Thursday, 4 June 2026
อสังหาริมทรัพย์

'คลัง' เผย!! มาตรการกระตุ้นศก.ด้านอสังหาฯ แค่ 3 เดือน สร้างเม็ดเงินใหม่กว่า 65,000 ล้าน

(11 ก.ค. 67) นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลสัมฤทธิ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ ในส่วนมาตรการสินเชื่อ และค่าธรรมเนียม ดังนี้

1. มาตรการค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม ลดค่าโอนจากร้อยละ 2 เหลือ 0.01 และลดค่าจำนองจากร้อยละ 1 เหลือ 0.01 มีจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ 40,372 ราย แบ่งเป็นโอนอสังหาริมทรัพย์ 29,047 ราย และโอนห้องชุด 11,325 ราย (ตัวเลขถึงวันที่ 31 พ.ค.)

2. มาตรการส่งเสริมกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี สำหรับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้บุคคลธรรมดา ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท (รวมค่าที่ดิน) จนถึงวันที่ 10 มิ.ย. มูลค่าโครงการรวมแล้วถึง 33,278.69 ล้านบาท

3. โครงการสินเชื่อบ้าน Happy Home (วงเงิน 20,000 ล้านบาท ) ให้ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อนุมัติสินเชื่อแล้ว 12,576 ราย เป็นจำนวนเงิน 17,812 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 89.06 ของวงเงินโครงการ

4. โครงการสินเชื่อบ้าน Happy Life (วงเงิน 20,000 ล้านบาท) ให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ร้อยละ 2.98 ต่อปี วงเงินต่อรายตั้งแต่ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป อนุมัติสินเชื่อแล้ว 8,141 ราย เป็นจำนวนเงิน 15,588 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 77.94 ของวงเงินโครงการ

'กรณ์' แนะ!! แนวทางบรรเทาหนี้ครัวเรือนไทย หลังพุ่งแตะอันดับ 9 ของโลก ชี้!! ส่วนใหญ่ยืมมาเพื่อใช้จ่าย ไม่ใช่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่า

เมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 67) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ 'วิกฤตเศรษฐกิจไทยในวันที่ต้องรอด' ในงานประชุมใหญ่สมาคมอสังหาริมทรัพย์ฉะเชิงเทรา ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมวันธาราเวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล ต.คลองนา อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีสมาชิกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จากทั่วประเทศเข้าร่วม

โดยนายกรณ์ได้กล่าวถึงหนี้รัฐบาลว่ายังถือเป็นเรื่องที่น่าจะแบกรับได้ เมื่อเทียบกับภาระการชดใช้ดอกเบี้ยและเงินต้นของรัฐบาล ที่เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP

แต่สิ่งที่กำลังเป็นปัญหาของรัฐบาลคือการที่หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554-2556 พบว่า หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 50 เปอร์เซ็นต์ของ GDP เป็น 80 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ในระยะเพียง 5 ปี ถือว่าเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับเกือบทุกประเทศในโลก

ขณะที่ในวันนี้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ประมาณ 86.9 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งติดอยู่ในกลุ่มหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในโลก หรือติดอยู่ในลำดับที่ 9 ใน 10 ของโลก และที่น่าแปลกใจคือ ประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุด คือ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยและไม่คิดว่าประชากรของประเทศนี้จะกู้หนี้ยืมสินมากเป็นอันดับ 1 ของโลก คือ 128.3 เปอร์เซ็นต์ของ GDP

“แต่เหตุใดคนสวิสจึงไม่เดือดร้อนในเรื่องของปัญหาหนี้ครัวเรือน นั่นก็เพราะ 99 เปอร์เซ็นต์ของหนี้สินคนสวิสคือ หนี้ซื้อบ้านซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่ประเทศไทย หนี้ภาคครัวเรือนเป็นหนี้ที่ยืมมาเพื่อใช้จ่าย อีกทั้งรายได้ของประเทศไทยยังน้อย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กำลังซื้อของคนไทยหายไป”

นายกรณ์ ยังเผยอีกว่า ที่ผ่านมาตนได้เคยฝากความเห็นไปยังรัฐบาล ‘เศรษฐา’ เกี่ยวกับเรื่องที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย แก้ปัญหาเรื่องหนี้ว่าปัญหาหนี้ต้องแก้ด้วยเงิน และกระทรวงที่มีเงินคือ กระทรวงการคลัง ที่มีธนาคารของรัฐอยู่ในมือจึงเหมาะจะเป็นเจ้าภาพ ทั้งธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.

แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องหนี้จะแก้ได้โดยง่าย เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานาน และที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาหนี้ไม่ใช่การพักหนี้หรือยกหนี้ให้ แต่เป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ลูกหนี้ ด้วยการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นเราจะสามารถแบกรับภาระหนี้เหล่านี้ได้

“หาก GDP โตสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะค่อยๆ ลดลงไปเอง วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด คือทำให้ GDP โต ฉะนั้นประเด็นคือเราจะทำให้เศรษฐกิจของเราโตขึ้นได้อย่างไร ซึ่งจะต้องรอดูและให้เวลาต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร เช่น การมีนโยบายส่งเสริมพัฒนาส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ต่อหรือไม่ หรือจะหันไปสนใจในเรื่องแลนด์บริดจ์ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้โดยตรง”

ทั้งนี้ เหตุผลหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเมื่อ 40 ปีก่อนคือการที่ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย เนื่องจากญี่ปุ่นมีปัญหาด้านการค้ากับอเมริกา ขณะที่เงินเยนแข็งค่าเกินไปจึงต้องการส่งออกสินค้ากับประเทศที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเทียบกับสหรัฐฯ ที่ไม่ได้มีการปรับในระดับเดียวกับญี่ปุ่น

ซึ่งเงินบาทของไทยในขณะนั้นยังผูกอยู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงตรงกับความต้องการของนักลงทุนญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีการก่อสร้างทางอุตสาหกรรม จึงมีแรงงานที่เป็นปัจจัยในทางบวกกับประเทศไทยอย่างมาก

แต่ในวันนี้การลงทุนจากต่างประเทศของไทยลดลงเหลือแค่เพียงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น EEC จึงมีความสำคัญในการดึงการลงทุนให้ไหลกลับคืนเข้ามา

4 บิ๊กอสังหาหั่นเป้าปี 67 จากยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง!! REIC ชี้ กำลังซื้อซึบซม แต่มีแสงสว่างที่ภูเก็ต-สงขลา

(22 ต.ค. 67) จากกระแสข่าวถึงสภาวะตลาดของกลุ่มธุรกิจหมวดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มซบเซาอย่างต่อเนื่อง ย้อนไปไม่นานนี้ในการประกาศผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 มีธุรกิจผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่างน้อย 4 เจ้าด้วยกันที่ได้ประกาศปรับลดเป้าต่าง ๆ ของบริษัทลง 

บริษัทแรก คือ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน)โดย ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ ได้เปิดเผยว่า ได้มีการปรับลดเป้าหมายการเปิดตัวของโครงการจาก 17 โครงการในปีนี้เหลือ 13 โครงการ เนื่องมาจากปัญหาอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารที่สูงมาก 

บริษัทต่อมา คือ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) ที่นายอุเทน โลหพิชิตพิทักษ์ ประธษนเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ประกาศปรบลดโครงการใหม่จาก 30 โครงการเหลือ 29 โครงการ พร้อมทั้งปรับยอดขายในปีนี้จาก 27,000 ล้านบาทเหลือ 22,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ทางพฤกษายังได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการเน้นทำตลาดอังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมมากขึ้น เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ 

บริษัทที่ 3 ได้แก่ บริษัท พร็อพ เพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด(มหาชน) โดยนายวงศกรณ์ ประสิทธิ์วิภาค กรรมการผู้จัดการ ได้แจ้งว่า จากสถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคาร จึงทำให้ทางบริษัทต้องปรับลดเป้าการเปิดตัวโครงการใหม่จาก 7 โครงการ เลือ 1 โครงการ สำหรับโครงการอื่น ๆ จะเลื่อนการเปิดตัวไปในปีหน้า 

บริษัทสุดท้าย คือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) ที่ใช้เวที Opportnity Day เปิดเผยผ่าน นางสาวกนกไพลิน วิไลแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ว่า ทางบริษัทมีการปรับเป้าหมายรายได้ของปีนี้เหลือ 1.5 หมื่นล้านบาท จากที่เคยตั้งเป้าไว้ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท 

จากข้อมูลทั้งหมดสอดคล้องกับรายงาน ‘สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2567 และครึ่งแรกปี 2567’ ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่เปิดเผยว่า 

ภาวะของตลาดที่อยู่อาศัยทั้งด้านความต้องการซื้อ(อุปสงค์)ลดลงซึ่งส่งผลให้ด้านการเปิดตัวโครงการ(อุปทาน)ลดลงตามไปด้วย อันเป็นผลมาจากดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูง(รายงานฉบับนี้ออกก่อนที่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย 

นอกจากนี้รายงานฉบับดังกล่าวยังเปิดเผยอีกว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศในไตรมาสที่ 2 นั้นลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน คือ ไตรมาส 2 ของปี 2566 ถึง 10.1%

อย่างไรก็ดีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในบางจังหวัด เช่น ภูเก็ต และสงขลา มีการขยายตัวทั้งจำนวนหน่วยอสังหาริมทรัพย์และมูลค่า

จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างแสดงข้อเรียกร้องผ่านสมาคมต่าง ๆ เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนมาตรการ LTV หรือมาตรการที่บังคับให้วางเงินดาวน์บ้าน กรณีซื้อบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ 

จากสถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าเมื่อไหร่จะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะจากที่เคยเป็นอสังหาริมทรัพย์ยุครุ่งเรืองกลับกลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ยุคอัสดงไปเสียแล้ว 

‘ดร.โสภณ’ เปิดข้อมูลเชิงลึก อสังหามือหนึ่งถึงจุดสูงสุด เตรียมรับมือเทรนด์ใหม่ ‘บ้าน-คอนโด’ มืองสองราคาไม่แรง

(28 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย(AREA) ได้เปิดเผยว่า

ในขณะนี้ประเทศไทยมีบริษัทพัฒนาที่ดินยักษ์ใหญ่ ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบครึ่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่ท่านเชื่อหรือไม่บริษัทที่ดินยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีอนาคตอันมืดมน ทำไมจึงจะเป็นเช่นนี้

จากผลการสำรวจล่าสุด ณ กลางปี 2567 ของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่า 10 บริษัทมหาชนและบริษัทในเครือครองส่วนแบ่งตลาด (จากการเปิดตัวหน่วยขายใหม่ๆ ในครึ่งแรกของปี 2567) สูงสุดถึง 62% ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล นับว่ามีขนาดใหญ่มากถึงเกือบหนึ่งในสามของทั้งตลาด

ในขณะที่ในแง่จำนวนหน่วย 10 บริษัทแรกที่ใหญ่ที่สุด ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 53% ของทั้งหมด ส่วนบริษัทที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คาดว่าจะมีสัดส่วนเพียง 15% ของหน่วยขายที่เปิดใหม่ทั้งหมด ถ้าหมายรวมทั้งปี มูลค่าการพัฒนาของบริษัทมหาชน 10 แห่งแรก จะมีมูลค่ารวมกันประมาณ 262,802 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามีขนาดใหญ่มากจริงๆ

แต่หากเทียบกับบริษัทพัฒนาที่ดินจีน ไทยยังมีขนาดเล็กมาก

จะเห็นได้ว่ามูลค่าการพัฒนาของบริษัทมหาชน 10 แห่งแรกของไทยที่ประมาณการไว้ทั้งปี 2567 จะเป็นเงินรวมกันเพียง 262,802 ล้านบาท ยังเล็กกว่าบริษัทที่เล็กที่สุดใน 9 อันดับแรกของจีนที่เมื่อปี 2566 ผลิตที่อยู่อาศัยมีมูลค่ารวมกันถึง 813,011 ล้านบาท (บริษัท Longfor Properties) ดังนั้นหากบริษัทพัฒนาที่ดินจีนเข้ามาในประเทศไทย ก็จะถึงคราวหายนะของบริษัทพัฒนาที่ดินไทยอย่างแน่นอน และมูลค่ารวมของบริษัทพัฒนาที่ดินจีน 9 แห่งที่ใหญ่ที่สุดเป็นเงินสูงถึง 11,950,280 ล้านบาท หรือราวสองในสามของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของไทยที่ราวๆ  18 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตามโดยที่ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งจีนและไทยต่างสร้างที่อยู่อาศัยออกมามากมาย ความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่ก็จะลดลง กลายเป็นตลาดบ้านมือสองแทน  จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส พบว่าประเทศไทยในวาระครบรอบ 200 ปี (พ.ศ.2525) มีที่อยู่อาศัยรวมกันในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลประมาณ 1 ล้านหน่วย แต่พอถึงปี 2567 หรืออีก 42 ปีต่อมา มีการผลิตที่อยู่อาศัยใหม่ 3 ล้านกว่าหน่วย (มากกว่าช่วง 200 ปีแรกถึง 2 เท่าตัวหรือมีที่อยู่อาศัยรวมเป็น 3 เท่าของที่อยู่อาศัยเดิม) ทำให้ในอนาคต ความต้องการสร้างบ้านใหม่ๆ จะลดน้อยลง เพราะสามารถนำบ้านมือสองมาซื้อขายต่อกันได้ เพราะบ้านมือสองมักจะถูกกว่า ทำเลที่ตั้งดีกว่า แม้จะต้องซ่อมแซมบ้างก็ตาม

เมื่อหันมามองบริษัทพัฒนาที่ดินที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาที่สร้างบ้านจัดสรรและอาคารชุดขาย ณ ปี 2565 จะพบใน 10 บริษัทแรก มีมูลค่าการพัฒนาโดยรวม 3.6155 ล้านล้านบาท เล็กกว่า 9 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยมีขนาดเป็นเพียง 30% ของจีนเท่านั้น  หลายบริษัทพัฒนาที่ดินมานับร้อยปีในสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดมากนัก เพราะการสร้างที่อยู่อาศัยให้มีแบรนด์เป็นที่ยอมรับกันทั่วประเทศถึง 50 มลรัฐเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

จะเห็นได้ว่าบริษัทนายหน้าใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ 10 บริษัทแรก มีการขายทรัพย์สินรวมกันถึง 1,293,872 หน่วย มากกว่าของบริษัทพัฒนาที่ดินที่ขายอยู่ 258,800 หน่วยเสียอีก และยิ่งพิจารณาในแง่มูลค่าของสินค้าที่ขาย ก็สูงถึง 28.787 ล้านล้านบาท 

เมื่อบริษัทพัฒนาที่ดินใหญ่ที่สุดที่มียอดขายรวมกัน 3.6155 ล้านล้านบาท หากสมมติว่าได้กำไรปีละ 8% ก็เป็นเงินประมาณ 280,000 ล้านบาท แต่ในกรณีบริษัทนายหน้าที่มียอดขาย 28.787 ล้านบาท สมมติได้กำไรสุทธิเพียง 2% จากค่านายหน้าประมาณ 6% ก็เป็นเงินถึง 570,000 ล้านบาท สูงกว่าของบริษัทพัฒนาที่ดินเสียอีก

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าบริษัทพัฒนาที่ดินใหญ่ๆ ก็จะค่อยๆ ลดบทบาทลง เพราะความต้องการบ้านใหม่จะลดลง การซื้อขายบ้านมือสองจะมีราคาถูกกว่า ได้ทำเลดีกว่า กิจการนายหน้าจะเฟื่องฟูขึ้นมา และรวมศูนย์เป็นบริษัทนายหน้าขนาดยักษ์มากยิ่งขึ้น ส่วนบริษัทพัฒนาที่ดินรายย่อยก็อาจมีบทบาทมากขึ้นในท้องถิ่นต่างๆ แต่เป็นบริษัทเล็กๆ ที่มีออร์เดอร์จากการสั่งสร้างมากกว่าการสร้างบ้านและห้องชุดจำนวนมากๆ ออกมาขายเช่นเดิม

และด้วยอำนาจของเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริษัทนายหน้าใหญ่ที่สามารถจัดหาเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ดีและมากกว่า ก็จะกลายเป็นเจ้าตลาดไปในอนาคต

ดาต้าเซ็นเตอร์-โลจิสติกส์ โตรับตลาดอีวีในไทย ส่วนนิคมอุตฯได้อานิสงส์ 'ทรัมป์ 2.0' ดันราคาที่ดินพุ่ง

(27 พ.ย.67) เจแอลแอล (JLL) บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย พร้อมเผยความสำเร็จในการบริหารจัดการพื้นที่เช่าที่ยอดเยี่ยม โดยคาดว่าผลรวมพื้นที่เช่าของบริษัทในสิ้นปีนี้จะถึง 7.5 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ยังได้เปิดมุมมองในแง่ของเทรนด์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยระบุว่า ตลาดอาคารสำนักงานไม่น่ากังวล แต่กำลังเห็นการย้ายจากอาคารเก่าที่คุณภาพต่ำไปยังอาคารใหม่ที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ส่วนในภาคอุตสาหกรรม การพัฒนา ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ยังถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้น แม้กระแสความต้องการจะร้อนแรงก็ตาม

นายไมเคิล แกลนซี่ กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในยุคแรก ๆ โครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทยส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่มีการใช้งานแบบเดี่ยว ๆ แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาไปเป็นโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ที่นำอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่าง ๆ มาผสมผสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ โดยมีการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่มีความทันสมัย ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบของผู้เช่า

สำหรับตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ นายไมเคิลกล่าวว่า อาคารเก่าในกรุงเทพฯ จำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับอาคารใหม่ที่มีคุณภาพสูงขึ้น ทำให้เจ้าของอาคารเก่าต้องทำการปรับปรุงหรืออัปเกรด เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด ซึ่งเทรนด์ Flight to Quality หรือการย้ายไปยังอาคารที่มีคุณภาพดีกว่า จะยังคงเป็นกระแสที่แข็งแกร่งในตลอดปี 2024 และปี 2025

นายไมเคิลเสริมว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2024 จะมีความท้าทาย แต่ตลาดอาคารสำนักงานกลับคึกคัก โดยหลายบริษัทเริ่มย้ายจากอาคารเก่ามายังอาคารใหม่ที่มีคุณภาพดีกว่า ซึ่งแนวโน้มนี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปในปี 2025 เนื่องจากมีโครงการใหม่ ๆ ที่จะเปิดตัวในปีหน้า และหลายบริษัทเตรียมย้ายออฟฟิศ

"แม้ราคาค่าเช่าจะสูงขึ้น แต่เทรนด์ Flight to Quality จะยังคงมีความสำคัญอย่างมาก โดยบริษัทต่าง ๆ ยังต้องการย้ายออกจากอาคารเก่าไปยังออฟฟิศใหม่ที่มีมาตรฐานสูง การเติบโตของอาคารสำนักงานในประเทศไทยจะยังเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง" 

นอกจากนี้นายแกลนซี่ ยังกล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มาแรงในปี 2568 ว่า ในปีหน้าต้องยกให้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์มาเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากมีนักลงทุนเข้ามาสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเป็นอย่างมาก สะท้อนจากการที่มีนักลงทุนเข้ามาดูทำเลในเขตนิคมขนาดใหญ่ เช่น พื้นที่ EEC พื้นที่ย่านสมุทรปราการ รวมถึงตอนเหนือของกรุงเทพฯ 

ส่วนธุรกิจรองลงมาคือ ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากอานิสงส์ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งมีความต้องการใช้พื้นที่ตั้งแต่ 20 ถึง 1,000 ไร่

นายแกลนซี่ ยังกล่าวถึง ผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะทำให้หลายภาคอุตสาหกรรมพิจารณาย้ายฐานการผลิตบางส่วนมายังอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย คาดว่าจะส่งผลให้ราคาที่ดินในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของไทยปรับตัวสูงขึ้นไปอีก

อีกสองธุรกิจที่มีแนวโน้มน่าจับตาคือ ธุรกิจโรงแรม และอาคารสำนักงาน โดยธุรกิจโรงแรมได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งเปิดใหม่และซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการท่องเที่ยวฟื้นตัว ขณะที่อาคารสำนักงานให้เช่า จะเติบโตจากการเปิดโครงการขนาดใหญ่ที่มีความทันสมัยในพื้นที่ใจกลางกรุง

ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะตลาดเช่า เนื่องจากปัญหาการกู้สินเชื่อไม่ผ่านยังสูง และเทรนด์คนรุ่นใหม่สนใจเช่ามากกว่าซื้อ คาดว่าจะดันราคาเช่าคอนโดในเขตกรุงเทพสูงอีก 40%

‘ไซปรัส’ กังวลการเพิ่มขึ้นของ ‘ชาวอิสราเอล’ บนเกาะแห่งนี้

(6 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ไซปรัสกังวลการเพิ่มขึ้นของชาวอิสราเอลบนเกาะแห่งนี้

พรรคการเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของไซปรัสเตือนว่าชาวอิสราเอลจำนวนมากกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ใกล้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อ่อนไหว

พวกเขาเกรงว่านี่อาจเป็นต้นแบบของ 'อิสราเอล 2.0'

“บริทาเนีย” ลุยตลาดบ้าน 10 ปีพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ พร้อมขยายฐานลูกค้า 5 แบรนด์หลัก ใช้กลยุทธ์ Joint Venture เสริมแกร่ง ตั้งเป้าเติบโตด้วย Crafted for Better Living

1 ทศวรรษ Britania แห่งการเติบโตอย่างมั่นคง

สู่การปรับกลยุทธ์รับมือโลกยุคใหม่ 

ถ้าพูดถึงบ้านแนวราบต้องมีชื่อ “BRITANIA” (บริทาเนีย) อยู่ในนั้นแน่นอน ธุรกิจจะไปในทิศทางไหนอย่างไร วันนี้ บริทาเนีย ชวนหาคำตอบ พร้อมกับจุดเริ่มต้นเรื่องราวตลอดช่วง 10 ปี บนเส้นทางพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับ กฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI พร้อมเผยกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน

คุณกฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนราวปี 2559 ว่า บริทาเนีย เปรียบเสมือนเหมือน New S-Curve ให้กับบริษัทแม่ คือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมเป็นสินค้าหลัก ที่มีความต้องการจะขยายธุรกิจสู่ที่อยู่อาศัยแนวราบ (บ้านจัดสรร) ภายใต้บริษัท ออริจิ้น เฮ้าส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เลือกโลเคชันที่คุ้นเคย คือ ‘โซนตะวันออก’ เปิดโครงการแรกภายใต้ชื่อ “บริทาเนีย ศรีนครินทร์” เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 149 ยูนิต เริ่มเปิดขายในเดือนพฤศจิกายน 2560 กระแสตอบรับดีมากใช้เวลาเพียงปีกว่า ๆ ในการปิดการขายโครงการ จากนั้นเดินเกมบุกต่อไม่หยุด ใช้สูตรทวีคูณเพิ่มพอร์ตไต่ระดับเติบโตและแบรนด์ “บริทาเนีย” เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดบ้านแนวราบ สู่การตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก ออริจิ้น เฮ้าส์ มาเป็น “บริษัท บริทาเนีย จำกัด” ในปี 2562 เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์ และสร้างการรับรู้ของคำว่า “บริทาเนีย” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในตลาดที่อยู่อาศัย ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นบ้านสไตล์อังกฤษ

เปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” Spin-off เข้าตลาดหุ้น

แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ก็ไม่ได้ฉุดรั้งความมุ่งมั่นหมุดหมายสำคัญของการเติบโต ผู้บริหารและทีมงานเดินหน้าลุยเปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” ด้วยการ Spin-off ในธุรกิจของออริจิ้น เป็นบริษัทย่อยบริษัทแรกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อท้ายชื่อบริษัทด้วย “จำกัด (มหาชน)” ในปี 2564 และใช้ชื่อย่อตลาดหลักทรัพย์ว่า “BRI” ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ท่ามกลางผู้เล่นในตลาดที่หลากหลาย บริทาเนีย ได้สร้างความแตกต่างเพียง 10 ปี พัฒนาโครงการไปแล้ว 50 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 64,519 ล้านบาท และมีลูกบ้านที่ได้ดูแลมากกว่า 4,600 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล, EEC และจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก ครอบคลุมทุก Segment ได้แก่ ทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว และ บ้านพักตากอากาศ

โดยบ้านกลุ่มแรกพัฒนาภายใต้แบรนด์ “ไบรตัน” (Brighton) แบรนด์บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับเริ่มต้นราคา 2.5 - 4 ล้านบาท และกลุ่มที่ 2 แบรนด์ “บริทาเนีย” (Britania) แบรนด์บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับ Mid-end ราคา 4 - 8 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 3 เจาะระดับ High-End ภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ บริทาเนีย” (Grand Britania) บ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม ราคา 8 - 20 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 4 บ้านเดี่ยว ระดับ Luxury ราคา 20 - 50 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ “เบลกราเวีย” (Belgravia) และกลุ่มที่ 5 แบรนด์ใหม่ บ้านพักตากอากาศพูลวิลล่า ระดับ Luxury ภายใต้แบรนด์ "บัลโค" (Balco) เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ต้องการบ้านพักตากอากาศระดับ Luxury ราคา 32 - 60 ล้านบาท เน้นโครงการใกล้ชิดธรรมชาติและทำเลศักยภาพระดับ World Destination เช่น บางเทา ภูเก็ต ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศที่หรูหรา ใส่ใจในรายละเอียด และเป็นส่วนตัว โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ บริทาเนีย เตรียมทยอยรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่าโครงการกว่า 1,350 ล้านบาท

พาร์ทเนอร์ + Synergy ในกลุ่ม BRI อีก Key Success ที่ทำให้เติบโต

กลยุทธ์ร่วมทุน (Joint Venture) กับพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่ ทั้งจากญี่ปุ่นและพันธมิตรในไทย เป็นอีกเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ บริทาเนีย เลือกใช้นับตั้งแต่ประกาศแผนธุรกิจปี 2565 ภายใต้คอนเซปต์ ‘Growth Together’ เรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและเจ้าของที่ดิน ร่วมทุนพัฒนาโครงการหลายแห่ง อาทิ  Sotetsu Group ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ร่วมทุนพัฒนาโครงการ เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ราชพฤกษ์-พระราม 5 เป็นบ้านเดี่ยวระดับ Luxury, Nomura Real Estate Development ร่วมพัฒนาโครงการ บริทาเนีย โฮม บางนา กม. 17 และ บริทาเนีย ทาวน์ บางนา กม. 17, LOFIS (THAILAND) พัฒนาโครงการ แกรนด์ บริทาเนีย คูคต สเตชั่น, บริทาเนีย อมตะ-พานทอง และ แกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม. 35

“บริทาเนีย” วางเกมปี 2569 ชู Crafted for Better Living ปั้นการเติบโตระยะยาว 

เพราะธุรกิจอสังหาฯมี Cycle ขึ้น-ลง ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งคุณกฤษณ์ ยอมรับว่า “ปีนี้เป็นอีกปีที่ท้าทาย บทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง แม้จะมีปัจจัยจากวิกฤตพลังงานและสงครามในตะวันออกกลางที่ควบคุมไม่ได้ แต่หากมองในอีกมุม สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น ‘ความท้าทาย’ ที่ช่วยสร้างรากฐานความสำเร็จในอนาคต ซึ่งเราเองจำเป็นต้องปรับตัวให้รวดเร็ว และทำงานหนักมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้เรามุ่งเน้นในเรื่องของการทำงานร่วมกัน (Synergy) ทั้งกับพาร์ทเนอร์และบริษัทในเครือ Origin Group ก่อให้เกิดพลังร่วมที่มากกว่าและเกิด Business Model ใหม่ ๆ”

สำหรับ BRITANIA จะเติบโตแบบไหน คุณกฤษณ์ เผยถึงการวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Crafted for Better Living ใส่ใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” สะท้อนถึงการออกแบบทุกองค์ประกอบของบริทาเนียอย่างตั้งใจ มีเป้าหมายสำคัญในปีนี้ คือ “ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นผู้พัฒนาบ้าน แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว” โดยมุ่งเน้นการยกระดับความสุขของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เพื่อให้บ้าน บริทาเนีย เป็นรากฐานของชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนนิยามของการอยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

BRITANIA Investment Property มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพสูงที่มีความต้องการเช่าชัดเจน ทั้ง บริเวณใกล้แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม, ทำเลศักยภาพโซนกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว ขณะเดียวกันเรามีระบบการบริหารจัดการมืออาชีพ โดยได้ทีมจาก Hampton Hotel & Residence Management หรือ HHR ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปีในเครือ Origin Group ในการบริหาร Service Residence มาตรฐานโรงแรม เข้ามาดูแลบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการเช่าแบบครบวงจร นับเป็นการเปิดโอกาสการลงทุนรูปแบบใหม่ให้กับนักลงทุน

BRITANIA Wellness Residence ถือเป็นผู้พัฒนาโครงการรายแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกายสุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย สร้างพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย บริทาเนียยังได้ร่วมมือกับ THE LONGEVIST ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน Longevity มาปรับใช้ในการอยู่อาศัยจริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาว และมีความสุขอย่างยั่งยืนในทุกช่วงเวลา

BRITANIA Community สร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและเสริมสร้างความผูกพันในทุกเจเนอเรชัน โดยมุ่งเน้นการสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ด้วยการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้พักอาศัยในโครงการและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่ถูกถ่ายทอดผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกิจกรรมด้านสุขภาพ กิจกรรม Pet Friendly และกิจกรรมสำหรับครอบครัว

BRITANIA Care Service เชื่อมลูกบ้านกับพันธมิตรธุรกิจชั้นนำ ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านในระยะยาว จับมือหลากหลายพันธมิตร กว่า 50 ราย อาทิ แบรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยงชั้นนำ Pando, Pet dé Bath และ Pets' Ville ร่วมยกระดับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคใหม่ Pet Friendly Living ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีบริการทำความสะอาดบ้าน, ดูแลสวน, ซักรีด, บริการดูแลสัตว์เลี้ยง, บริการดูแลรถยนต์ ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ โดยลูกบ้านสามารถเลือกใช้บริการผ่าน Britania Connect ได้ทั้งรูปแบบรายเดือนและรายปี

และในปี 2569 นี้ บริทาเนีย มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3,200 ล้านบาท เน้นทำเลศักยภาพในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประกอบด้วย เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ปิ่นเกล้า-บรมราชชนนี บ้านหรูระดับลักชัวรี มูลค่าโครงการเฟสแรก 800 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

บริทาเนีย ยังสร้างความแตกต่าง ส่งโมเดลอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบเดิม กับอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ “BRILLIANT AVENUE” มุ่งสร้างโอกาสใหม่แห่งการเติบโตภายใต้คอนเซ็ปต์ “WHERE WORK AND LIFE BALANCE ที่ซึ่งธุรกิจและความสุข บรรจบกันอย่างลงตัว” เป็นโครงการรูปแบบ Lifestyle Mixed-Use Residences ที่นี่ไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ผสานการใช้ชีวิตและการทำงานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บนพื้นที่เดียวกัน มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท 

และยังร่วมมือกับ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงกลุ่มโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าในเครือ Origin Group พัฒนา “BRILLIANT BUSINESS PARK” สะท้อนการก้าวข้ามบทบาทเดิมของบริทาเนีย จากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ที่ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การพัฒนา “บ้าน” แต่ขยายไปสู่การพัฒนาระบบธุรกิจครบวงจรรูปแบบใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่ผสานโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน ด้วยการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบไฮบริด (Hybrid Lifestyle) นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ พระราม 2, บางนา-ตราด, อมตะซิตี้, แหลมฉบัง และระยอง มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริทาเนีย ไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรร แต่เรามุ่งมั่นสร้าง Community และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน พร้อมยกระดับสู่ Wellness Residences เพื่อส่งต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตมีความมั่นคงและรองรับการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ  พร้อมส่งมอบพื้นที่แห่งความสุขและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับทุกครอบครัว

เพราะ บริทาเนีย เชื่อว่า “บ้าน” เป็นพื้นที่แห่งความสุขของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี พร้อมมุ่งมั่นสร้างความผูกพัน ควบคู่ไปกับการดูแลความสุขให้ทุกครอบครัวของบริทาเนีย

บริทาเนีย จึงเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 2 ชุด อายุ 1 ปี 9 เดือน และ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยระหว่าง [5.65 – 6.15]% ต่อปี ผ่าน 14 สถาบันการเงิน อันดับความน่าเชื่อถือ “BBB-” แนวโน้ม “Stable” โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เตรียมออกและเสนอขายระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤษภาคม 2569 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม :   https://oriurl.com/py7wcybb

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด 

คุณธันวา หมายนาค (วา) 083 554 9826

คุณศุภสิริ สุขมนต์ (ปลา) 089 748 5171 

Email: [email protected]

“แสนสิริ” รุกหนัก!! ยืนหนึ่งตลาดบ้านลักซ์ชัวรีกว่า 20 ปี เปิดตัวเศรษฐสิริใหม่ 2 โครงการ เน้นล็อกต้นทุนก่อนราคาวัสดุพุ่ง ดันโอกาสกู้เต็ม 100% สนับสนุนตลาดบ้านหรู

แสนสิริ ชู ‘เศรษฐสิริ’ ยืนหนึ่งเจ้าตลาดกว่า 20 ปี

เปิดตัวโครงการแรกปี 69 “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ”

โอกาสทอง "ล็อกต้นทุนเดิม พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย"

แสนสิริ โชว์ความสำเร็จ กว่า 2 ทศวรรษ ‘เศรษฐสิริ’ กับบทพิสูจน์นิยามแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตอกย้ำความสำเร็จด้วยมูลค่าโครงการสะสมกว่า 98,000 ล้านบาท

รุกหนักปี 69 เตรียมเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,500 ล้านบาท ประเดิมเปิดตัว ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ 

ชี้ช่องคนซื้อบ้าน "ล็อกต้นทุนเดิม ก่อนราคาใหม่พุ่ง" พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย

จากซ้าย: แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ พิธีกรชื่อดังและลูกบ้านเศรษฐสิริ ร่วมด้วย ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

แสนสิริ ตอกย้ำเบอร์หนึ่งอสังหาฯ ไทย และผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี โชว์ความแข็งแกร่งแบรนด์ ‘เศรษฐสิริ’ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี กับพอร์ตโฟลิโอสะสมกว่า 45 โครงการ มูลค่ารวม 98,000 ล้านบาท ล่าสุดผนึกกำลัง ‘มิตซุย ฟุโดซัง’ ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ เปิดตัว “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูดีไซน์ Berlin พร้อมวิวทะเลสาบใจกลางโครงการ ในราคาที่ดีที่สุด เริ่มต้นเพียง 16.99 ล้านบาท

หากจะกล่าวถึงแบรนด์บ้านเดี่ยวที่ยืนหยัดคู่กับความสำเร็จของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ชื่อของ ‘เศรษฐสิริ’ ย่อมถูกยกให้เป็น Industry Benchmark หรือบรรทัดฐานของตลาดบ้านระดับลักซ์ชัวรี ด้วยการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้ซื้อที่ลึกซึ้ง ทำให้แบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ ‘บ้าน’ แต่คือ ‘Portrait of Success’ หรือภาพสะท้อนความสำเร็จในทุกจังหวะชีวิต

ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐสิริครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนานว่าเกิดจากความประณีตและการปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกลุ่ม Young Successor อาทิ Content Creator, เจ้าของแบรนด์คนรุ่นใหม่, เจ้าของธุรกิจออนไลน์ หรือแพทย์รุ่นใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการบ้านที่สะท้อนตัวตนและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา (Value Appreciation)

“เศรษฐสิริไม่ได้ขายแค่พื้นที่ แต่เราส่งมอบความมั่นใจผ่าน 5 แกนหลัก ทั้งงานดีไซน์ที่ประณีต, ทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทุกความสะดวก, ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24, บริการหลังการขายอันดับ 1 จากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ และสังคมคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน” ภัคพริ้ง กล่าว

สำหรับการรุกตลาดในปี 2569 แสนสิริ วางแผนเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท ประเดิมด้วยโปรเจกต์ไฮไลต์ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรีภายใต้ความร่วมมือกับ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท บนทำเลตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สไตล์ Berlin ที่เน้นความเรียบหรู ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครั้งแรกในย่านรามอินทรา โดยไฮไลต์สำคัญคือบ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลวิวทะเลสาบหน้าเลค (Lakefront) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้

นอกจากคุณภาพและความสวยงามของโครงการแล้ว ยังเป็นเรื่อง ‘โอกาสทางการเงิน’ ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ โดยมองว่าปัจจุบันคือจังหวะที่ดีที่สุด ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนทั้งมาตรการ LTV ที่ช่วยให้กู้ได้เต็ม 100% และอัตราดอกเบี้ยบ้านในไทยที่ถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

“การตัดสินใจในตอนนี้ คือการบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะนอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังเป็นการ ‘ล็อกต้นทุนบ้านในราคาเดิม’ ก่อนที่จะมีการปรับราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงขึ้นอีก 5-10% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาบ้านในอนาคตพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทางด้านมุมมองจากนักวิเคราะห์ สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุณแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าตลาดบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร อาจจะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับปัจจัยลบหลายอย่าง แต่กลุ่มของบ้านจัดสรรในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มของบ้านจัดสรรที่มีกำลังซื้อหรือได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยบ้านในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาทต่อยูนิต อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มหลักของบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป เพราะมีสัดส่วนที่มากกกว่า 70% ของบ้านในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุไม่มากนัก หรือประมาณ 30 – 35 ปี ซึ่งมีรายได้สูง ประสบความสำเร็จจากการทำงานหรือธุรกิจ รวมไปถึงกลุ่มที่ขยายครอบครัว นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มตลาดบ้านจัดสรรที่มีการแข่งขันสูงพอสมควร เนื่องจากการสำรวจตลาดจะเห็นได้ชัดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้มีจำนวนที่ลดลงในอัตราที่ต่ำกว่าบ้านจัดสรรที่มีราคาต่ำกว่า ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามเข้ามาแย่งกำลังซื้อในกลุ่มนี้ ในด้านทำเลที่ตอนนี้มีความน่าสนใจ นอกจากจะเป็นย่านชานเมืองทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว ทำเลทางทิศเหนือของกรุงเทพมหานครอย่างย่านจตุโชติก็น่าสนใจ เพราะมีทางด่วน ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกที่ทำให้การเข้าถึงกรุงเทพมหานครชั้นในทำได้ไม่ยากนัก ไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรวมไปถึงศูนย์การค้า โรงพยาบาล และโรงเรียนานาชาติ ในทำเลและพื้นที่โดยรอบที่เป็นเหมือน 1 ในปัจจัยสำคัญของโครงการที่อยู่อาศัยราคาแพงไปแล้ว นอกจากนี้ การออกแบบและจัดวางผังการใช้ประโยชน์รวมไปถึงในด้านต่างๆ ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย โดยมองว่าบ้านในระดับราคานี้ต้องตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยรวมไปถึงการลงทุนในระยะยาว”

สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมธนารักษ์ที่พบว่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 8-12% ขณะที่ข้อมูลจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่าราคาบ้านเดี่ยวกลุ่มรีเซล (Resale) ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึงปีละ 7-9% ตอกย้ำว่าแบรนด์เศรษฐสิริคือ ‘A True Legacy of Wealth’ หรือ ‘มรดกแห่งความมั่งคั่ง’ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งความสำเร็จที่ ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ บ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลหน้าเลค ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้ เริ่ม 16.99 - 30 ล้านบาท* ลงทะเบียนเลือกแปลงสวยก่อนใคร ได้ที่ https://siri.ly/Y3rame4


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top