:

1. การดึงพื้นที่สื่อเพื่อเปลี่ยนกรอบความคิด (Re-framing Strategy)

ในทางจิตวิทยามวลชน ผู้ที่เผชิญวิกฤตภาพลักษณ์อย่างรุนแรงมักตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อ Social Death หรือการดับสูญทางสังคม การเงียบเฉยในขณะที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างล่าช้าจะทำให้สังคมตีตรา (Labeling Theory) และจำภาพเขาในฐานะ "ผู้ต้องหา" ไปโดยสมบูรณ์

การเปิดศึกกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีอิทธิพลสูงจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำ "Shift Focus Strategy" หรือการเบี่ยงเบนสายตาของสังคมออกจากคดีเดิมของตนเอง พร้อมทั้งใช้กลไกการปกป้องตนเอง (Defense Mechanism) ในรูปแบบ Assertive Counter-attack เพื่อบอกสังคมว่าตนเองยังมีบทบาท มีอำนาจในการตรวจสอบและยังไม่พ่ายแพ้ในพื้นที่สื่อนอกจากนี้ การทำให้เห็นว่าฝั่ง “ฮีโร่สังคม” (คุณกัน) ก็มีจุดที่ถูกตั้งคำถามได้เช่นกัน ยังช่วยลดทอนความเคียดแค้นของสังคม(Desensitization) ตามหลักการ Normalization of Flaws หรือ การมองความผิดพลาดให้เป็นเรื่องธรรมดา

2. การประเมินข้อกฎหมายเรื่อง “เงื่อนไขประกันตัว”

หลายคนกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวจะทำให้ถูกเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่? ในฐานะนักกฎหมาย ย่อมทราบดีว่าเงื่อนไขการถอนประกันตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 มุ่งเน้นไปที่ การหลบหนี, การยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานในคดีเดิม, การก่อเหตุอันตรายประการอื่น หรือขัดขวางกระบวนการพิจารณาคดี

การยื่นเรื่องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบคู่ชกคนใหม่ ถือเป็นเรื่องระหว่างบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานในคดีฉ้อโกงเดิม จึงไม่เข้าเงื่อนไขการยุ่งเหยิงพยานในคดีหลักโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างว่าทำไปเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" ยิ่งทำให้ฝั่งโจทก์เดิมยื่นขอถอนประกันได้ยากขึ้นอย่างยิ่ง

3. ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) และคดีหมิ่นประมาท

ในทางอาชญาวิทยา มนุษย์จะประเมินผลตอบแทน (Benefit) เทียบกับต้นทุนความเสี่ยง (Cost) เสมอ สำหรับจำเลยที่มีคดีหลักโทษจำคุกสูง การถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคดี ถือเป็นต้นทุนที่ต่ำและคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะคดีหมิ่นประมาทเป็นคดีที่ยอมความได้ และหากสู้ว่าติชมโดยสุจริตก็มีช่องทางหลุดรอดได้ง่าย ความกลัวต่อคดีหมิ่นประมาทจึงแทบเป็นศูนย์เมื่อเทียบกับประโยชน์ในการกอบกู้พื้นที่สื่อกลับคืนมา

บทเรียนจากเคสต่างประเทศ

รูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในสหรัฐอเมริกา คดีของ Michael Avenatti อดีตทนายความชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยคดีกรรโชกทรัพย์ ก็เคยใช้วิธีการออกสื่อโต้ตอบอัยการและโจมตีคู่ขัดแย้งใหม่อย่างดุเดือดเพื่อรักษาบทบาท "นักสู้" ในสายตาประชาชน หรือแม้แต่ทีมทนายในคดี O.J. Simpson ที่ใช้กลยุทธ์เบนเข็มไปโจมตีพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ตรวจค้น เพื่อสร้างความลังเลสงสัยให้สังคมตั้งคำถามกับตัวผู้ตรวจสอบแทนที่จะโฟกัสเพียงความผิดของจำเลย

กล่าวโดยสรุป:
ศึกการเปิดหน้าชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความเกรี้ยวเกรี้ยวโดยไร้สติ หากแต่เป็นกลยุทธ์ทางพฤติกรรมศาสตร์และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ที่ยอมเสียสละหมากบางตัว (ยอมเสี่ยงคดีหมิ่นประมาท) เพื่อรักษาพื้นที่ยืนทางสังคม และดึงอำนาจการต่อรองกลับมาอยู่ในมือให้ได้มากที่สุดในระหว่างที่คดีหลักยังไม่มีบทสรุปนั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1Bx9YnrFrY/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top