Friday, 5 June 2026
อัฟกานิสถาน

‘รัสเซีย’ เซ็นรับรอง ‘ตาลีบัน’ อย่างเป็นทางการ ชาติแรกของโลกที่ยอมรับรัฐบาลอัฟกันฯ ยุคใหม่

(4 ก.ค. 68) รัฐบาลรัสเซียประกาศรับรอง 'รัฐอิสลามอัฟกานิสถาน' ที่นำโดยกลุ่มตาลีบันอย่างเป็นทางการ กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่ให้การยอมรับ หลังจากนายดมิทรี จิร์นอฟ (Dmitry Zhirnov) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำอัฟกานิสถาน เข้าพบนายอาเมียร์ ข่าน มุตตากี (Amir Khan Muttaqi) รัฐมนตรีต่างประเทศอัฟกานิสถาน ณ กรุงคาบูล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ทางการอัฟกานิสถานระบุว่านี่คือ “ยุคใหม่ของความสัมพันธ์เชิงบวกและเคารพซึ่งกันและกัน” และเป็นตัวอย่างที่นานาประเทศควรศึกษา โดยรัสเซียแถลงว่าการรับรองครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การเกษตร และโครงสร้างพื้นฐานระหว่างสองประเทศ พร้อมยืนยันจะร่วมมือกับรัฐบาลคาบูลต่อไปในการต่อต้านการก่อการร้ายและยาเสพติด

รัสเซียเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่ปิดสถานทูตในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2021 และยังเคยลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจฉบับแรกกับรัฐบาลตาลีบันในปี 2022 ซึ่งครอบคลุมการส่งออกน้ำมัน แก๊ส และข้าวสาลี อีกทั้งได้ถอดชื่อกลุ่มตาลีบันออกจากบัญชีกลุ่มก่อการร้ายเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อปูทางสู่ความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบ

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจะพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลตาลีบันยังคงถูกประณามจากนานาชาติ โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิสตรี เช่น ห้ามผู้หญิงเรียนหนังสือระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย จำกัดการเดินทางโดยไม่มีผู้ชาย และบังคับแต่งกายตามกฎศาสนา จนถูกยูเอ็นระบุว่าเข้าข่าย “การแบ่งแยกทางเพศ”

ปัจจุบัน จีน ยูเออี อุซเบกิสถาน และปากีสถานได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำกรุงคาบูลแล้ว แต่ยังไม่มีประเทศใดนอกจากรัสเซียที่ประกาศรับรองรัฐบาลตาลีบันอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2021

รัสเซียชี้จบขัดแย้ง!! ร้องอัฟกาน-ปากีหยุดยิง พร้อมร่วมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ตอบโต้เหตุปะทะชายแดน ย้ำแก้ปัญหาผ่านทางการทูต

(1 มี.ค. 69) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ รัสเซียแสดงจุดยืนเรียกร้องให้อัฟกานิสถานและปากีสถานยุติการโจมตีตอบโต้กันทันทีพร้อมแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูต ซามีร์ คาบูล็อฟ ผู้แทนพิเศษประธานาธิบดีรัสเซียด้านอัฟกานิสถานและที่ปรึกษารัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวกับสปุตนิกเมื่อคืนวันศุกร์

ช่วงดึกของวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อัฟกานิสถานได้ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกขนาดใหญ่ตอบโต้กองกำลังปากีสถานตามแนวชายแดน หลังเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

คาบูล็อฟเสริมว่า "รัสเซียจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน หากทั้งสองฝ่ายได้ร้องขอมา" เพื่อบรรเทาความตึงเครียดและหาทางออกทางการทูต

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานยังคงตึงเครียดจากปฏิบัติการตอบโต้ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัสเซียได้เน้นย้ำว่าความขัดแย้งควรได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธีและผ่านการเจรจา สะท้อนถึงบทบาทของมอสโกในฐานะผู้มีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ที่พร้อมเข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้งดังกล่าว

ที่มา : Sputnik

วีรบุรุษกองทัพออสเตรเลีย ‘เบน โรเบิร์ต-สมิธ’ สู่ผู้ต้องหาอาชญากรรมสงคราม โดน 5 ข้อหาอาชญากรรมสงคราม อาจถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตทหารออสเตรเลีย
ถูกตั้งข้อหาอาชญากรรมสงคราม

อดีตทหารกล้าของออสเตรเลีย 'เบน โรเบิร์ต-สมิธ' ถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมสงคราม 5 กระทง ในคดีฆาตกรรม 3 คดีที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน เขาถูกควบคุมตัวที่ท่าอากาศยานซิดนีย์ และจะนำตัวยื่นขอประกันในวันถัดไป

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Guardian และสำนักงานผู้สอบสวนพิเศษของออสเตรเลีย ระบุว่าในคดีแรก โรเบิร์ต-สมิธมีส่วนในเหตุการณ์ยิงชายชาวอัฟกัน 2 รายในปี 2552 เหยื่อถูกยิงทั้งขณะยังอยู่ในท่าทางยอมจำนนและไม่มีอาวุธ

คดีที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2558 เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าจับชายชื่อ 'อาลี จัน' ทรมานจนเสียชีวิต ด้วยการบังคับให้เหยื่อเดินไปยังหน้าผาสูงและสั่งให้ทหารรายหนึ่งยิงจนตาย ขณะที่คดีที่ 3 เชื่อมโยงกับการฆาตกรรมพลเรือนอีก 2 รายในพื้นที่เดียวกัน ข้อมูลยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

รอสส์ บาร์เน็ตต์ ผอ.สำนักงานสอบสวนพิเศษเผยว่าเรื่องนี้เริ่มสอบสวนตั้งแต่ปี 2564 หลังคดีถูกสื่อออสเตรเลียเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ โรเบิร์ต-สมิธปฏิเสธข้อหาและเคยฟ้องหมิ่นประมาทสื่อ แต่แพ้คดีทุกศาล

อนุสรณ์สถานสมรภูมิรบออสเตรเลียจะติดตามสถานการณ์และพิจารณาแก้ไขเกียรติยศของเขา ขณะที่นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีซียังไม่แสดงความเห็นในคดีนี้

ที่มา : https://url.in.th/mxisU

ได้ไปคองโกแทน ไม่ได้ไป อเมริกา ‘เคยช่วยสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ไปอเมริกา’ ทรัมป์ถกส่งชาวอัฟกัน 1,100 ชีวิตไปคองโก ท่ามกลางวิกฤตพลัดถิ่นเดือด แผนทรัมป์จุดกระแสวิจารณ์หนัก

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนส่งชาวอัฟกันสูงสุด 1,100 คน ที่เคยคอยช่วยอเมริการะหว่างยึดครองอัฟกานิสถาน ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประเทศที่เผชิญกับวิกฤตพลัดถิ่นฐานร้ายแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อยู่ก่อนแล้ว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนและนิวยอร์กไทม์ส

การพูดคุยเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานตั้งรกรากใหม่ ซึ่งนิวยอร์กไทม์สรายงานเป็นแห่งแรก มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งระงับโครงการหนึ่งซึ่งจะเปิดทางให้ชาวอัฟกานิสถานที่ช่วยสนับสนุนการทำสงครามของสหรัฐฯ ยื่นคำร้องตั้งรกรากในอเมริกา ตามรายงานของเดอะการ์เดียน

นิวยอร์กไทม์สระบุว่ากลุ่มชาวอัฟกันมากกว่า 1,000 คน ตกค้างอยู่ในกาตาร์ มาตลอดทั้งปี ในนั้นมีทั้งล่าม, ญาติๆของบุคลากรทางทหารสหรัฐฯ และเด็กๆกว่า 400 คน อเมริกาอพยพคนเหล่านี้ไปยังกาตาร์ เพื่อปกป้องคนเหล่านี้ เพราะว่าพวกเขาให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออเมริกา ระหว่างที่สหรัฐฯยึดครองอัฟกานิสถาน แต่เวลานี้ประเทศแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตอลิบานอีกรอบ ตามหลังวอชิงตันถอนกำลังทหารออกไป

ปัจจุบันสาธารณรัฐคองโกกำลังหัวหมุนอยู่กับความขัดแย้งและภาวะไร้เสถียรภาพที่ลากยาวมาหลายทศวรรษ สำนักงานด้านผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติประเมินว่าจนถึงเดือนกันยายน 2025 มีประชาชนกว่า 8.2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นฐานในคองโก ท่ามกลางความคาดหมายว่าตัวเลขน่าจะแตะระดับ 9 ล้านคนในช่วงสิ้นปี

ชอว์น แวนไดเวอร์ ประธาน  AfghanEvac องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร(เอ็นจีโอ) บอกกับการ์เดียน เขาทราบมาว่ามีการพูดคุยหารือกันในเรื่องนี้ของผู้คน ณ กระทรวงการต่างประเทศอเมริกาและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง แต่ทาง AfghanEvac เชื่อว่าชาวอัฟกานิสถานเหล่านั้น ควรถูกนำตัวไปตั้งรกรากในสหรัฐฯมากกว่า

แวนไดเวอร์ เน้นว่ามีชาวอัฟกันราว 900 คนจาก 1,100 คนในกาตาร์ มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์ตั้งรกรากใหม่ในสหรัฐฯ ส่วนอีก 200 คนที่เหลือ ซึ่งไม่มีสิทธิ์ เขาแนะนำว่าวอชิงตันควรสำรวจทางเลือกต่างๆกับประเทศอื่น นอกเหนือจากคองโก ซึ่งกำลังประสบกับสถานการณ์ความรุนแรงในวงกว้างในปัจจุบัน "ทางออกง่ายๆคือ เฮ้ ยินดีตอบรับสู่อเมริกา"

ทั้งนี้ แวนไดเวอร์ เผยว่าในบรรดาชาวอัฟกานิสถานเหล่านี้ มีอยู่ราวๆ 100 ถึง 150 คน เป็นสมาชิกในครอบครัวของทหารประจำการ และมากกว่า 700 คน เป็นผู้หญิงและเด็ก "ปัญหาทั้งหมดนี้สามารถแก้ไขได้เพียงแค่เปลี่ยนนโยบาย" เขากล่าว พร้อมเน้นว่ากระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิควรอนุญาตให้ชาวอัฟกานิสถานที่ผ่านคุณสมบัติในโครงการดังกล่าวแล้ว เดินทางเข้าประเทศ  "พวกเขาสามารถเข้ามาที่นี่ ไม่มีกฎหมายใดที่ขัดขวางพวกเขา"

นอกจากนี้แล้วทาง แวนไดเวอร์ เตือนด้วยว่าการส่งคนเหล่านี้กลับไปยังอัฟกานิสถาน เท่ากับส่งพวกเขากลับไปหาความตาย สืบเนื่องจากการที่พวกเขาให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯบอกกับการ์เดียน ว่าพวกเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้าหาตัวเลือกต่างๆ สำหรับโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากด้วยความสมัครใจ แก่บรรดาชาวอัฟกานิสถาน ที่พักพิงอยู่ ณ ค่ายผู้ลี้ภัยอัส-ซัยลิเยาะห์ ในกาตาร์ ในปัจจุบัน โดยโฆษกอ้างว่าการเคลื่อนย้ายคนกลุ่มนี้ไปยังประเทศที่ 3 คือทางออกที่ดีสำหรับความปลอดภัยของพวกเขาและความปลอดภัยของชาวอเมริกา

(ที่มา:เดอะการ์เดียน/อัลมายาดีน/นิวยอร์กไทม์ส)

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1404916358343688&id=100064760106289&rdid=fh1rm4J3cUqp83El#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top