Friday, 5 June 2026
อภิสิทธิ์

'โฆษก ปชป.' ซัด 'ธาริต' บิดเบือนคดี 99 ศพ ทั้งที่ 'ศาล-ป.ป.ช.' ตัดสิน 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ไร้ความผิด

(8 ก.ค.66) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวพาดพิงบิดเบือนก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนยุติธรรม และเสียหายต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ว่า...

หลักการสำคัญในเรื่องนี้ ขอย้ำว่าสิ่งที่นายธาริต ออกมาพูดกล่าวหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพนั้น ได้มีการพิสูจน์ความจริงจนสิ้นกระแสความแล้วจากกระบวนการยุติธรรม จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) การพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมนั้น เนื่องจากมีการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ ต่อศาลอาญา ในข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยต่าง ๆ สลายการชุมชุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรง แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ โดยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา มีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน

นายราเมศ กล่าวว่า อำนาจการพิจารณาคดีจึงตกไปอยู่กับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจโดยตรง โดยผลการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. รับฟังเป็นที่ยุติว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผล “อยู่ในช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ ศอฉ. ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ตามนัยคำพิพากษาศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553” และศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ในคดีเลขที่ 1699/2560 “ว่าการกระทำของ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องต้องกัน ยุติด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะได้ผ่านการค้นหาความจริงด้วยกระบวนการยุติธรรม

นายราเมศ กล่าวต่อว่า การที่นายธาริตแถลงมาทั้งหมดทำไมไม่เอาไปสู้คดีในชั้นศาล ทำไมไม่เอาข้อเท็จจริงไปเข้าสู่กระบวนการของศาลในคดีที่เคยสั่งให้ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ส่วนที่นายธาริต กล่าวว่า "จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีตน เป็นอธิบดีในขณะนั้น จำเป็นต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาความยุติธรรม ด้วยการดำเนินคดีต่อผู้ออกคำสั่งให้ทำร้ายประชาชน ในข้อหาตามมาตรา ป.อาญา มาตรา 288 – 289" 

ในประเด็นนี้ เคยย้ำมาตลอดเวลาว่า ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาและคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช ว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ไม่ได้กระทำความผิดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย นายธาริตถูกฟ้องกลับในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสืบเนื่องมาจากการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก ขณะนี้รอฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งนายธาริตเลื่อนฟังคำพิพากษามาหลายครั้ง ทำไมไม่เอาสิ่งที่แถลงเข้าสู่สำนวนคดีที่นายธาริตถูกฟ้อง แล้วต่อมาทำไมถึงต้องให้การรับสารภาพ แสดงว่านายธาริตยอมรับว่าได้ดำเนินกระบวนการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนานสุเทพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถ้ายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะรับสารภาพทำไม กลับมากล่าวหาบุคคลอื่น แสดงว่าที่ให้การรับสารภาพต่อศาลคือคำให้การเท็จใช่หรือไม่

"ทั้งนายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ไม่เคยปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ไม่เคยเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมให้กับตนเอง ต่อสู้คดีจากข้อกล่าวหา จนผ่านกระบวนการตรวจสอบการพิสูจน์ด้วยกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ได้ทำผิดตามที่กล่าวหา การที่นายธาริต ออกมาแถลง คำแถลงเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม บิดเบือนให้สังคมสับสน เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมาไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี นายธาริตอย่าพยายามยกเรื่องนี้มาลบล้างการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบในการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ คนจริงเขาไปสู้ในศาล ไม่ใช่มาพูดนอกศาลให้ตนเองดูดี ควรเคารพกระบวนการ ยืนกรานต่อสู้ตามหลักกฎหมาย และอย่าอายต่อความจริง ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะไม่มีข้อยุติและจะนำเหตุการณ์นี้มาบิดเบือนเพื่อทำลายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา" นายราเมศ กล่าว

อดีตแม่ยก ปชป. เผย!! มีความหวังอยากให้ ‘มาร์ค’ คัมแบ็ค หน.พรรค หลัง!! ‘เสี่ยต่อ เฉลิมชัย’ ไขก๊อก ชี้!! มีสมาชิกพรรค เฝ้ารออยู่หลายคน

(13 ก.ย. 68) นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง อดีตแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์รูปภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ประชาชนมีความหวังอยากให้คุณอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ #ความหวังเริ่มส่องสว่าง..สมาชิกพรรคเฝ้ารอคุณอภิสิทธิ์

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลด้านสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ และอาจส่งผลกระทบต่อพรรค โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568

ไร้สัญญาณตอบรับ ‘อภิสิทธิ์’ กลับประชาธิปัตย์ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ ‘นายกฯชาย’ ยังขวางลำหรือไม่

(2 ต.ค. 68) การตัดสินใจของนายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือคำตอบว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะกลับเข้ามายังพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ถ้านายกฯชายยังอยู่ อภิสิทธิ์ก็ไม่มา ถ้านายกฯชายไปอภิสิทธิ์ก็มา โจทย์ก็มีอยู่แค่นั้น แต่การที่นายกฯชายบอกว่า จะมีคำตอบ หลังเลือกหัวหน้าพรรคยังขวางลำอยู่ จึงทำให้อภิสิทธิ์ยังเงียบ

ไม่พบหลักฐานที่ “ยืนยันชัดเจน” ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีหลายข่าวที่อ้างถึงท่าที สนับสนุน และการทาบทาม 

Bangkok Post รายงานว่า “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบรับที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” หลังจากเฉลิมชัย ศรีอ่อนลาออก

สำนักข่าว Thaiger รายงานว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเคย ยืนยันว่า อภิสิทธิ์จะกลับเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง   
สำนักข่าว Pattaya Mail รายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์วางแผนจัดเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่ 18 ตุลาคม และ “อภิสิทธิ์ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมา”

มีข่าวว่า “ชัยชนะ เดชเดโช” ส.ส. ประชาธิปัตย์ รองหัวหน้าพรรค ได้เข้าพบอภิสิทธิ์ เพื่อเสนอให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ในข่าวระบุว่า “อภิสิทธิ์รับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ” ในขณะนั้น

มีข่าวว่า “ถาวร เสนเนียม” และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต่างประกาศเชียร์อภิสิทธิ์กลับมาชิงหัวหน้าพรรค รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์อีกจำนวนมากต่างสนับสนุนอภิสิทธิ์ให้กลับมา และเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ในการฟื้นฟูพรรค และเรียกศรัทธากลับคืนมา

การประเมินยังไม่ถือว่ามีการ “ยืนยันแน่นอน”

แม้จะมีข่าวอ้างว่าอภิสิทธิ์ตอบรับหรือมีการทาบทามจริง แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังอยู่ในลักษณะ คำกล่าวอ้าง หรือรายงานภายนอก ไม่มีเอกสารหรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากเจ้าตัวเอง หรือจากแหล่งข่าวหลักในพรรคที่ได้รับการตรวจสอบชัดเจน

ส่วนหนึ่งเพราะกระบวนการภายในพรรค เช่น การส่งชื่อเข้าแข่ง การประชุมพรรคใหญ่ หรือการประชุมเลือกหัวหน้าพรรค มีอิสระและต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ดังนั้น “การตอบรับ” หรือ “ถูกทาบทาม” มิได้หมายความว่า “ตอบรับแล้ว” จนกว่าเจ้าตัวจะออกมาพูด

เข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งในการต่อสู้ “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่เชื่อว่า ผู้อาวุโสทั้งหลาย มีการล็อบบี้โหวตเตอร์ เช็คเสียงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น”ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นต้น

วันที่ 18 ตุลาคม เราก็จะรู้กันแล้วว่า ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะเป็นเลขาธิการ และกรรมการบริหารอื่นๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top