Thursday, 4 June 2026
สีหศักดิ์_พวงเกตุแก้ว

เคาะ 'สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว' นั่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี หลังนายกฯ เซ็นลงนาม เสริมแกร่งพัฒนาบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.66 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ลงนามโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 มีมติเห็นชอบการแต่งตั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง นั้น

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566 จึงแต่งตั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

แสดงให้เห็น "กัมพูชา" สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน ย้ำชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงกับคณะทูตตานุทูต สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ และมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำทุกทางที่จะยุติภัยคุกคามจากกัมพูชา และพยายามให้เห็นว่าวิธีการของกัมพูชาตลอดมาคือปฏิเสธ เบี่ยงเบน พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่นระเบิด รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น ซึ่งคิดว่าประชาคมโลกคงเห็นแล้วว่าวิธีการของกัมพูชา โดยเฉพาะที่ตนไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่เจนีวา เกี่ยวกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ไทยนำหลักฐานไปแสดงรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีทหารไทยทั้งเสียชีวิตและรับบาดเจ็บก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานของไทยเพียงฝ่ายเดียว มีการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนด้วย เมื่อเรานำคลิปไปแสดง กัมพูชาคงเดือดร้อน เพราะสิ่งที่ฝ่ายไทยพูดมีหลักฐาน

"ผมคิดว่าที่เราชี้แจงมา ก็มาถูกทาง เพราะเหตุการณ์นี้ต้องให้ประชาคมโลกเข้าใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกรุกราน เป็นเหยื่อ จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะประเทศเล็กก็สามารถยั่วยุ รุกรานได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา" รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้สื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบแล้ว อีกส่วนหนึ่งฝ่ายไทยต้องทำหนังสือออกไป เชื่อว่าต่างชาติน่าจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ แต่ถึงอย่างไรต่างชาติคงอยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน แต่สำหรับประเทศไทยประตูเจรจายังไม่พร้อม เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายเจรจา

เมื่อถามว่า ล่าสุดทางสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้สองประเทศเจรจาให้ชัดเจน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาคือจะเจรจาเรื่องอะไร ถ้ากัมพูชายังไม่พร้อมที่จะเจรจา ก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมอีก คือตกลงกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ดังนั้น ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ

ถอดสูตรการทูต ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ รมว.ต่างประเทศกลางวิกฤตชายแดน นักการทูตอาชีพที่พาการทูตไทย ฝ่าพายุชายแดน–ภูมิรัฐศาสตร์โลก

ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เขาเข้ามารับไม้ในจังหวะที่ยากที่สุดช่วงหนึ่งของการทูตไทย:
•    วิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุรุนแรง
•    โลกกำลังเปลี่ยนสมดุลอำนาจ
•    ไทยต้องเร่งยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ควบคู่กับการปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของตน

ภายในเวลาไม่ถึงสามเดือน เราเริ่มเห็น “ลายเซ็น” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแง่ท่าทีที่หนักแน่นบนหลักการ การสื่อสารกับนานาชาติอย่างมืออาชีพ และการเดินเกมเชื่อมพันธมิตรยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย

1. ทุนเดิม 40 ปีในแวดวงการทูต ที่กลายเป็น “เกราะ” ให้ไทยบนเวทีโลก

ก่อนจะขึ้นเป็น รมว.ต่างประเทศ นายสีหศักดิ์เป็นนักการทูตอาชีพที่สั่งสมประสบการณ์กว่า 4 ทศวรรษ ทั้งในฐานะ
•    ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (ตำแหน่งข้าราชการสูงสุดของกระทรวง) ระหว่างปี 2554–2558
•    เอกอัครราชทูตไทยประจำฝรั่งเศส ควบผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก และผู้แทนไทยประจำ OECD
•    เอกอัครราชทูตไทยประจำญี่ปุ่น
•    ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ เจนีวา และเคยได้รับเลือกเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พร้อมได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน “อ่านเกมโลกออก” และเข้าใจทั้งภาษาแห่งการทูตและภาษาของผลประโยชน์แห่งชาติอย่างลึกซึ้ง เมื่อมาถึงวันที่ต้องรับมือทั้งสงครามข้อมูล วิกฤตชายแดน และแรงกดดันจากมหาอำนาจ—เราจึงเห็นความนิ่ง สุขุม แต่ชัดเจนในทุกถ้อยแถลง

2. คุมเกมวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยหลักการกฎหมายระหว่างประเทศและข้อมูลจริง

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศจัดการชี้แจงต่อคณะทูตและองค์กรระหว่างประเทศในไทย เพื่ออธิบายสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีรัฐมนตรีสีหศักดิ์เป็นประธานการบรรยายสรุปด้วยตนเอง

ในเวทีนั้น เขาย้ำชัดว่า
•    ไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทย
•    การตอบโต้ทางทหารของไทยต้องอยู่ภายใต้หลักการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ, Rules of Engagement, หลัก “ความจำเป็นและได้สัดส่วน” และเน้นจำกัดเป้าหมายทางทหาร
•    ไทยเดินหน้าชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งออกบันทึกประท้วง ส่งโน้ตแจ้งประเทศอาเซียน และทำหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติและประธานคณะมนตรีความมั่นคง เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงจากฝ่ายไทยอย่างครบถ้วน

การเลือก “เปิดบ้าน” ชี้แจงคณะทูตด้วยข้อมูลละเอียด ตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ และลำดับเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ สะท้อนสไตล์การทำงานที่มองว่า การทูตสาธารณะ (public diplomacy) และการสื่อสารเชิงรุกกับโลกภายนอก เป็น “แนวรบ” สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรบทางทหารในพื้นที่จริง

3. ยืนหยัดบนหลักการ ไม่ยอมให้ “ภาษี” ถูกใช้เป็นเครื่องบีบการเมือง

ท่ามกลางแรงกดดันจากต่างประเทศที่โยงประเด็นภาษีการค้าเข้ากับการกดดันให้ไทยรีบกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับกัมพูชา รัฐมนตรีสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา

เขาส่งสัญญาณชัดว่า
•    ไม่ควรใช้เรื่องภาษีมาเป็นเครื่องมือกดดันไทย เพื่อบังคับให้กลับไปสู่ข้อตกลงเดิม
•    ต้องแยก “ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา” ออกจาก “การเจรจาภาษีการค้า”
•    การลดความตึงเครียดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาหยุดปฏิบัติการทางทหารและแสดงความจริงใจต่อสันติภาพก่อน
•    ไทยพร้อมเลือก “เส้นทางสันติภาพ” แต่จะไม่ลังเลหากจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย

นี่คือภาพของรัฐมนตรีต่างประเทศที่ไม่ยอมให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากดทับศักดิ์ศรีและอธิปไตยของประเทศ ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดประตูการเจรจา หากอีกฝ่ายแสดงท่าทีจริงใจต่อสันติภาพ

4. ต่อสาย “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” กับอินเดีย เดินเกมระยะยาวให้ไทย

ขณะต้องคุมวิกฤตชายแดน รัฐมนตรีสีหศักดิ์ยังเดินหน้าตอกย้ำบทบาทไทยบนเวทียุทธศาสตร์ในเอเชีย

ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม 2568 เขาเดินทางเยือนอินเดียเพื่อขับเคลื่อน “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ไทย–อินเดีย” ที่เพิ่งยกระดับขึ้น โดยมีการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านต่าง ๆ ได้แก่
•    การเมืองและความมั่นคง
•    การค้า การลงทุน ความเชื่อมโยง และสตาร์ทอัพ
•    วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และอวกาศ

พร้อมกันนั้น ไทยยังแสดงความสนใจเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ในช่วงที่อินเดียจะเป็นประธานในปี 2026 ด้วย

ในประเด็นความมั่นคงร่วมสมัย ไทยและอินเดียหารือกันอย่างจริงจังเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์–ออนไลน์สแกม” และมีการเชิญอินเดียเข้าร่วมประชุมใหญ่ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือภัยออนไลน์ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ กลางเดือนธันวาคม

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ไทยจะกำลังเผชิญวิกฤตชายแดน แต่การต่างประเทศของไทยภายใต้สีหศักดิ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ดับไฟใกล้บ้าน” เท่านั้น ยังเดินเกมสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กันไป

5. สไตล์การสื่อสาร: ตรง ชัด มืออาชีพ

หากมองย้อนกลับไปในอดีต นายสีหศักดิ์เคยทำหน้าที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศมาก่อนหลายปี ทำให้เขาคุ้นมือกับการสื่อสารกับสื่อและสังคมโลก

วันนี้ในฐานะรัฐมนตรี เราจึงเห็นสไตล์ที่ชัดเจนคือ
•    ใช้ข้อมูลจริงและตัวเลขในการสื่อสาร ทั้งเรื่องผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดน โรงเรียนและโรงพยาบาลที่ต้องปิดชั่วคราว และการเดินทางอพยพของประชาชน
•    เชื่อมภาคส่วนต่าง ๆ – ทำงานร่วมกับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และคณะทูต เพื่อให้ทุกฝ่ายพูดด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน
•    เน้นความโปร่งใสต่อประชาคมโลก ผ่านการบรรยายสรุป การออกเอกสารชี้แจง และการติดต่อองค์กรระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ

ในยุคที่ “การศึกข้อมูลข่าวสาร” สำคัญไม่แพ้การศึกในสมรภูมิ ความชัดเจนและความต่อเนื่องในการสื่อสารของรัฐมนตรีต่างประเทศจึงกลายเป็น “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ของประเทศไปแล้วโดยปริยาย

6. บทสรุป: นักการทูตอาชีพ ที่เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นเวทีแสดงศักยภาพการทูตไทย

ในเวลาไม่กี่เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอย่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แสดงให้เห็นอย่างน้อยสามมิติสำคัญของผลงานคือ
1.    1) ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและข้อมูลจริง
2.    2) สื่อสารกับโลกอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และมืออาชีพ ลดช่องว่างของข่าวลือและสงครามข้อมูล
3.    3) เดินเกมระยะยาว สร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ เช่น การขยายความร่วมมือไทย–อินเดียในมิติการค้า ความมั่นคง และเทคโนโลยี

ในวันที่ชายแดนปะทุ เดินคู่ไปกับวันที่โลกกำลังปรับสมดุลอำนาจ การมี “รัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็นนักการทูตอาชีพเต็มตัว” คือหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของประเทศไทย — และผลงานตลอดช่วงเวลานับจากวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง ก็ทำให้ชื่อของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักด้านการทูต ที่ช่วยพาประเทศไทยฝ่าพายุที่ซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี

ชู ‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ 3 บิ๊กเทคโนแครต เปลี่ยนภาพพรรคการเมืองสู่ "ทีมบริหารมือโปร" อุดช่องโหว่ด้านต่างประเทศ – ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในไทยและเวทีโลก

‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ ไพ่เด็ดภูมิใจไทย สูตรทีมเทคโนแครตที่ตั้งใจส่งสัญญาณถึงคนทั้งประเทศ

ถ้าการเลือกตั้งคือเกม “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่เกม “กระแส” การขยับของภูมิใจไทยรอบนี้ชัดเจนมาก—พรรคกำลังพยายามติดอาวุธใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการดึง “คนทำงานสายบริหาร–เศรษฐกิจ–การทูต” ขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตา และถูกพูดถึงในฐานะทีมแกนหลัก/ตัวเลือกสำคัญของพรรค

ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่ม “สายบริหารประเทศ” คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำจาก “ทีมการเมือง” ไปเป็น “ทีมบริหาร” อย่างมีนัยสำคัญ

1) ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ไพ่ “มือบริหาร–นักพลิกฟื้น” ที่พรรคอยากให้คนจำ

ชื่อของ “ศุภจี” ถูกเล่าในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่คุ้นกับการวัดผลและการบริหารองค์กรแบบ KPI พรรคได้ประโยชน์จากภาพจำนี้ เพราะมันพูดกับคนชั้นกลางและภาคธุรกิจได้ตรงภาษา: ทำงานเป็นระบบ วัดผลได้ และเน้นผลลัพธ์มากกว่าคำขวัญ

อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่โปรไฟล์สวย แต่คือการแปลง “ความเก่งเชิงองค์กร” ให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้และลงพื้นที่ได้จริง—ไม่ใช่เก่งเฉพาะบนสไลด์หรือในห้องประชุม

2) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ไพ่ “เศรษฐกิจ–การคลัง” เพื่อคุมความกังวลของตลาด

เอกนิติมักถูกมองเป็นตัวแทนสายเศรษฐกิจ/การคลัง ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในประเด็นปากท้อง โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนและตลาดกังวลเรื่องค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง

พูดตรง ๆ นี่คือ “ไพ่ลดความกลัว” เพราะอย่างน้อยทำให้เห็นว่าพรรคพยายามมีแกนคิดด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขายฝันหรือสัญญาสวยหรู

3) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ไพ่ “ต่างประเทศ–เวทีโลก” เพื่อปิดช่องโหว่ที่การเมืองไทยมักโดนถาม

การมีชื่อ “สีหศักดิ์” ในทีม ทำให้สูตรของพรรคชัดขึ้นว่า เศรษฐกิจในประเทศต้องเดินพร้อมการต่างประเทศ ทั้งการค้า การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์

นี่คือหมากที่ช่วย “อัปเกรดภาพลักษณ์” ให้พรรคดูพร้อมต่อการเจรจาในโลกจริง เพราะความท้าทายยุคใหม่ไม่ใช่แค่บริหารภายใน แต่คือการวางตำแหน่งประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย

เกมที่ภูมิใจไทยกำลังเล่น: “เลือกตั้ง = เลือกทีมบริหาร”

สรุปให้ชัด—พรรคกำลังพยายามทำให้การเลือกตั้งรอบหน้าเป็นเรื่อง “เลือกทีม” มากกว่า “เลือกขั้ว” และสามชื่อนี้คือหน้าปกของแนวคิดนั้น

แต่การเล่นเกมแบบ “ทีมเทคโนแครต” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากสื่อสารไม่ดี ประชาชนอาจมองว่าเป็นการดึงคนเก่งมาเป็นฉากหน้า แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างไร

ความเสี่ยงที่พรรคต้องตอบให้ได้ (แบบไม่อ้อมค้อม)

• ถ้าเน้นภาพ “เทคโนแครต” มากไป คนจะถามทันทีว่า แล้วประชาชนฐานรากได้อะไร?

• ถ้าเน้น “โปรไฟล์” มากไป คนจะย้อนว่า ประเทศไม่ได้ขาดคนเก่ง—ประเทศขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานได้

• การเลือกตั้งไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน ถ้านโยบายไม่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว คนก็ไม่ซื้อ

ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์ อาจเป็น “ไพ่เด็ด” ที่ช่วยให้ภูมิใจไทยดูเป็นพรรคมือบริหารขึ้นจริง แต่ไพ่เด็ดจะชนะเกมได้ ก็ต่อเมื่อพรรคตอบให้ได้ว่า

‘สีหศักดิ์’ เผยผลประชุม รมว.การต่างประเทศ อาเซียนไร้ข้อตกลงหยุดยิง โยนใช้เวที GBC รมว.กลาโหมไทย-กัมพูชา คุยกันที่จันทบุรี 24 ธ.ค.นี้

(22 ธ.ค. 2568) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2025 เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยขอขอบคุณมาเลเซียที่เปิดเวทีการประชุมในกรอบภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นสันติภาพ และมีความปรารถนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน ดังเช่นที่ไทยเคยมีบทบาทช่วยฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาคมาแล้ว พร้อมย้ำว่าไทยต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุปะทะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกรอบทวิภาคีมาโดยตลอด แต่ฝ่ายกัมพูชากลับพยายามนำประเด็นเข้าสู่กรอบสหประชาชาติ แทนการเจรจาระหว่างสองประเทศ รวมถึงการเผยแพร่เทปเสียงจากการหารือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความไว้วางใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหา

นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การลงนามข้อตกลงหยุดยิงที่เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม และข้อตกลงสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนความตั้งใจจริงของไทยในการเดินหน้าไปสู่สันติภาพ พร้อมยืนยันว่าข้อตกลงร่วมกับกัมพูชาเป็นเส้นทางสู่สันติภาพ แต่ฝ่ายกัมพูชาจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างครบถ้วน ทั้งการลดอาวุธ ลดกำลังทหาร การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามแดนและแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ ซึ่งทั้ง 4 ประเด็นถือเป็นสาระสำคัญ

โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด นายสีหศักดิ์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจนขาขาดมาแล้ว 6 ครั้ง และหลังการลงนามข้อตกลงยังเกิดเหตุซ้ำเป็นครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนไทยต้องการคำอธิบายที่ชัดเจน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่เป็นรูปธรรมจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ไทยไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวโทษฝ่ายใด แต่ต้องการให้เกิดกระบวนการหยุดยิงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกาศฝ่ายเดียว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้กัมพูชาจะพูดถึงการหยุดยิงในเวทีต่าง ๆ แต่กลับไม่เคยหารือกับไทยโดยตรง ซึ่งทำให้การเดินหน้าสู่สันติภาพเป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ ไทยเสนอให้มีการหารือระหว่างทหารของทั้งสองฝ่าย โดยใช้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งฝ่ายกัมพูชายอมรับข้อเสนอ และเห็นชอบให้มีการประชุม GBC ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำไปสู่การหยุดยิงอย่างเป็นรูปธรรม

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ และต้องรอผลการหารือในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม ที่จังหวัดจันทบุรี ต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/politics/detail/9680000123279

 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: นักการทูตแห่งปี 2568 ผู้ใช้การทูตเชิงรุกนำพาไทยกลับสู่จุดเด่นบนเวทีโลก

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในปีพุทธศักราช 2568 (2025) การก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ "เสียงของประเทศไทย" กลับมาดังกังวานและทรงพลังอีกครั้งในเวทีสากล ด้วยวิสัยทัศน์และการทำงานที่เป็นมืออาชีพ THE STATES TIMES ขอยกให้เป็น "นักการทูตแห่งปี 2568"

 การทูตเชิงรุก (Proactive Diplomacy): ฟื้นคืนความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิ

หลังจากที่ไทยต้องเผชิญกับบททดสอบทางการเมืองและสถานการณ์ความมั่นคงชายแดน นายสีหศักดิ์ได้นำกลยุทธ์ "การทูตเชิงรุก" มาใช้เป็นแกนหลักในการบริหารนโยบายต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการกลับมาเป็น "ผู้เล่นสำคัญ" (Key Player) ในภูมิภาคอาเซียนและเวทีโลก:

 การบริหารความสัมพันธ์ท่ามกลางความขัดแย้ง: ในช่วงวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ท่านได้ใช้ทักษะการเจรจาระดับพหุภาคีเพื่อลดแรงตึงเครียด ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตยของชาติไว้อย่างสง่างาม โดยเน้นการสื่อสารที่โปร่งใสและยึดหลักกฎหมายสากล

สะพานเชื่อมมหาอำนาจ: ท่านมีบทบาทโดดเด่นในการสร้างความสมดุล (Strategic Balancing) ระหว่างมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงและพระราชินี ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งท่านนับเป็นหนึ่งในขุนพลผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top