Thursday, 4 June 2026
สึนามิ

ภูเขาไฟ ‘คราเชนินนิคอฟ’ ของรัสเซีย ปะทุในรอบ 600 ปี เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 6 กม. หลังแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8

(4 ส.ค. 68) ภูเขาไฟคราเชนินนิคอฟ (Krasheninnikov) บนคาบสมุทรคัมชัตกา ประเทศรัสเซีย ปะทุขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1463 หรือกว่า 600 ปี ตามรายงานของหน่วยตอบสนองเหตุภูเขาไฟระเบิดคัมชัตกา (KVERT) เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 5-6 กิโลเมตร และลอยไปทางตะวันออกไกลกว่า 75 กิโลเมตร ขณะที่ลาวาไหลลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ยาวถึง 2.7 กิโลเมตร

ก่อนหน้าการปะทุ รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศเตือนภัยสึนามิชั่วคราว หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 นอกชายฝั่งคัมชัตกา โดยคาดว่าอาจเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8 ที่เกิดเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้ภูเขาไฟหลายลูกในภูมิภาคเริ่มมีการปะทุ รวมถึงภูเขาไฟที่สูงที่สุดในคัมชัตกาอย่างคลูเชฟสกายาโซปกา

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของรัสเซียประกาศรหัสเตือนภัยทางการบินระดับ “สีส้ม” และขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้หรือปีนภูเขาไฟ โดยระบุว่าพื้นที่โดยรอบเป็นลานลาวาและเถ้าภูเขาไฟ อีกทั้งไม่มีพืชพรรณหนาแน่น อาจเป็นภัยต่อชุมชนหรือเจ้าหน้าที่อุทยานในพื้นที่

นักท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์ Snezhnaya Dolina เป็นผู้ถ่ายวิดีโอภาพปะทุครั้งแรกของคราเชนินนิคอฟไว้ได้ระหว่างบินผ่านหุบเขาน้ำพุร้อน โดยผู้อำนวยการอุทยาน Kronotsky เผยว่า แม้การปะทุจะดูน่าตื่นเต้น แต่ถือเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับภูมิภาคที่มีภูเขาไฟกว่า 300 ลูก และยังมี 29 ลูกที่ยังคุกรุ่นอยู่จนถึงปัจจุบัน

เปิดตัว “T-Alert” ระบบเตือนภัยรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ครอบคลุม 14 ภัยพิบัติ!! ส่งข้อมูลเข้าถึงมือถือประชาชนทันที

(22 ก.ย. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดตัว “T-Alert” ระบบแจ้งเตือนภัยแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศให้ทันสมัยและเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับระบบ T-Alert ใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast ส่งข้อความตรงถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชนโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ถือเป็นการเสริมศักยภาพกลไกการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อให้คนไทยสามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันท่วงที

ปัจจุบันระบบรองรับภัยพิบัติแล้ว 8 ประเภท ได้แก่ แผ่นดินไหว สึนามิ วาตภัย อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยหนาว ฝุ่น PM2.5 และเหตุรุนแรงในที่สาธารณะ พร้อมเตรียมเพิ่มอีก 6 ประเภท อาทิ โรคระบาด อัคคีภัย–สารเคมี ภัยไซเบอร์ และภัยจากการจราจร โดยคาดว่าจะพัฒนาเสร็จสิ้นภายในปี 2569

‘ทักษิณ’ ชนะขาด!! ย้อนภาวะผู้นำ 'ในวันสึนามิ' กล้าทำลาย 'ไซโลราชการ' พร้อมกล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างาน! บทเรียนที่ผู้นำรัฐไทยวันนี้ยังสอบตก ตอกย้ำ ‘ความมีอีโก้-เชื่องช้า - ไม่กล้าตัดสินใจ’

26 ธันวาคม 2547 สึนามิซัดชายฝั่งอันดามัน พังยับ 6 จังหวัด คนตายราว 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน หมู่บ้านหายไปทั้งหมู่ ฯลฯ

ชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวันนั้น - และ 20 ปีให้หลัง - คือ “ทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะนายกฯ ที่ลงไปยืนกลางซากปรักหักพังในภูเก็ต-พังงา และคุมเกมเองแทบทุกจังหวะ จนแม้แต่นักวิจารณ์ที่ไม่ชอบทักษิณยังต้องยอมรับเรื่อง “quick response + decisive leadership” ของเขาในวิกฤตครั้งนั้น

แต่ถ้าจะ “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” แบบที่สื่ออื่นยังไม่ค่อยพูดกันจริง ๆ เราอาจต้องมองให้ลึกกว่าภาพนายกฯ ใส่เสื้อยืดยืนสั่งการกลางซากตึก

1. ผู้นำที่ “กล้ายอมรับว่าไม่รู้” แต่รีบไปอยู่หน้างาน

ทักษิณเล่าว่า ตอนเกิดเหตุเขาอยู่หาเสียงที่ขอนแก่น ได้ข่าวว่ามี “คลื่นประหลาด” ถล่มภูเก็ต แต่ตอนนั้น “ยังไม่รู้แม้กระทั่งคำว่า Tsunami คืออะไร” จนกระทั่งบินลงภูเก็ตแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงเข้าใจภาพใหญ่ของ tectonic plate และความรุนแรงจริง ๆ ของสถานการณ์

จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าเขา “ไม่รู้” แต่คือ
- เขากล้าพูดตรง ๆ ว่าไม่รู้
- แล้วรีบ “ย้ายศูนย์ตัดสินใจไปที่หน้างาน” ทันที

วัฒนธรรมการเมืองไทยมักคาดหวังให้ผู้นำ “ต้องรู้ทุกเรื่อง” จนไม่มีใครกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่รู้ ทั้งที่ในวิกฤตจริง ๆ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
> รู้ว่า “ใคร” รู้มากกว่าเรา แล้วลากเขาเข้าห้องตัดสินใจให้เร็วที่สุด

นี่เป็นบทเรียนเรื่อง “อีโก้ของผู้นำ” ที่รัฐไทยยุคหลัง ๆ ยังสอบตกอยู่บ่อย ๆ

2. ทำลาย “ไซโลราชการ” ด้วยการจับรัฐมนตรีลงจังหวัด

ทักษิณอธิบายว่า จุดอ่อนของไทยคือ “กระทรวงทำงานแยกส่วน” เวลาเกิดวิกฤตจะกลายเป็นคนละมุม คนละระบบ เอกสารแต่ละกองก็ไม่คุยกัน เขาเลยเลือกวิธี “เอารัฐมนตรีไปประจำพื้นที่” - แทนที่จะให้ทุกกระทรวงนั่งอยู่กรุงเทพฯ ส่งแฟกซ์สั่งการลงมา

นี่คือการสร้าง “mini war room รายจังหวัด” ก่อนที่ไทยจะเริ่มพูดคำว่า Incident Command System กันอย่างจริงจังด้วยซ้ำ

บทเรียนคือ
- วิกฤตใหญ่ ๆ แก้ไม่ได้ด้วย “คำสั่งจากส่วนกลางอย่างเดียว”
- ต้องมี “คนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง” ไปนั่งอยู่กับผู้ว่าฯ ทีมสาธารณสุข ทหาร ตำรวจ เอกชน ในพื้นที่เดียวกัน

หลายรายงานด้านจัดการภัยพิบัติหลังสึนามิยอมรับว่าการตอบสนองของไทยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งเพราะการตัดสินใจรวมศูนย์ที่ชัด แต่กระจายทีมลงพื้นที่แบบนี้

3. “สามลำดับความสำคัญ” ที่ชัดจนทุกคนเข้าใจตรงกัน

ทักษิณเล่าชัดว่า ในห้องบัญชาการ เขากำหนด “สามเป้าหมายหลัก” ไว้แบบเข้าใจง่ายมาก

1) ช่วยคนรอดชีวิตแต่ไม่บาดเจ็บ - ส่งกลับบ้านให้เร็วที่สุด อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสาร เที่ยวบิน ให้ฟรี แม้ไม่มีพาสปอร์ต
2) รักษาคนเจ็บ - ถ้ารพ.จังหวัดเอาไม่อยู่ ย้ายเข้า กทม. ทันที
3) ค้นหาและพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ - คนหายเป็นพัน แต่เจอศพแค่ประมาณ 1,000 ช่วงแรก ต้องทำให้ครอบครัว “รู้ชะตากรรมจริง ๆ”

สิ่งที่สื่อไม่ค่อยพูดคือ “สามข้อ” นี้สะท้อนวิธีคิดแบบ human-centered มากกว่าวิธีคิดแบบ “ระบบราชการ” คือ
- เริ่มจาก “คน” ก่อน “งบ”
- เริ่มจาก “ความมั่นคงทางใจของญาติผู้สูญเสีย” ไม่ใช่แค่ตัวเลข

การตั้งเป้าเรื่อง “การพิสูจน์เอกลักษณ์ศพ” ให้เป็น priority ทำให้ไทยยอมเปิดประเทศให้ทีม forensic ต่างชาติเข้ามาช่วยจนเกิดระบบพิสูจน์ศพขนาดใหญ่ในภูเก็ต-พังงา ซึ่งถูกยกเป็นเคสศึกษาระดับโลกในเวลาต่อมา

4. “ไม่รับเงิน แต่รับความรู้” - การเมืองของศักดิ์ศรีชาติ

หนึ่งใน decision ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ ทักษิณประกาศ “ไม่รับเงินบริจาคจากต่างประเทศ” แต่ยินดีรับความช่วยเหลือเชิงเทคนิคและบุคลากร เพราะ “ไม่อยากให้โลกมองไทยเป็นประเทศที่ต้องยืนขอเงินในยามวิกฤต” เขายอมรับแต่ความรู้ เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญ

การตัดสินใจแบบนี้มีสองด้าน

- ด้านหนึ่ง มันสร้าง narrative ว่า “ไทยช่วยตัวเองได้” ซึ่งช่วยรักษาศักดิ์ศรีของรัฐ และทำให้ภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติค่อนข้างดี
- แต่อีกด้านก็เปิดคำถามว่า
  - งบประมาณรัฐเพียงพอจริงไหม
  - ถ้ารับเงินอย่างโปร่งใส จะช่วยเยียวยาคนตัวเล็กตัวน้อยได้กว้างกว่านี้หรือไม่

ที่น่าสนใจคือ แหล่งข่าวระบุว่าบางประเทศ เช่น อินเดีย เลือกแนวทางคล้ายกัน คือไม่ขอรับเงินบริจาคโดยตรงเช่นกัน กลายเป็น “การเมืองของการให้ความช่วยเหลือ” ระดับภูมิภาคในยุคนั้น

บทเรียนสำหรับวันนี้ไม่ใช่ว่า “ต้องทำตามทักษิณทุกอย่าง” แต่คือ
ทุกวิกฤตใหญ่ ๆ รัฐต้องกล้าอธิบายต่อสาธารณะว่า
“เราเลือกศักดิ์ศรีแบบไหน แลกกับทรัพยากรเท่าไร และใครได้-เสียอะไรจากการตัดสินใจนั้น”

5. รีบูตเศรษฐกิจหลังสึนามิ: เร็วจนแทบเป็น “นโยบายกระตุ้นเลือกตั้ง”

ให้ธุรกิจ โรงแรม ร้านค้า และอัดงบทางด่วน ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานให้กลับมา “ภายในหนึ่งปี” แม้จะยอมเสีย high season หนึ่งรอบเต็ม ๆ

รายงานในเวลาต่อมาของหน่วยงานรัฐและอาเซียนบันทึกไว้ว่า รัฐบาลไทยตั้งกองทุนช่วย SMEs หลังสึนามิ มีการลด-ยกเว้นภาษี และอัดงบฟื้นการท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น Tsunami SMEs Fund, Tsunami Recovery Fund ฯลฯ

ผลคือ
- เศรษฐกิจด้านท่องเที่ยวกลับมาเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด
- แต่ก็เปิดช่องให้มีการวางผังเมืองใหม่ ปรับ zoning ชายหาด ที่บางงานวิจารณ์ว่าทำให้คนจน-ชุมชนดั้งเดิมถูกเบียดออกนอกระบบ เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนรายใหญ่และโปรเจ็กต์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ

นี่คือ “ด้านมืดของการฟื้นตัวเร็ว” ที่สื่อมักเล่าฝั่งสวยงาม แต่ไม่ค่อยถามว่า
“ใครคือคนที่ยืนอยู่บนชายหาดเดิมในวันที่ทุกอย่างสร้างเสร็จแล้ว?”

6. เมื่อภาพ “ผู้นำในซากปรักหักพัง” ผูกติดกับฤดูกาลเลือกตั้ง

อีกมุมที่แทบไม่มีสื่อไทยยุคนั้นกล้าพูดตรง ๆ คือ
- สึนามิเกิดปลายปี 2547
- ไทยมีเลือกตั้งใหญ่ ก.พ. 2548
- ภาพนายกฯ ลงพื้นที่ทุกวัน ออกทีวีแน่น ๆ จึงกลายเป็น “ทุนทางการเมือง” อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้แต่นักเขียนคอลัมน์ที่ระบุว่าตัวเองไม่ใช่แฟนทักษิณ ยังยอมรับว่าการรับมือสึนามิของรัฐบาลชุดนั้น “เพิ่มแรงส่งทางการเมือง” ให้ทักษิณอย่างเห็นได้ชัด และอาจช่วยปูทางสู่ชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้ง 2548

คำถามที่ควรถามในวันนี้จึงไม่ใช่แค่
“ทักษิณทำดีไหมในวันสึนามิ”

แต่คือ เราจะออกแบบระบบยังไง ให้ “การช่วยประชาชนในวิกฤต” ไม่ถูกกลืนไปเป็นเพียงฉากหนึ่งของแคมเปญเลือกตั้งทุกยุคทุกสมัย

นี่คือ blind spot ที่สังคมไทยยังไม่ค่อยได้ถกกันอย่างจริงจัง

7. ผู้นำคนเดียวกัน เก่งมากในวิกฤตหนึ่ง – แต่พลาดหนักในอีกวิกฤต

อีกด้านหนึ่งของภาพ “นายกฯ แข็งแรงในวิกฤตสึนามิ” คือข้อเท็จจริงว่า
ในปีเดียวกันนั้นเอง (2547) ไทยเผชิญทั้ง
- วิกฤตความรุนแรงในชายแดนใต้ (เช่น กรณีตากใบ)
- ปัญหาไข้หวัดนก ฯลฯ

ซึ่งหลายเหตุการณ์ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่ารัฐบาลทักษิณรับมือแบบแข็งกร้าว ขาดการรับฟัง และละเมิดสิทธิประชาชนอย่างรุนแรง

บทเรียนสำคัญคือ
ผู้นำคนเดียวกันอาจ “เปล่งประกาย” ในวิกฤตหนึ่ง
แต่ “พลาดหนัก” ในอีกวิกฤตที่ต้องใช้ทักษะคนละแบบ

ดังนั้น เวลาเราบอกว่า “เรียนรู้จากทักษิณตอนสึนามิ” เราควรเรียนเฉพาะ
- วิธีจัดการไซโลราชการ
- วิธีตั้งลำดับความสำคัญชัด ๆ
- วิธีใช้ทรัพยากรการเงินและระบบรัฐให้ฟื้นตัวเร็ว

แต่ไม่ควร copy-paste วิธีคิดเรื่องอำนาจรัฐและการใช้มาตรการแข็งในทุกบริบท

8. จากสึนามิ 2004 ถึง “rain bomb” 2024: โลกเปลี่ยน แต่บทเรียนยังเหมือนเดิม

20 ปีให้หลัง ทักษิณพูดถึง “rain bomb” ฝน 500 มม. ในภาคใต้ และชี้ว่าโลกวันนี้ต้องใช้เทคโนโลยีและ AI มาช่วยคาดการณ์-บริหารจัดการภัยพิบัติ มากกว่าจะหวังพึ่งสัญชาตญาณผู้นำเพียงอย่างเดียว

ในระดับโครงสร้าง ไทยได้เรียนรู้หลายอย่างจากสึนามิ เช่น
- ตั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
- พัฒนาระบบเตือนภัยสึนามิมาตรฐานโลก หอเตือนภัย ทุ่นนอกฝั่ง
- ซ้อมอพยพสึนามิทุกปีในพื้นที่เสี่ยง
- กำหนด 26 ธันวาคมเป็น “วันป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ”

แต่ในระดับ “ผู้นำการเมือง” คำถามยังเหมือนเดิมทุกยุค:

- ผู้นำของเรากล้ายอมรับไหมว่า “ไม่รู้” แล้วเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาอยู่แถวหน้า
- เขามองวิกฤตเป็น “หน้าที่ของรัฐ” หรือเป็น “โอกาสทางการเมือง” เป็นหลัก
- เขามีกรอบคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีของประเทศ” ที่ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยจริง ๆ หรือแค่สวยในสายตาต่างชาติ

สรุป: สิ่งที่ควรเรียนรู้ - และสิ่งที่ต้องระวังไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำ

จาก “ทักษิณในวันสึนามิ” เราอาจสรุปบทเรียนได้แบบไม่ต้องหลงใหลหรือเกลียดชังตัวบุคคลว่า

สิ่งที่น่าเรียนรู้
1) กล้ายอมรับว่าไม่รู้ แล้วรีบไปอยู่หน้างานจริง
2) ทำลายไซโลราชการด้วยการตั้ง war room รายพื้นที่
3) ตั้งลำดับความสำคัญแบบ human-centered (คนรอด - คนเจ็บ - ญาติผู้สูญเสีย)
4) ใช้เครื่องมือการเงิน-งบประมาณฟื้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
5) กล้าคิดเรื่องภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของประเทศในสายตาโลก

สิ่งที่ต้องระวัง
1) อย่าปล่อยให้ “ภาพผู้นำในซากปรักหักพัง” กลืนการอภิปรายเรื่องการเมืองเชิงโครงสร้าง
2) อย่าเอาวิธีคิดแบบ “strongman” ในบางวิกฤต ไปใช้กับปัญหาสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งทางการเมือง
3) อย่าให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติมาในรูปแบบที่ “ทิ้งคนชายขอบ” ไว้ข้างหลังอีกครั้ง


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top