Sunday, 20 September 2026
อบจนครศรี

เช็กความพร้อม ‘เจ้ต้อย’ พร้อมลงนายกฯ อบจ.เมืองคอนอีกสมัย ฟาก ‘แทน’ ยัน สส.ประชาธิปัตย์ทุกคนสนับสนุนแน่นอน

‘เจ้ต้อย’ ลั่น!! ลงรักษาแชมป์นายกฯ อบจ.นครศรีฯ อีกสมัยแน่นอน ‘แทน’ ยัน สส.ประชาธิปัตย์ทุกคนสนับสนุน เตรียมแผนเดินสายพบผู้นำทั้ง 23 อำเภอ

ย่ำค่ำของวันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ ‘ชัยชนะ เดชเดโช’ และ ‘พิทักษ์เดช เดชเดโช’ สส.สองพี่น้อง แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ทายาทโดยธรรมของ ‘กนกพร เดชเดโช’ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช และ ‘วิฑูรย์ เดชเดโช’ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช นัดพบปะสังสรรค์ปีใหม่กับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำท้องที่ในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช

“แม่ผมจะลงสมัครรักษาแชมป์นายกฯ อบจ.อีก 1 สมัยแน่นอน” ชัยชนะกล่าว ซึ่งจะต้องขอแรงสนับสนุนจากพวกเรา ที่ถือเป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงกัน

ชัยชนะกล่าวอีกว่า ที่ แม่ ‘เจ้ต้อย’ จะลงสมัครในนามกลุ่มพลังเมืองนคร และได้รับการสนับสนุนจาก สส.ประชาธิปัตย์ ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้ง 6 คน

“เราไม่รู้ว่าคู่แข่งคือใครบ้าง เพราะยังไม่มีใครเปิดตัว แต่วาระของเราจะหมดในเดือนธันวาคมปีนี้ และจะมีการเลือกตั้งใหม่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568”

กนกพร กล่าวยืนยันว่า จะลงสมัครอีกสมัย เราในฐานะแชมป์ก็ต้องเตรียมความพร้อมในทุกด้าน และเต็มที่กับทุกงาน

สำหรับการนัดพบปะสังสรรค์ปีใหม่ครั้งนี้ มีผู้นำท้องถิ่น ท้องที่จากทุกตำบลในอำเภอหัวไทร เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 200 คน และ 100% พร้อมให้การสนับสนุนตระกูล ‘เดชเดโช’ และน่าจะถือได้ว่าเป็นเวทีประเดิม และเจตนาของเจ้ต้อยจะไปพบกับผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ในทุกอำเภอทั้ง 23 อำเภอ

กล่าวสำหรับคู่แข่งของเจ้ต้อยในการชิงเก้าอี้นายกฯ อบจ.นครศรีธรรมราช ยังไม่ปรากฏชัดว่ามีใครบ้าง ยังไม่มีใครเปิดตัวชัดเจน แต่เชื่อว่าสำหรับนครศรีธรรมราชแล้ว จะต้องมีคู่แข่งแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากพรรคก้าวไกล หรือคณะก้าวหน้า และตัวแทนจากฝั่งตรงข้ามของเดชเดโช

ที่ต้องจับตา คือ ‘เสนพงศ์’ จะส่งใครลงชิง และอยู่สังกัดไหน แต่การออกตัวแรงของ ‘เทพไท เสนพงศ์’ อดีต สส.หลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งออกมาจากห้องคุมประพฤติ กับการเชียร์แนวทางของก้าวไกล และใส่เสื้อสีส้ม ก็น่าจะสะท้อนทิศทางของ ‘เสนพงศ์’ ได้ไม่น้อย เพียงแต่จะคัดสรรใครมาลงชิง และจะมีปัญหากับก้าวไกลเก่าหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นจาก ‘ฝั่งชลจิตร์’ และฝั่ง ‘ไกรสินธุ์’

แต่การขยับตัวครั้งสำคัญตั้งแต่เนิ่นของ ‘เดชเดโช’ ที่มีเวลาอีกตั้ง 11 เดือนกว่า ถือว่า ‘พร้อม’ ซึ่งหมายถึงพร้อมทั้งขุมกำลัง และปัจจัยเกื้อหนุน ที่จะนำไปสู่ชัยชนะ รักษาแชมป์ไว้ได้อีกสมัยเป็นแน่แท้

ต้องบอกก่อนว่า เป็นการเขียนตามที่เห็นด้วยตาตัวเอง และยังไม่เห็นคู่แข่งที่ชัดเจน การเมือง คือ การเมือง ที่มีโอกาสเปลี่ยนได้ทุกเวลา

จับตาความยุ่งยากใน อบจ.นครศรีฯ เมื่อฝ่ายบริหารมีเสียงข้างน้อยกว่าฝ่ายค้าน

มีคนตั้งคำถามกันมากว่า เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.) ผลการเลือกตั้ง ส.อบจ.ฝ่ายบริหารมีเสียงข้างน้อย คือ ฝ่ายบริหารมี 16 เสียง ฝ่ายค้านมี 20 เสียง อีก 6 เสียงเป็นผู้สมัครอิสระ แล้วจะเกิดความยุ่งยากในการบริหารหรือไม่ จะบริหารได้หรือไม่

แน่นอนว่า ถ้าเป็นรัฐบาลกลางยุ่งยากถึงขั้นอยู่ไม่ได้แน่นอน กฎหมายของรัฐบาลไม่ผ่านสภา นายกรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบ ถ้าไม่ลาออก ก็ต้องยุบสภา อย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน

สำหรับ อบจ.นครศรีธรรมราช ให้จับตาดู
-กลุ่มพลังเมืองนคร ต้องยึดตำแหน่งประธานสภาแน่นอน เพราะเป็นฝ่ายเสียงข้างมาก
-กลุ่มพลังเมืองนคร อาจจะถึงขั้นยึดตำแหน่งรองประธานสภาด้วย ถ้าไม่ประนีประนอมกัน
-หลักการของกฎหมายท้องถิ่น ถ้าสภาขัดแย้งกับฝ่ายบริหารจนทำงานไม่ได้ มีทางออก
-นายกฯมีอำนาจทำรายงานเสนอผู้ว่าฯถึงปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นได้
-ผู้ว่าฯมีอำนาจเสนอมหาดไทยให้ยุบสภา อบจ.ได้ หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ แต่นายกฯยังอยู่
-ถ้าสภาถูกยุบก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ไม่มีใครอยากเลือกตั้งใหม่
-เราจะเห็นว่าที่ผ่านมาแม้เสียงข้างน้อยก็บริหารงานได้ แต่ต้องมีการเจรจาประสานประโยชน์กันให้ลงตัว
-ต้องมีมือประสานความร่วมมือ ส.อบจ.ที่มีบารมีมากพอ และน่าจะต้องมีบารมีมากกว่านายกฯปัจจุบัน
-การแบ่งขั้วชัดเจนในช่วงหาเสียง อาจจะประสานงานยากหน่อย ถ้าคนกุมอำนาจยังเสียงแข็ง ไม่ยอมกัน

ถามว่าเคยมีตัวอย่างฝ่ายบริหารมีเสียงข้างน้อยไหม ตอบว่าเคยมีตัวอย่าง เทศบาลเมืองชุมพร ฝ่ายบริหารมีเสียง สท.น้อยกว่าฝ่ายค้าน ส่งผลให้เทศบัญญัติไม่ผ่านสภา ผู้ว่าฯลงมาเล่นด้วย ตั้งกรรมการเข้ามาจัดการ ประนีประนอม แต่ผลออกมาเทศบัญญัติงบประมาณก็ยังไม่ผ่านสภา ผู้ว่าฯชุมพร จึงเสนอมหาดไทยให้ยุบสภา ถึงที่สุดแล้ว มหาดไทยสั่งยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ ผลเลือกตั้งใหม่ ฝ่ายบริหารจึงมีเสียงข้างมาก เทศบัญญัติงบประมาณ จึงผ่านความเห็นชอบไปได้ด้วยดี

กล่าวสำหรับ อบจ.นครศรีธรรมราช น่าติดตามยิ่งว่า สภากับฝ่ายบริหารจะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ เมื่อในสนามเลือกตั้งที่ผ่านมา ต่อสู้กันดุเดือด เข้มข้น แบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน อันเป็นผลสืบเนื่องต่อกันมาจากการเลือกตั้งนายกฯอบจ.ที่บดขยี้กันหนักหน่วงระหว่าง เจ้ต้อย-กนกพร เดชเดโช อดีตนายกฯ กับ น้ำ วาริน ชิณวงค์ อันส่งผลให้ฝ่ายเจ้ต้อยบ้านใหญ่ร่อนพิบูลย์ พ่ายแพ้ เสียหน้าอย่างรุนแรง เจ้ต้อยที่มี แทน-ชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นหัวเรือใหญ่

มองไปถึงการเลือกตั้ง สส.ปี 70 แน่นอนว่า ถ้าแทนยังอยู่ประชาธิปัตย์ แทนจะต้องเป็นแม่ทัพใหญ่ของนครศรีธรรมราช และเป็นแม่ทัพภาคใต้ด้วย และแน่นอนว่าสนามเลือกตั้งใหญ่ปี 70 แทนจะยังคงยืนแบกหมัดกับพรรคภูมิใจไทย ที่ยังคิดจะขยายฐานเมืองนครศรีฯ จาก 2 เป็น 4 หรือเป็น 6 แน่นอน ซึ่งเป็นประเด็นที่แทนเองก็ยอมให้สูญเสียไม่ได้อีกแล้ว

แทนจึงอาจจะจำเป็นต้องระเบิดศึกในสนาม อบจ.ก่อน อันเป็นการรับรู้กันว่า อบจ.ยุคนี้สีน้ำเงินชัดเจน มีน้ำเงินที่มีพิพัฒน์ รัชกิจประการ หัวเรือใหญ่ภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย

แต่ปรากฏการณ์การเลือกตั้ง อบจ.ที่ส่งผลให้เจ้ต้อยพ่ายแพ้ เป็นปรากฏการณ์ที่แทนจะต้องทบทวนบทบาทของตัวเองที่ผ่านมา

แทนต้องทบทวนบทบาท และท่าทีในการแสดงออก ที่ถูกมองว่า 'วัยรุ่นกร่าง' ซึ่งแทนต้องลดท่าทีเหล่านี้ลง วัยรุ่นกร่าง นำมาสู่ข้อครหากดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร #นายหัวไทรไม่ทราบ ไม่รู้ ไม่เห็น เพียงแต่มีคำนินทาให้ได้ยิน

การนำพลพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล 'อุ๊งอิ๊ง' แห่งพรรคเพื่อไทย เป็นเหตุการณ์ที่คนใต้รับไม่ได้ เพราะต้องยอมรับความจริงว่าในช่วง 20 ปีมานี้ ประชาธิปัตย์สู้รบปรบมือกับเพื่อไทยมาตลอด และสังคมคนเชียร์ประชาธิปัตย์ก็รับรู้กันลึกซึ้งเกี่ยวกับอดีต-ปัจจุบันของ 'ทักษิณ ชินวัตร' ที่ยังรับไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ ที่ไม่เคยให้โอกาสพรรคเพื่อไทยเลย

พฤติกรรมบางเรื่องในช่วงเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และการเข้าร่วมรัฐบาล แทนถูกมองว่า ก้าวร้าวต่อผู้อาวุโสในพรรคประชาธิปัตย์ ผู้อาวุโสอย่าง ชวนหลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณะวิศิฏฐ์

จริงๆก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ประเดประดังเข้าหาแทนช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อันเป็นเหตุผลหนึ่งจากหลายๆ เหตุผลที่ทำให้เจ้ต้อย ผู้เป็นแม่แพ้การเลือกตั้ง แต่หลังผลการเลือกตั้งนายกฯอบจ.ผ่านไป ผมได้เห็นบริบทที่เปลี่ยนไปของแทน เช่น อ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น ได้เห็นภาพเข้าหาผู้อาวุโสมากขึ้น ถึงขั้นร่วมเคานต์ดาวน์บ้านนายหัวชวน หิ้วกระเช้าปีใหม่เข้าอวยพร ขอพรผู้อาวุโส

ภาพเหล่านี้น่าจะเกิดจากการทบทวน ถอดบทเรียนกับการเมืองที่ผ่านมา จึงเริ่มเห็น “แทน เปลี่ยนไป” แต่ต้องจับตาดูต่อไปว่า จะปรับเปลี่ยนได้อย่างยั่งยืนหรือไม่กับการเมืองในวันข้างหน้าที่หนักหน่วงไม่น้อย

รณรงค์คัดแยกขยะต้องเริ่มที่ระบบ!! เมื่อประชาชนยังไม่มั่นใจว่าแยกแล้วไม่ถูกเทรวม “ไม่แยก ไม่เก็บ” อบจ.นครศรีฯ ถูกตั้งคำถาม ทำได้จริงหรือไม่ หากระบบเก็บขยะยังไม่พร้อมทั้งจังหวัด

แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” ของ อบจ.นครศรีฯ จะสัมฤทธิ์ผลหรือ….?

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกแคมเปญใหม่รณรงค์คัดแยกขยะด้วยวลี “ไม่แยก ไม่เก็บ เริ่ม 1 สิงหาคม

การรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะมาจากภาคครัวเรือน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเก็บขยะ แต่การบอกว่า ”ไม่แยก ไม่เก็บ“ ไม่หน้าจะถูกต้อง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยัง ไม่พบข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.นครศรีฯ) มีภารกิจจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของตนเอง หรือมีการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะในครอบครอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติ อบจ.นครศรีฯ ไม่น่าจะมีรถเก็บขยะเป็นของตนเอง และไม่รู้จะไปเก็บขยะตรงไหน เพราะไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

การเก็บขยะมูลฝอยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหลัก ไม่ใช่ อบจ. ซึ่ง อบจ. มักมีบทบาทสนับสนุน เช่น การจัดทำศูนย์กำจัดขยะ การสนับสนุนงบประมาณ หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้คัดแยกขยะ เป็นต้น

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ ถามว่าอบจ.นครศรีฯ มีรถเก็บขยะหรือไม่?
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีรถเก็บขยะสำหรับออกให้บริการเก็บขยะประจำพื้นที่ มีกี่คันก็ยังไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะของ อบจ.นครศรีฯ

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ จึงไม่น่าจะเป็นแคมเปญที่ถูกต้อง แต่การรณรงค์ให้คัดแยกจากครัวเรือนเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่การใส่คำว่า ไม่เก็บไปด้วย ได้คุยได้หารือกับ อบต./เทศบาล ทั้งหมดในนครศรีฯแล้วหรือยัง เพราะถ้า อบต./เทศบาล ไม่ร่วมด้วยแคมเปญนี้ก็จบข่าว

ลอง อบต./เทศบาล ไม่เก็บขยะดูสิ น่าจะยุ่งแน่ๆ ขยะก็จะถูกใส่ถุงดำมากองไว้เต็มหน้าบ้านแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อ อบต./เทศบาลนั้นๆโดยตรง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของผู้บริหาร ชาวบ้านที่ไม่สำนึกคัดแยกขยะก็จะไม่แยแส ไม่สนใจ และเอาขยะยัดใส่ถุงดำกองไว้หน้าบ้านประจานผู้บริหารเองนั้นแหละ

ถามว่าสำนึกรับผิดชอบในการคัดแยกขยะของคนไทยมีแค่ไหน ตอบได้ว่า “ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง” และยังมีช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “การลงมือทำ”

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญ ได้แก่
-คนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแยกต่อจริงหรือไม่
-ระบบจัดเก็บของบางพื้นที่ยังเก็บรวมกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “แยกไปก็เท่านั้น”
-การแยกขยะมีต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
-แรงจูงใจทางเศรษฐกิจยังมีผลสูง คนมักแยกเฉพาะของที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ หรือกระป๋องอลูมิเนียม มากกว่าขยะประเภทอื่น

หากประเมินภาพรวมแบบคร่าว ๆ อาจแบ่งได้ดังนี้
-ประมาณ 20-30% คัดแยกเป็นประจำ
-ประมาณ 40-50% คัดแยกเป็นบางครั้ง หรือแยกเฉพาะของที่มีมูลค่า
-ที่เหลือ ยังทิ้งรวมเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภาพรวมของงานวิจัยหลายชิ้น ไม่ใช่สถิติระดับประเทศอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “จิตสำนึก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบ ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเห็นรถเก็บขยะเทรวมทุกประเภทเข้าคันเดียว ความตั้งใจในการคัดแยกก็ลดลง แม้ในหลายพื้นที่จะมีการแยกขยะในภายหลังโดยพนักงานหรือผู้รับซื้อของเก่า แต่ภาพที่ประชาชนเห็นคือ “ขยะถูกเทรวมกัน” ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

หากจะทำให้คนไทยคัดแยกขยะมากขึ้น ต้องมีทั้ง 3 เรื่องเดินไปพร้อมกัน คือ

1. สร้างความรู้และปลูกฝังพฤติกรรม
2. จัดระบบเก็บขยะที่แยกประเภทอย่างชัดเจนและโปร่งใส
3. สร้างแรงจูงใจ เช่น ระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้คัดแยก

เมื่อประชาชนเชื่อว่า “แยกแล้วไม่สูญเปล่า” พฤติกรรมการคัดแยกขยะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลการศึกษาหลายฉบับในประเทศไทย

ถ้าศึกษาจากข้อมูลนี้ แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” จึงไม่น่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบเท่าที่ยังไม่แก้ทั้งระบบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top