Friday, 5 June 2026
สุขภาพคนไทย

ข้อถกเถียงเรื่องภาษีบุหรี่ไฟฟ้า – คุ้มค่ากับสุขภาพของคนไทยหรือไม่?

การอนุญาตและการเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นร้อนที่ยังถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดย 'ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ' ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้ตั้งคำถามว่า การเก็บภาษีนี้จะช่วยรัฐให้มีรายได้เพิ่มขึ้นคุ้มค่ากับปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงหากเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกทดแทนได้ชี้ให้เห็นถึงข้อดีด้านสุขภาพเมื่อเปรียบเทียบกับบุหรี่มวนแบบดั้งเดิม การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจช่วยลดความเสี่ยงจากสารพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดและมะเร็ง หากบุหรี่ไฟฟ้าถูกควบคุมให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ภาครัฐจะสามารถดูแลให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยมากขึ้น และป้องกันการเข้ามาของสินค้าปลอมและสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพในตลาด ซึ่งมักมีส่วนประกอบที่เสี่ยงสูงกว่าและไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน

ประเด็นที่สำคัญคือ การให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าให้ปลอดภัย เพื่อสร้างความเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างบุหรี่ไฟฟ้ากับบุหรี่มวน รวมถึงการใช้ที่เหมาะสมและวิธีป้องกันการเสพติด บุหรี่ไฟฟ้าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่มวนได้ โดยเฉพาะหากมีการให้ความรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ควรเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของการเสพติดสารนิโคตินที่ยังคงมีอยู่ในบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งหากใช้อย่างไม่ถูกวิธีหรือใช้ในกลุ่มที่ไม่ควรใช้อย่างเยาวชน อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในระยะยาว

หากรัฐบาลออกมาตรการควบคุมให้ชัดเจน เช่น การจำกัดบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีกลิ่นหอมหวานหรือรสชาติเย้ายวนสำหรับเยาวชน และกำหนดมาตรฐานการผลิตและนำเข้าที่เข้มงวด การควบคุมนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าในตลาดมีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น และลดโอกาสการเข้าถึงของสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพหรือสินค้าปลอมในตลาด ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางสุขภาพ แต่ยังเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสุขภาพของคนในประเทศ

ในท้ายที่สุด การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยควรคำนึงถึงการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและการลดความเสี่ยงของประชาชน การยอมรับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างมีมาตรฐานและการจัดเก็บภาษีอย่างเหมาะสมอาจช่วยลดอันตรายจากการเผาไหม้ของบุหรี่มวน และอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับรัฐในระยะยาวหากสามารถควบคุมและป้องกันการเข้าถึงในกลุ่มที่ไม่เหมาะสม เช่น เยาวชนได้  
การศึกษาจากนโยบายต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า หากประเทศไทยเลือกแนวทางการควบคุมที่เน้นคุณภาพและความปลอดภัย บุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นเครื่องมือในการช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่มวนแบบดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งปอดและโรคหัวใจ ในขณะที่เปิดทางให้มีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างเคร่งครัด และป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างสินค้าปลอมเข้าสู่ตลาด นี่จะเป็นก้าวสำคัญสู่การลดผลกระทบทางสุขภาพของผู้สูบและเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

กรมอนามัยร่วมมือภาคเอกชน ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่มชง “หวานปกติ=หวาน 50%” เพื่อสุขภาพของคนไทย

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ภายหลังจากที่กรมอนามัยได้หารือร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 พบว่า ภาคเอกชนมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีภาคเอกชนเข้าร่วมแล้วรวม 7 บริษัท 9 แบรนด์ ได้แก่ บริษัท บางจากรีเทล จำกัด (อินทนิล) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรร และเบลลินี่) บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด (แบล็คแคนยอน) บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (อินเตอร์คอฟ) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (พันธุ์ไทย) และบริษัท เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด (ชาวดอย) ทั้งนี้ การเข้าร่วมดังกล่าวเป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ซึ่งแต่ละแบรนด์สามารถดำเนินการได้ตามความพร้อมและบริบทของตนเอง

นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน การปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดการบริโภคน้ำตาล ลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ แคมเปญดังกล่าวยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคให้แก่ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง และสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “หวานน้อยก็อร่อยได้” นโยบายนี้เป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคยังสามารถเลือกลดหรือเพิ่มระดับความหวานได้ตามความต้องการ ซึ่งเป็นการต่อยอดนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้”

ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันระหว่าง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลในระดับประเทศอย่างยั่งยืน กรมอนามัยจึงได้จัดงานเปิดตัวนโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top