Wednesday, 22 July 2026
อภิสิทธิ์

'โฆษก ปชป.' ซัด 'ธาริต' บิดเบือนคดี 99 ศพ ทั้งที่ 'ศาล-ป.ป.ช.' ตัดสิน 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ไร้ความผิด

(8 ก.ค.66) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวพาดพิงบิดเบือนก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนยุติธรรม และเสียหายต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ว่า...

หลักการสำคัญในเรื่องนี้ ขอย้ำว่าสิ่งที่นายธาริต ออกมาพูดกล่าวหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพนั้น ได้มีการพิสูจน์ความจริงจนสิ้นกระแสความแล้วจากกระบวนการยุติธรรม จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) การพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมนั้น เนื่องจากมีการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ ต่อศาลอาญา ในข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยต่าง ๆ สลายการชุมชุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งเป็นข้อหาที่ร้ายแรง แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ โดยศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา มีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน

นายราเมศ กล่าวว่า อำนาจการพิจารณาคดีจึงตกไปอยู่กับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจโดยตรง โดยผลการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. รับฟังเป็นที่ยุติว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผล “อยู่ในช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ ศอฉ. ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ตามนัยคำพิพากษาศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553” และศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ในคดีเลขที่ 1699/2560 “ว่าการกระทำของ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องต้องกัน ยุติด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะได้ผ่านการค้นหาความจริงด้วยกระบวนการยุติธรรม

นายราเมศ กล่าวต่อว่า การที่นายธาริตแถลงมาทั้งหมดทำไมไม่เอาไปสู้คดีในชั้นศาล ทำไมไม่เอาข้อเท็จจริงไปเข้าสู่กระบวนการของศาลในคดีที่เคยสั่งให้ดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ส่วนที่นายธาริต กล่าวว่า "จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีตน เป็นอธิบดีในขณะนั้น จำเป็นต้องทำหน้าที่เพื่อรักษาความยุติธรรม ด้วยการดำเนินคดีต่อผู้ออกคำสั่งให้ทำร้ายประชาชน ในข้อหาตามมาตรา ป.อาญา มาตรา 288 – 289" 

ในประเด็นนี้ เคยย้ำมาตลอดเวลาว่า ยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาและคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช ว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ไม่ได้กระทำความผิดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย นายธาริตถูกฟ้องกลับในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบสืบเนื่องมาจากการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก ขณะนี้รอฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งนายธาริตเลื่อนฟังคำพิพากษามาหลายครั้ง ทำไมไม่เอาสิ่งที่แถลงเข้าสู่สำนวนคดีที่นายธาริตถูกฟ้อง แล้วต่อมาทำไมถึงต้องให้การรับสารภาพ แสดงว่านายธาริตยอมรับว่าได้ดำเนินกระบวนการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนานสุเทพโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถ้ายืนยันว่าปฏิบัติหน้าที่ได้ถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะรับสารภาพทำไม กลับมากล่าวหาบุคคลอื่น แสดงว่าที่ให้การรับสารภาพต่อศาลคือคำให้การเท็จใช่หรือไม่

"ทั้งนายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ไม่เคยปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ไม่เคยเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมให้กับตนเอง ต่อสู้คดีจากข้อกล่าวหา จนผ่านกระบวนการตรวจสอบการพิสูจน์ด้วยกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ได้ทำผิดตามที่กล่าวหา การที่นายธาริต ออกมาแถลง คำแถลงเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม บิดเบือนให้สังคมสับสน เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมาไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดี นายธาริตอย่าพยายามยกเรื่องนี้มาลบล้างการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบในการดำเนินคดีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ คนจริงเขาไปสู้ในศาล ไม่ใช่มาพูดนอกศาลให้ตนเองดูดี ควรเคารพกระบวนการ ยืนกรานต่อสู้ตามหลักกฎหมาย และอย่าอายต่อความจริง ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะไม่มีข้อยุติและจะนำเหตุการณ์นี้มาบิดเบือนเพื่อทำลายผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา" นายราเมศ กล่าว

อดีตแม่ยก ปชป. เผย!! มีความหวังอยากให้ ‘มาร์ค’ คัมแบ็ค หน.พรรค หลัง!! ‘เสี่ยต่อ เฉลิมชัย’ ไขก๊อก ชี้!! มีสมาชิกพรรค เฝ้ารออยู่หลายคน

(13 ก.ย. 68) นางกาญจนี วัลยะเสวี หรือ ติ๊งต่าง อดีตแม่ยกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์รูปภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ประชาชนมีความหวังอยากให้คุณอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ #ความหวังเริ่มส่องสว่าง..สมาชิกพรรคเฝ้ารอคุณอภิสิทธิ์

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยให้เหตุผลด้านสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ และอาจส่งผลกระทบต่อพรรค โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2568

ไร้สัญญาณตอบรับ ‘อภิสิทธิ์’ กลับประชาธิปัตย์ คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ ‘นายกฯชาย’ ยังขวางลำหรือไม่

(2 ต.ค. 68) การตัดสินใจของนายกฯชาย-เดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คือคำตอบว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะกลับเข้ามายังพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ถ้านายกฯชายยังอยู่ อภิสิทธิ์ก็ไม่มา ถ้านายกฯชายไปอภิสิทธิ์ก็มา โจทย์ก็มีอยู่แค่นั้น แต่การที่นายกฯชายบอกว่า จะมีคำตอบ หลังเลือกหัวหน้าพรรคยังขวางลำอยู่ จึงทำให้อภิสิทธิ์ยังเงียบ

ไม่พบหลักฐานที่ “ยืนยันชัดเจน” ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีหลายข่าวที่อ้างถึงท่าที สนับสนุน และการทาบทาม 

Bangkok Post รายงานว่า “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบรับที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” หลังจากเฉลิมชัย ศรีอ่อนลาออก

สำนักข่าว Thaiger รายงานว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเคย ยืนยันว่า อภิสิทธิ์จะกลับเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง   
สำนักข่าว Pattaya Mail รายงานว่า พรรคประชาธิปัตย์วางแผนจัดเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ ในวันที่ 18 ตุลาคม และ “อภิสิทธิ์ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมา”

มีข่าวว่า “ชัยชนะ เดชเดโช” ส.ส. ประชาธิปัตย์ รองหัวหน้าพรรค ได้เข้าพบอภิสิทธิ์ เพื่อเสนอให้การสนับสนุนให้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ในข่าวระบุว่า “อภิสิทธิ์รับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ” ในขณะนั้น

มีข่าวว่า “ถาวร เสนเนียม” และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต่างประกาศเชียร์อภิสิทธิ์กลับมาชิงหัวหน้าพรรค รวมถึงแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์อีกจำนวนมากต่างสนับสนุนอภิสิทธิ์ให้กลับมา และเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ในการฟื้นฟูพรรค และเรียกศรัทธากลับคืนมา

การประเมินยังไม่ถือว่ามีการ “ยืนยันแน่นอน”

แม้จะมีข่าวอ้างว่าอภิสิทธิ์ตอบรับหรือมีการทาบทามจริง แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังอยู่ในลักษณะ คำกล่าวอ้าง หรือรายงานภายนอก ไม่มีเอกสารหรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากเจ้าตัวเอง หรือจากแหล่งข่าวหลักในพรรคที่ได้รับการตรวจสอบชัดเจน

ส่วนหนึ่งเพราะกระบวนการภายในพรรค เช่น การส่งชื่อเข้าแข่ง การประชุมพรรคใหญ่ หรือการประชุมเลือกหัวหน้าพรรค มีอิสระและต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ดังนั้น “การตอบรับ” หรือ “ถูกทาบทาม” มิได้หมายความว่า “ตอบรับแล้ว” จนกว่าเจ้าตัวจะออกมาพูด

เข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีอย่างหนึ่งในการต่อสู้ “ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แต่เชื่อว่า ผู้อาวุโสทั้งหลาย มีการล็อบบี้โหวตเตอร์ เช็คเสียงกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น”ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นต้น

วันที่ 18 ตุลาคม เราก็จะรู้กันแล้วว่า ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใครจะเป็นเลขาธิการ และกรรมการบริหารอื่นๆ

‘เอ็ดดี้’ ดึงสติดราม่า ‘อภิสิทธิ์’!! ปมอภิสิทธิ์ต้องมองให้ครบ ไม่ได้ล้างผิด ม.112 แต่เสนอทางฟื้นฟูเยาวชนกลับสู่สังคม ชี้โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูเด็ก แต่ต้องตัดวงจรผู้ใหญ่ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือการเมือง

โดนปั่นไปกันใหญ่! "เอ็ดดี้" ชี้อภิสิทธิ์ไม่ได้สั่งล้างผิด ม.112 ดึงสติมองทางเลือก “บำบัดฟื้นฟู” เด็กกลับสู่สังคม

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความหัวข้อ "อภิสิทธิ์" และ "การนิรโทษกรรมเยาวชนในคดี ม.112" มีเนื้อหาดังนี้ จริงๆ ผมไม่คิดจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ อ่านแล้วก็ปล่อยผ่านไป เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แสดงความเห็นกันหลายคนแล้ว กลัวว่าแสดงความเห็นอะไรออกไปเดี๋ยวพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ บางคนไม่เข้าใจจะพาลโกรธกัน แต่สุดท้ายก็มีคนถามว่าผมคิดยังไง ถ้าจะให้ผมวิจารณ์จริงๆ ผมจะเขียนหรือพูดแบบนี้

จากข่าวที่ตรวจได้ ประเด็นสำคัญคือ คนจำนวนหนึ่งตีความว่าคุณอภิสิทธิ์ “สนับสนุนนิรโทษกรรม ม.112 ให้เยาวชน” แต่คำอภิปรายของเขาไม่ได้พูดตรงแบบนั้น เขาแยกเป็นคนละเรื่องระหว่าง “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน”

ภาพรวมข่าวคือ วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภา โดยยังคงหลักว่า คดี ม.112 เป็นข้อยกเว้น ไม่ได้รับนิรโทษกรรม

สาระที่คุณอภิสิทธิ์อภิปรายคือ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนกฎหมายนิรโทษกรรมโดยรวม เพื่อเริ่มต้นใหม่และสร้างสันติสุข แต่เห็นว่ามี 2 ประเด็นที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ หนึ่งในนั้นคือ มาตรา 11 ที่เกี่ยวกับเยาวชนกับ ม.112 เขาย้ำชัดว่า ต่อให้แก้หรือไม่แก้มาตรานี้ “ผู้กระทำความผิด ม.112 ก็ไม่ได้รับนิรโทษกรรม” แต่ประเด็นคือ เยาวชนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพราะติดข้อยกเว้น จะควรมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ โดยไม่ใช่กระบวนการอัตโนมัติ และถ้าไม่ร้องขอ ก็ถูกดำเนินคดีตามปกติ

จุดที่ทำให้เกิดดราม่าคือคุณอภิสิทธิ์ตั้งคำถามทางหลักการว่า ถ้าเยาวชนที่ทำผิดและไม่ได้รับนิรโทษกรรม “ตัดสินใจขอรับการบำบัดฟื้นฟู” เขาควรได้รับโอกาสนั้นหรือไม่ และกระบวนการเช่นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ดีขึ้นกว่าการดำเนินคดีอย่างเดียวหรือไม่ เขายังเตือนด้วยว่าไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายไม่จงรักภักดี เพียงเพราะเห็นต่างในวิธีจัดการปัญหา

ดังนั้น ถ้าถามว่า คุณอภิสิทธิ์ผิดไหม ผมแยกเป็น 3 ชั้นแบบนี้ครับ

ชั้นแรก ในเชิงข้อเท็จจริง คนที่โจมตีว่าเขา “เปิดทางนิรโทษกรรม ม.112” อาจพูดแรงเกินข้อเท็จจริง เพราะเขาย้ำเองว่า ม.112 ยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพียงแต่เขาไม่เห็นด้วยกับการล็อกไม่ให้เยาวชน ม.112 ใช้มาตรการบำบัดฟื้นฟูเลย

ชั้นที่สอง ในเชิงหลักกฎหมายเยาวชน แนวคิดของอภิสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนโดยทั่วไปเน้น “แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู” มากกว่าการลงโทษแบบผู้ใหญ่ และสื่อฝั่งที่สนับสนุนการคงข้อยกเว้น ม.112 ก็ยังยอมรับว่า คดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีหลักคุ้มครอง แก้ไข บำบัด ฟื้นฟูอยู่แล้ว เพียงแต่เขาเห็นว่าควรคงข้อยกเว้นเพื่อไม่ให้เยาวชนถูกชักชวนหรือปลุกปั่นให้ทำผิด

ชั้นที่สาม ในเชิงการเมืองและความมั่นคง ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ มีน้ำหนักบางส่วน โดยเฉพาะประเด็นว่า ระบบศาลเยาวชนมีช่องทางบำบัดฟื้นฟูอยู่แล้ว และกรณีเยาวชนที่ทำผิดครั้งแรกจำนวนมากก็มีโอกาสได้รับความเมตตาหากไม่ทำผิดซ้ำ มีข้อมูลระบุว่าเยาวชนคดี ม.112 ที่ศูนย์ทนายฯ ให้ความช่วยเหลือ 20 คน ส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ไปเกือบหมดแล้ว เหลือบางคนที่ไม่เข้ากระบวนการหรือยังต่อสู้คดีอยู่

ผมจึงมองว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในเชิงหลักการเด็กและเยาวชน แต่คำอภิปรายของเขา “ไม่ครบ” ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง เพราะเขาเน้นปลายทางคือการฟื้นฟูเยาวชน แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ต้นทางว่า ใครคือผู้ผลิตวาทกรรม ใครคือผู้ปลุกปั่น ใครใช้เยาวชนเป็นโล่ทางการเมือง และจะป้องกันการทำผิดซ้ำอย่างไร

พูดให้ชัดคือ จุดแข็งของอภิสิทธิ์คือ “หลักนิติรัฐ + หลักฟื้นฟูเยาวชน” แต่จุดอ่อนคือ “ขาดมิติความมั่นคงเชิงโครงสร้าง” และ “ขาดคำตอบต่อเครือข่ายผู้ใหญ่หลังม็อบ”

ส่วนความเห็นของ รศ.ดร.สุริยะใส เป็นแนว “ประนีประนอมทางการเมือง” คือมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวแรกของการลดความขัดแย้ง แม้กฎหมายฉบับเดียวจะสร้างความปรองดองไม่ได้ทันที แนวนี้สอดคล้องกับตรรกะของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะ ม.112 มากนัก

ส่วนความเห็นของคุณธงทิวเป็นแนว “นิรโทษกรรมเพื่อประชาชนที่เคลื่อนไหวด้วยเจตนาบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นหลักคิดที่ใช้ได้กับการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป แต่เมื่อนำมาแตะ ม.112 จะต้องระวังมากขึ้น เพราะ ม.112 ไม่ใช่แค่คดีต่อต้านนโยบายรัฐ แต่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง และนี่คือเหตุผลที่วุฒิสภาอธิบายว่าไม่ควรเอา ม.112 ไปรวมกับนิรโทษกรรมแบบเดียวกับคดีการเมืองทั่วไป

การนำเสนอประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ผ่านสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นต้องกางข้อเท็จจริงและแยกแยะ "หลักการทางกฎหมาย" ออกจาก "ยุทธศาสตร์ทางการเมือง" อย่างชัดเจน ผมจะสรุปภาพรวมออกเป็นดังนี้

1. จุดยืนของคุณอภิสิทธิ์: ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและหลักสากล

หากมองในมุมของกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์เสนอ ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นไปตามหลักการสากล การแยกเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และเปิดช่องให้มีการ "บำบัดฟื้นฟู" แทนการลงโทษทางอาญา ถือเป็นการให้โอกาสทางสังคม ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการ "นิรโทษกรรม" (ล้างความผิด) กับการ "ฟื้นฟู" (ยอมรับความจริงแล้วกลับตัว) อย่างชัดเจน

2. มุมมองของ ดร.ศุภณัฐ: การตั้งคำถามถึงโครงสร้างและผู้ริเริ่ม

ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ เป็นการมองปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง โดยมองข้ามตัวกฎหมายไปสู่ "ต้นตอ" ของปัญหา นั่นคือกลุ่มคนหรือผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตชุดความคิดและผลักดันเยาวชนออกสู่แนวหน้า ข้อวิจารณ์นี้มีน้ำหนักในแง่ที่ว่า หากรัฐมุ่งแต่ฟื้นฟูเยาวชน (ปลายเหตุ) โดยไม่จัดการกับผู้ปลุกปั่น (ต้นเหตุ) ปัญหาก็จะวนลูปและเกิดการทำผิดซ้ำซาก (ผมเห็นด้วยอย่างมากกับ ดร.นิวในประเด็นนี้)

3. มิติของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

มุมมองของ รศ.ดร.สุริยะใส และคุณธงทิวสะท้อนถึงความพยายามในการหา "จุดกึ่งกลาง" เพื่อดับไฟความขัดแย้ง การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางการเมืองเพื่อซื้ออนาคตของประเทศกลับคืนมา แต่ความท้าทายสูงสุดคือการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "เจตนาบริสุทธิ์" กับ "การจงใจทำลายล้าง" โดยเฉพาะเมื่อเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันหลักของชาติ

สรุปสั้น ๆ คือ คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เสนอ “ล้างผิด ม.112” แต่เสนอว่าเยาวชนที่ติดข้อยกเว้นควรยังมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้

คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในแง่ของ "หลักการ" แต่ในทางการเมือง ท่านอาจถูกวิจารณ์ได้ว่ามองปัญหาแบบโลกสวยเกินไปและละเลย "ยุทธศาสตร์" การป้องกันการหลอกใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กังวลมากที่สุด

และปัญหา อาจจะเป็นที่คุณอภิสิทธิ์มองปัญหาในระดับปลายทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามระดับต้นทางของสงครามความคิด ว่าใครปลูกฝัง ใครผลักเยาวชนเข้าสู่การเผชิญหน้ากับ ม.112 และรัฐจะป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองซ้ำได้อย่างไร

ประโยคนี้จะตรงและแฟร์กว่าการบอกว่า “อภิสิทธิ์ไม่จงรักภักดี” หรือ “อภิสิทธิ์สนับสนุนล้างผิด ม.112” เพราะจากคำอภิปราย เขาไม่ได้พูดถึงขั้นนั้นครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญ

ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง (ผู้ใหญ่) มีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเร่งหาทางออกให้เยาวชนที่ตกเป็นเครื่องมือไปแล้วหรือไม่?

สำหรับฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันฯ การใช้กลไกกฎหมายสกัดกั้น "ผู้ใหญ่เบื้องหลัง" มีความสำคัญเร่งด่วนในระดับวิกฤต

เหตุผลคือ ตราบใดที่โรงงานผลิตวาทกรรมบิดเบือนหรือเครือข่ายผู้ปลุกปั่นยังทำงานอยู่ การตามแก้ไขหรือฟื้นฟูเยาวชนที่ปลายเหตุก็เหมือนการตักน้ำออกจากเรือที่รั่ว ต่อให้ช่วยเยาวชนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ ก็จะมีเยาวชนกลุ่มใหม่ถูกผลักเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่ดี

เป้าหมายสำคัญ เพื่อตัดวงจรการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเปลี่ยนต้นทุนการทำผิดกฎหมายให้ไปตกอยู่กับผู้บงการตัวจริง ไม่ใช่ให้เด็กมารับโทษแทน

เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องเติบโตไปขับเคลื่อนประเทศ หากปล่อยให้พวกเขาถูกตราหน้า มีชะตากรรมติดคุก หรือสูญเสียอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย ความคับแค้นใจนี้จะกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ในอนาคตที่สะสมความเกลียดชังต่อรัฐและสถาบันฯ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เป้าหมายสำคัญก็เพื่อดึงเยาวชนกลับคืนสู่สังคม ดึงออกจากวงจรของกลุ่มปลุกปั่น และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ผมอยากจะทิ้งท้ายประโยคสุดท้ายว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจำเป็นต้องใช้ทั้ง "พระเดช" กับผู้บงการ และ "พระคุณ" กับเยาวชนที่หลงผิดครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1545728940899047&id=100063858668563&rdid=ucIJQleQtBPnlZNd#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top