Thursday, 4 June 2026
หมิ่นประมาท

‘ดร.เสรี’ ฟาด!! 'ไอซ์ รักชนก' หยุดสร้างวาทกรรมให้ตัวเองไม่ผิด ชี้!! ประเด็นสำคัญคือการ ‘จาบจ้วง’ สถาบันฯ ด้วย ‘ความเท็จ’

(19 ธ.ค.66) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านตลาดและการสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊กว่า ปากดี ไม่สำนึก สร้างวาทกรรมว่าตัวเองไม่ผิด แต่การบังคับใช้กฎหมายผิด ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยแก้ข้อกล่าวหาใด ๆ

อ้างว่าไม่ควรติดคุกเพราะการแสดงความคิดเห็น ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่โพสต์ไม่ใช่แสดงความคิดเห็นแต่เป็นการหมิ่นประมาท

นอกจากนั้นยังแสดงท่าทีข่มขู่อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ มันเป็นความผิดอาญาด้านความมั่นคง

คุณจะล้มเจ้าได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่คุณจาบจ้วงล่วงละเมิดเพื่อสั่นคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความเท็จ

อย่าคิดว่าประชาชนจนไม่รู้เจตนาของคุณเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์คืออะไร

ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนนี้ รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ถูกศาลอาญา รัชดา พิพากษาจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัว ด้วยหลักทรัพย์ 500,000 บาท ได้เผยแพร่คลิปตัวเองในประเด็นล้มเจ้า

‘สว.อุปกิต’ ลุยฟ้อง ‘โรม’ หมิ่นประมาทอีกคดี เรียกค่าเสียหาย 20 ล้าน ยัน!! ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้ฟ้องปิดปาก พร้อมเอาผิดคนใส่ร้ายถึงที่สุด

(19 ธ.ค. 66) ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลนัดฟังคำสั่ง คดีหมายเลขดำที่ อ1743/2566 ที่นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภาฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท เป็นคดีที่ 2 โดยศาลมีคำสั่งให้คดีมีมูล ประทับรับฟ้อง อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ นายรังสิมันต์ ไม่ได้เดินทางมาศาล โดยมอบหมายทนายความมาฟังคำสั่งศาลและศาลนัดสอบคำให้การ/ตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 12 ก.พ. 2567 เวลา 09.00 น.

นายอุปกิต กล่าวว่า ได้ฟ้องร้องนายรังสิมันต์ รวม 3 คดี โดยคดีแรกฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 10 ต.ค. และสืบพยานจำเลย วันที่ 11 ต.ค. 2567 คดีที่สองเรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท ซึ่งศาลก็รับฟ้อง ส่วนอีกคดีฟ้องต่อศาลแพ่ง ข้อหาละเมิด เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

“ขอเรียกร้องไปยังนายรังสิมันต์ว่า เมื่อถึงคราวที่ตัวเองตกเป็นจำเลย ก็ควรเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่ ไม่ควรด้อยค่า สร้างกระแสว่าเป็นการฟ้องปิดปาก” นายอุปกิต ระบุ

'โบว์ ณัฏฐา' เผย!! คดี 112 ไม่ควรขอนิรโทษกรรม 'ล่วงเกินใคร' ควร 'ขออภัย' มากกว่าขอ 'ลบโทษ'

(21 มิ.ย. 67) คุณโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว Ringside การเมือง และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“ถาม: ทำไมคดี 112 จึงควรใช้ช่องทางการขอพระราชทานอภัยโทษ มากกว่านิรโทษกรรม?”

“ตอบ: เพราะเป็นคดีที่มีการหมิ่นเกียรติตัวบุคคลที่เป็นประมุขของรัฐอยู่ ปกติเวลาเราล่วงเกินใครก็ควรมีการ ‘ขออภัย’ กันมากกว่าจะใช้วิธี ‘ลบโทษ’ เอาเลย”

“เป็นโอกาสให้ผู้กระทำได้แสดงความสำนึกผิด ผู้คนที่รู้สึกเดือดร้อนจากการกระทำเหล่านั้นเขาจะได้คลายความโกรธเคืองลงไปด้วย ต้องยอมรับว่าหลายคนกระทำรุนแรงมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดจนถึงวันนี้”

“เสนอลบโทษให้เฉย ๆ คงไม่มีใครสบายใจ นอกจากคนที่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำเหล่านั้นตลอดมา”

THE STATESTIMES เปิดตำรา ไขข้อสงสัย ‘ให้โดยเสน่หา’ คืออะไร เรียกคืนได้หรือไม่

(28 ต.ค. 67) จากกระแสข่าวระหว่าง ‘ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด’ กับ ‘เจ๊อ้อย’ ถึงเงินพิพาทกว่า 71 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นนำมาสู่ข้อสงสัยให้กับสังคมว่า ‘การให้โดยเสน่หา’ คืออะไร 

การให้โดยเสน่หา หรือ การให้ อยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 521 ลักษณะที่ 3 ให้ และอยู่ในบรรพที่ 3 คือ เอกเทศสัญญา

ดังนั้น การให้ หรือ ให้โดยเสน่หา คือ สัญญารูปแบบหนึ่งนั้นเอง 

โดยมาตรา 521 ได้บัญญัติไว้ว่า “อันว่าให้นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น”

สรุปง่าย ๆ คือ การมอบทรัพย์สินของตัวเองให้คนอื่น โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนนั้นเอง 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กฎหมายก็ได้กำหนดไว้ว่าในบางกรณีผู้ให้โดยเสน่หา หรือ ผู้ให้สามารถขอทรัพย์สินของตนเองคืนได้ โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 531 ความว่า

“อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาชญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาชญา หรือ
(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
(3) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้”

ซึ่งจากการสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็น Case Study สำหรับเรื่องกฎหมายแล้ว พบว่าส่วนใหญ่เรื่องที่ขึ้นศาลเกี่ยวกับการให้ จะเกี่ยวข้องกับการขอทรัพย์สินคืน เนื่องจากประพฤติเนรคุณจากเหตุทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง ผ่านการหมิ่นประมาทผู้ให้นั่นเอง

‘พลภูมิ’ นำทีม ส.ก.เพื่อไทย แจ้งความ ‘ไอซ์ รักชนก’ หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ปมโพสต์บิดเบือน - ใส่ร้าย

(5 ส.ค. 68) นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ฐานะแกนนำภาค กทม. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้แก่ นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ส.ก.เขตคันนายาว, นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย ส.ก.เขตบึงกุ่ม. น.ส.มธุรส เบนท์ ส.ก.เขตสะพานสูง และ น.ส.นภัสสร พละระวีพงศ์ ส.ก.เขตบางกะปิ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

นายพลภูมิกล่าวว่า สาเหตุที่ ส.ก.ของพรรคเพื่อไทยต้องเข้าแจ้งความในวันนี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “รักชนก ศรีนอก” กล่าวหา ส.ก.พรรคเพื่อไทยตัดโควตาคนนอกของพรรคประชาชนออก นอกจากนี้ยังโพสต์ชื่อและลิงก์เพจเฟซบุ๊กของ ส.ก.พรรคเพื่อไทยทั้ง 4 คนที่เข้าแจ้งความในวันนี้ ทำให้ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกสังคมเข้าใจผิด และถูกลดความน่าเชื่อถือในฐานะผู้แทนของประชาชน โดยเห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องกระทำบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อสร้างวาทกรรมโจมตีอย่างไร้ความรับผิดชอบ

นายพลภูมิกล่าวต่อว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานกับ ส.ก.พรรคเพื่อไทย ได้เห็นความทุ่มเท เห็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกับประชาชนในทุกปัญหา การบริหารงบประมาณในระดับเขตมีขั้นตอนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องผ่านการกลั่นกรองในสภา ทุกคนทำงานภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่โดยไม่มีข้อครหาใดทั้งสิ้น แต่เมื่อมีบุคคลสาธารณะ เป็นถึง ส.ส.ออกมาใช้คำว่า “จับโป๊ะ จับโกง” และ “จะโกหกอะไรก็ได้” โดยไม่มีหลักฐาน นอกจากจะเป็นการดูหมิ่นผู้แทนท้องถิ่นแล้ว ยังบั่นทอนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสภากรุงเทพมหานครอย่างร้ายแรง เราไม่ได้ดำเนินคดีเพื่อตอบโต้ แต่เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของผู้ที่ทำงานหนักโดยสุจริต และเพื่อรักษามาตรฐานของการเมืองที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ใช่วาทกรรมปลุกกระแสแบบฉาบฉวย

ด้านนายจิรวัฒน์กล่าวว่า สำหรับกรณีนี้ทางทีมกฎหมายได้พิจารณาแล้วเป็นการสร้างความเสียหาย เพราะมีการกล่าวหาว่ามีการทุจริต ดังนั้นวันนี้จึงต้องมาแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.รักชนกจนถึงที่สุด เพราะเวลาที่ท่านเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ว่าอยากจะพูดอยากจะกล่าวหาใครก็ได้ หรือพูดเอาสนุก พูดเอาเท่ การพูดหรือการโพสต์อะไรควรจะต้องมีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะผู้ที่เป็น ส.ส. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่ง ส.ก.ทุกคนมีความตั้งใจในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ไม่ใช่ท่านเอาดีเข้าตัวอยู่คนเดียว

นายเนติภูมิกล่าวว่า สิ่งที่ตนรับไม่ได้คือการเหมารวมว่า คนพวกนี้จะโกหกอะไรก็ได้ ทั้งที่เราทุกคนทำงานภายใต้สายตาของประชาชนทุกวัน การโพสต์กล่าวหาลอยๆ แบบนี้ ทำให้คนไม่รู้ข้อเท็จจริงเกิดความเข้าใจผิด ตนไม่สามารถยอมได้ โดยเฉพาะการมาทำลายความตั้งใจของผมและทีมงาน

ด้าน น.ส.นภัสสรกล่าวว่า คำพูดที่ว่ากลัวโดนจับโกง เป็นถ้อยคำรุนแรงที่ไม่มีมูลความจริง พวกตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตใดๆ และการเหมารวมว่าทั้งกลุ่ม ส.ก.เพื่อไทยมีพฤติกรรมเช่นนั้น ถือเป็นการใส่ร้ายอย่างไม่ยุติธรรม ตนขอยืนยันว่าเราจะใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาเกียรติและความศรัทธาจากประชาชนในพื้นที่ กลุ่ม ส.ก.ผู้เสียหายทั้ง 4 คนยืนยันว่าการดำเนินคดีครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการโต้ตอบทางการเมือง แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และความถูกต้องในหน้าที่ของผู้แทนประชาชนในระดับท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในแวดวงการเมืองใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกด้วยความรับผิดชอบ และเคารพต่อข้อเท็จจริงในสังคมประชาธิปไตย

โดยก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนก เคยโพสต์ โจมตี ส.ก.พรรคเพื่อไทย เรื่องความไม่โปร่งใสในการโหวตเพื่อตั้งกรรมการงบประมาณของกรุงเทพมหานคร

ชาวเน็ตขุด!! ‘สนธิญา สวัสดี’ คนร้องเรียน!! พีระพันธุ์ มีจำคุก คดีอาญา ติดตัวอยู่ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย!! ออกมาเคลื่อนไหว ไล่ล่าคนอื่น ทั้งที่ตัวเอง ยังไม่โปร่งใส

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘รักษาแผ่นดิน’ เผยแพร่ข้อมูลการตรวจสอบประวัติของ นายสนธิญา สวัสดี บุคคลซึ่งมักเคลื่อนไหวร้องเรียนบุคคลอื่นในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า …

นายสนธิญา เคยมีคดีอาญาติดตัว และถูกศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดในคดีหมิ่นประมาท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกนายสนธิญาเป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้นายสนธิญา อยู่ในสถานะ ‘รอลงอาญา’

คำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ‘ผู้ตรวจสอบสังคม’

จากกรณีดังกล่าว ได้เกิดกระแสคำถามจากสังคมจำนวนไม่น้อยถึงความเหมาะสมของบุคคลที่ยังมีคดีความติดตัวอยู่ แต่กลับเดินหน้าร้องเรียนบุคคลอื่นอย่างต่อเนื่องว่า
• ควรจัดการคดีความของตนเองให้เสร็จสิ้นก่อนหรือไม่??
• ผู้ที่ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษารอลงอาญา มีความชอบธรรมเพียงพอในการตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่??
• หรือพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีของตนเองหรือไม่??

การตรวจสอบคือสิทธิ…แต่ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน

แม้การตรวจสอบ หรือการยื่นเรื่องร้องเรียนจะถือเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนในสังคมประชาธิปไตย แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น ก็ควรเปิดเผย ควรโปร่งใสเช่นกัน เพื่อให้การตรวจสอบนั้นมีน้ำหนัก และได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชน

ท้ายที่สุด ความยุติธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดถือหลักมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

ความยุติธรรมไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู แต่ต้องเริ่มจากพฤติกรรมของผู้ที่เรียกร้องเสียก่อน  

ถึงเวลาเลิกเมาท์!! ซุบซิบนินทา เพื่อนร่วมงาน มีสิทธิ์ติดคุก!! กฎหมาย ฟาดแรง!! เอาผิด ‘หมิ่นประมาท’ โทษสูงสุด จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท ถ้า Mindset ของคุณดี คุณก็จะไม่ซุบซิบนินทาคนอื่น

(18 ต.ค. 68) TiKTok ช่อง mighty.channel ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

ใครที่ชอบซุบซิบนินทาเพื่อนร่วมงาน หรือว่าเจ้านาย เลิกพฤติกรรมนี้ได้แล้ว เพราะตอนนี้มีกฎหมายใหม่ออกมาแล้ว โทษสูงสุดปรับ 20,000 บาท แล้วจำคุก 1 ปี เพราะว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาท

จบแล้ว!! สำหรับสายออฟฟิศที่ชอบเม้าท์มอยเพื่อน ชอบซุบซิบนินทา ถ้าเขาจับได้เขาฟ้องคุณ คุณจะต้องโดนปรับ และอาจจะต้องติดคุกด้วย

ใครที่ยังมี mindset ในการชอบซุบซิบนินทา ด่าคนนู้นคนนี้ เม้าท์มอยเจ้านาย โดยที่ไม่มีมูลแล้วก็ปั้นน้ำเป็นตัว ถึงกาลอวสานแล้ว!!

แชร์ ข่าวนี้ให้กับคนที่ชอบ ซุบซิบนินทา

ถ้า mindset ของคุณดี คุณก็จะไม่ซุบซิบนินทาคนอื่น!!

ตัวเองก็ควรจะสนใจในเรื่องของตัวเอง
ส่วนเรื่องของชาวบ้านก็ควรจะลดให้น้อยลง

ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท” ย้ำงานข่าวยืนบนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

(3 ธ.ค. 68) นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐ

แต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหาย เพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า

‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรีมและไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้



 

จบคดีหมิ่นประมาท!! ‘ณวัฒน์’ ขอโทษ “อนุทิน” หลังพาดพิงไลฟ์สดปี 64 “อนุทิน” ถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท หลัง “ณวัฒน์” โพสต์ขออภัยอย่างเป็นทางการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้ดำเนินคดีหมิ่นประมาท ณวัฒน์ อิสรไกรศีล เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 64 ซึ่งด่าทอและตั้งข้อกล่าวหาว่าเขาเสนอพระราชกำหนดจำกัดความรับผิดให้บุคลากรสาธารณสุขเพื่อปกป้องตนเองและพวกในการจัดการโรคโควิด-19

คดีนี้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2029/2564 และหมายเลขแดงที่ อ.207/2566 โดยศาลอาญาได้ไกล่เกลี่ยและตกลงกันได้ว่าเป็นความผิดอันยอมความได้

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ยอมรับว่าตนได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ 'อนุทิน' และได้โพสต์ข้อความขอโทษในเฟซบุ๊กว่า "ขออภัยในสิ่งที่พูดพาดพิงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล" และหลังจากนั้น 'อนุทิน' ก็รับทราบและเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้ถอนฟ้องคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในวันนี้

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความระมัดระวังในการแสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์และผลทางกฎหมายที่อาจเกิดตามมาในกรณีของการนำเสนอข้อมูลหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะอย่างไม่เหมาะสม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1501229301365478&id=100044352672988&rdid=2EHDEaYnsXWTLYG2#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top